มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สมาธิหมุน ทำแบบนี้ได้จริงหรือเปล่าครับ




วิปัสสนากรรมฐานทั่วไปเป็นการเจริญสติ... ผมไปอ่านเจอข้อความนี้มา

จาก

http://www.sudyord.com/health/doctor/h1.htm



สมาธิหมุน!!!



หลายท่านคงสงสัย ว่าสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้คืออะไรกันแน่ หรือบางท่านอาจจะได้ผ่านหูผ่านตามาบ้างนะครับ เรื่องสมาธิหมุนเนี่ย ดร.สุวินัย ภรณวลัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลขึ้น เป็นหนังสือที่น่าสนใจทีเดียว เพราะว่าไม่ว่าท่านจะสนใจเรื่องแปลก หรือเรื่องเกี่ยวกับสมาธิ รวมถึงท่านที่สนใจการแตกดับของโลกที่ใกล้เข้ามา ก็เรียกได้ว่าท่านมาถูกที่แล้วครับ

สมาธิหมุน หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Dynamic Meditation ก็คือ การวิปัสสนากรรมฐาน อย่างหนึ่งนั่นเอง หากแต่ข้อแตกต่างอยู่ที่ การวิปัสนาแบบนี้เป็นวิธี เร่งสติ (พระผู้คนพบวิธีนี้ได้จำแนกการนั่งวิปัสนากรรมฐานเป็นสองอย่างคือ หนึ่ง วิธีเจริญสติ กับวิธีเร่งสติ) และสาเหตุที่ทำให้ได้ชื่อว่า สมาธิหมุน นั้น เนื่องจากอาการทางกายที่เกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิด้วยวิธีนี้นั่นเอง

ส่วนข้อดีของวิธีนี้ผมขออนุญาตหยิบยกข้อความบางส่วนจากหนังสือมาอธิบายแก่ท่านผู้อ่านดังนี้ครับ

"วันหนึ่ง ขณะที่ท่าน(พระผู้คิดค้นวิธีนี้ขึ้น) กำลังเดินจงกรมอยู่ ท่านได้ลองเอาความรู้สึกของตนเองมาจับที่การเดิน และรู้สึกถึงการไม่มีการแตกต่างระหว่าง ผู้เดิน(ตัวรู้ในใจ) กับการเดิน ชั่วแว่บเดียวก็เกิด แรงหมุนเหวี่ยง ขึ้นในร่างกายระหว่างจิต(ตัวรู้) กับเท้าของท่าน เมื่อท่านก้าวเท้าซ้ายออกไป ความรู้สึกก็หมุน ก้าวเท้าขวา ออกตามไป ความรู้สึกก็ยังหมุนอยู่อีก จิตของท่านหมุนไปหมุนมาเคลื่อนไปคล้ายกับกรณีการถีบจักรยาน ท่านจึงลองหยุดดูว่า ถ้าท่านหยุดเดินแล้วอาการหมุนจะยังมีอีกหรือไม่ ก็ปรากฎว่า แม้เมื่อไม่เดินแล้ว แต่อาการหมุนของจิตของท่านก็ยังคงมีอยู่ อีกสักครู่ต่อมา จิตของท่านก็ไปหมุนที่สมอง เห็นอาการหมุนของจิตกับความคิดที่สมอง หมุนติ้วๆแรงขึ้น จนกระทั่งจิตของท่านรับแรงเหวียงไม่ไหว ก็ปล่อยความรู้สึกความรู้สึกการหมุนนั้น ปรากฎว่า จิตของท่านหลุด "วืด" ออกไป เข้าสู่สภาวะเดิมของมันจนหลุดพ้นสภาวะปรุงแต่งของขันธ์ทั้งห้า"

ส่วนวิธีปฏิบัติ โดยวิธีเร่งสติ เพื่อเข้าสู่สภาวะที่เป็นสมาธิหมุนมีดังนี้

"1.ขั้นดูความรู้สึกภายนอกกับภายใน(ใจ)

คือดูอาการเกิด-ดับ จากความรู้สึกกระทบภายนอกให้เข้าไปสัมพันธ์กับความรู้สึกภายในเสมอเช่น หูกระทบด้วยเสียง จะกระเทือนเข้าไปถึงหัวใจแล้วแล้วรู้ผ่านใจวนกลับมาที่เสียงใหม่วนเป็นรอบๆ

2. ขั้นใส่เจตนาของจิต เข้าร่วมกับอาการหมุนวน

คือถ้าผู้ปฏิบัติสามารถทำความสัมพันธ์ระหว่างอาการภายนอกกับภายในได้แล้ว ให้ใส่เจตนาของจิตใส่ร่วมลงไป ในอาการหมุนวนนั้น ตอนแรกมันจะช้าๆ แต่ถ้าชำนาญแล้วมันจะเร็วขึ้น อาการหมุนวนจะเร็วขึ้นตามลำดับ จนอาการทางกายคล้อยหมุนตามไปด้วย

3. ขั้นปล่อยวางความรู้สึกในการหมุน

คือถ้าผู้ปฏิบัติไปนานๆ ความเร็วของการหมุนจะเร็วขึ้น จนไม่สามารถรับแรงหมุนได้ให้ปล่อยความรู้สึกในการหมุนเสีย จิตก็จะพรุ่งพรวดไปจากแรงเหวี่ยงของการหมุน ถ้าแรงเหวี่ยงมีมากพอ จิตจะหลุดพ้นจากสภาวะปรุงแต่ง มีดวงตาเห็นธรรมทันที"







ทราบมาเลาๆ ว่าชาวเว็บบอร์ดอ๓ิธรรมมูลนิธินี้เป็นนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และมีภูมิธรรมเป็นเลิศ

อยากทราบว่า ในข้อความนี้ สามารถทำได้จริงๆ หรือไม่ครับ....

โดย ขาจร [16 ธ.ค. 2548 , 20:47:41 น.] ( IP = 203.146.81.198 : : unknown ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

http://www.geocities.com/healthmeditation/healthmeditation/health.html

โดย ขาจร [16 ธ.ค. 2548 , 21:04:46 น.] ( IP = 203.146.81.198 : : unknown )


  สลักธรรม 2

ดูชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นสมาธิ ยิ่งดูเนื้อหาก็ยังไม่เห็นว่าจะมีส่วนใดเกี่ยวข้องกับวิปัสสนาเลย

ลักษณะของสมาธิ ต้องอาศัยความตั้งใจ จดจ่อกับสิ่งที่เรากำหนดขึ้น เช่น วิธีการท่องถ้อยคำบางอย่างซ้ำ ๆ กัน การเพ่งมอง ฯลฯ และบังคับตนเองในลักษณะ การสร้างแนวคิด ภาพพจน์ เกี่ยวกับคำนั้น (รวมทั้งความรู้สึกด้วย)

สิ่งที่เราสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ความคิด หรือภาพพจน์ของคำ ๆ นั้น ล้วนเป็นองค์ประกอบของความสงบในระดับต่าง ๆ ซึ่งแปรผันไปตาม ความตั้งใจ ไม่ได้แปรผันตามสิ่งที่ท่อง หรือเพ่ง และอาจไม่มีสภาพนั้นอยู่จริง ๆ (สิ่งที่เพ่งเป็นเพียงบัญญัติธรรม เป็นอุปกรณ์ ไม่ใช่ตัวสมาธิ) ดังนั้น อยากจะให้(เกิดความรู้สึก)หมุน หรือให้หยุดก็ย่อมได้

อาการหมุนนั้นเกิดจากสมาธิมาก หรืออาจเกิดจากน้ำในหูเสียความสมดุลก็ทำให้รู้สึกหมุนได้เช่นกัน

ความปรารถนา จะให้เกิดผลเร็ว ๆ โดยเร่งทำ เร่งคิด อาจสร้างความรู้สึกต่าง ๆ ขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว ทีนี้แหละจะถูกโลภะ-ทิฏฐิ สวมรอยให้เข้าใจว่าเป็นความรู้สึกบรรลุธรรมได้ แต่โลภะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะไหนก็ไม่รู้ ทิฏฐิเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะไหนก็มองไม่ออก....

ลักษณะของสติ คือ มีความระลึกได้ในอารมณ์อยู่เนือง ๆ ช่วยไม่ให้เกิดความหลงลืม สติเป็นเจตสิกฝ่ายกุศล และเป็นผู้นำในการกั้นเจตสิกฝ่ายบาปไม่ให้ผ่านเข้ามาในจิต คอยเฝ้าระลึกรู้ไม่ให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าปรุงแต่งจิต ถ้าปราศจากสติแล้วก็จะประคองจิตไว้ในกุศลไม่ได้

ส่วนลักษณะของวิปัสสนา ต้องอาศัยความรู้สึกตัวที่มีอยู่ รู้ถึงการสัมผัสทางทวารทั้ง ๖ รู้ถึงปรากฏการณ์ทางจิต ขณะร่างกายมีการกระทบสิ่งเร้าตามที่เป็นจริง รู้ถึงความแตกต่างระหว่าง ตัวรู้ กับตัวถูกรู้(ว่าเป็นคนละอย่างกัน) รู้พร้อมด้วยเหตุ-ปัจจัยว่าการที่รับรู้นั้นเกิดจากเหตุ-ปัจจัยทางรูป หรือนาม หรือทั้งรูปและนาม

ไม่เปิดโอกาส ให้มีการก่อตัว ของแนวคิด ภาพลักษณ์หรือความคิดใด ๆ ตามมา มีแต่การรู้เท่าทัน กระบวนการที่เกิดขึ้นโดยตรงในทันทีที่เกิดขึ้น จึงไม่เกิดการบิดผันใด ๆ ทางด้านความคิด

ขณะที่รู้สึกว่าหมุน ก็รู้ว่าเป็นเพียงนามรู้สึก ถ้าร่างกายโยกคลอน ก็รู้ว่าอาการนั้นเกิดขึ้นที่รูป เป็นรูปโยก รูปโงนเงน เป็นต้น จากนั้นจึงไม่ใส่ใจความรู้สึกในการหมุนได้

ที่กล่าวว่า ดูอาการเกิด-ดับ จากความรู้สึกกระทบภายนอก......จะกระเทือนเข้าไปถึงหัวใจแล้วแล้วรู้ผ่านใจวนกลับมาที่เสียงใหม่วนเป็นรอบๆ เป็นการกล่าวโดยทางทฤษฎีร่วมกับจินตนาการ ขณะนั้นตกจากวิปัสสนาไปแล้ว ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนา...

ถ้าเป็นผู้รู้จริงแล้ว หากรู้สึกหรือเห็นเช่นนั้นก็จะไม่กล่าวหรือเผยแพร่ให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างแน่นอน

โดย srman [17 ธ.ค. 2548 , 02:25:05 น.] ( IP = 203.170.228.172 : : )


  สลักธรรม 3

ชอบใจตรงที่อธิบายปรากฎไว้ชัดดี..ว่า
ปรากฎว่า จิตของท่านหลุด "วืด" ออกไป เข้าสู่สภาวะเดิมของมันจนหลุดพ้นสภาวะปรุงแต่งของขันธ์ทั้งห้า"

สงสัยว่า..รู้ได้ยังไงว่าจิตหลุดพ้น...
รู้ได้ยังไงว่าสู่สภาวะเดิมของมัน
คงเห็นการเกิดของจิตอยู่มั้ง...

พูดอย่างที่อธิบาย..เป็นการเข้านิพพานไปแล้ว..
ผมยังไม่เชื่อครับ...ว่าเป็นความถูกต้อง
ยังเห็นจิตวืดไป...แสดงว่า..ยังไม่พ้นขันธ์ 5
คือ...ยังมีวิญญาณขันธ์อยู่เลย...บอกว่าพ้นไปได้ไง

ยังไม่มีการเห็นไตรลักษณ์..คือความจริงของธรรมชาติ
ยังไม่มีคำอธิบายการพ้นจากกิเลส...

ใช้คำว่าหมุนไปจนหลุดพ้น...อย่างนี้ไม่ใช้ศาสนาพุทธครับ
ทางพุทธศาสนา..หลุดพ้นได้..ต้องด้วยปัญญา...

สมาธิบแบบนี้...น่าจะเป็นมิจฉาสมาธิครับ...
จะว่าเป็นสุดทางของสมถกรรมฐาน..ก็ไม่ใช่..
จะว่าเป็นสุดทางของวิปัสนากรรมฐาน...ก็ไม่ใช่

การหลุดพ้น..ไม่ง่ายอย่างที่อธิบายมา...
ไม่มีความรู้ในญาณ 16 แต่ละขั้นตอนเลย...
การสอนแบบนี้..เหมาะสำหรับพวกที่ชอบทางลัด...
นึกว่า..ใช่เลย...หลุดพ้นง่าย...หลุดพ้นแล้ว...
แอบฟังอยู่...อดออกความเห็นไม่ได้...

แถมตบท้ายด้วยว่า..เป็นการเร่งสมาธิ...
ศัพท์ใหม่..ตามไม่ทันครับ...
คำสอนของพระพุทธองค์..ก็เห็นมีแต่ ..เจริญสมาธิ..
แปลว่า..ทำให้มาก..ทำให้เกิดบ่อยๆ...

อยากสรุปว่า..เป็นความเห็นระดับอาจารย์....
ใครจะเชื่อ..ก็เชิญ...
ผมเรียนมา 9 ปริเฉทแล้ว......ไม่เชื่อครับ...

โดย ลุงเล็ก [17 ธ.ค. 2548 , 11:07:50 น.] ( IP = 202.5.86.92 : : )


  สลักธรรม 4

ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยคนครับ
กระผมลองเข้าไปอ่านดูแล้ว แต่ที่อ่านมา มันเป็นการฝึกทำสมาธินะครับ แต่ว่ายังไม่มีส่วนวิปัสสนาเลย ส่วนการจะเรียกว่าอะไร มันไม่สำคัญ จะฝึกยังไงก็ไม่สำคัญ ไอ้อาการหมุนนี่น่ะ มันคืออาการรู้สึก ถ้ายิ่งสนใจหรือเพ่งมัน มันก็หลุด แต่ถ้าทำความรู้สึกซึ่งมันก็อธิบายเป็นหนังสือไม่ได้นะครับ ทำเฉยๆ กับมัน มันก็จะดิ่งลึกและแรง แล้วถอยออกมาสักก้าว มันก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ซึ่งกระผมก็เบื่อเต็มทนแล้ว แต่ว่าจะรู้ธรรมมันจะต้องมีส่วนที่เป็นวิปัสสนา ต่อให้ฝึกสมาธิได้ขนาดไหน ถ้าไม่มีส่วนวิปัสสนา แล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์ใดใด
ยังไงก็ขอให้ศึกษาวิธีการทำวิปัสสนาแล้วนำมาใช้ร่วมด้วยจะเป็นบุญต่อเรามากครับ
หากผิดประการใด ขออภัยด้วยครับ

โดย ลูกพระธรรม [20 ธ.ค. 2548 , 20:47:51 น.] ( IP = 58.147.46.36 : : )


  สลักธรรม 5

ธรรมนั้นเกิดตรงหน้าแล้ว..มีสติตามให้ทัน..ก็เป็นการถูกต้อง
มันจะหมุน..ก็สักแต่ว่ารู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น..
เมื่อมันหมุนก็ให้รู้ว่ามันหมุน...
เมื่อมันหยุดก็ให้รู้ว่ามันหยุด...
เมื่อมันวูบก็ให้รู้ว่ามันวูบ...
ต่อไปก็ตามดูว่า..เหตุที่มันหมุน..มันวูบ..คืออะไร...
รู้เหตุ..ก็รู้ธรรม..
ถ้ามีสติตามทัน..ก็รู้เหตุได้...
ดังคำที่ว่า " เย ธมฺมา เหตุปัพภวา....." ธรรมเหล่าใดย่อมมีเหตุเป็นแดนเกิด
อย่างนี้เป็นไปทางวิปัสสนา...คือปัญญารู้แจ้ง

วูบไปแล้ว..คิดว่าหลุดพ้นจากรูปนามขันธ์ 5...ไม่มีคำสอน...
เป็นแค่อาการของจิตที่จะสงบ...ยังไม่พ้นรูปนามขันธ์ 5
นักปฏิบัติ..ก็ต้องเจอแบบนี้...เป็นธรรมดา...
ถ้าบอกว่าพ้นแล้ว..อย่างนี้คิดเอาเอง.....ยังครับ....ยังไม่สำเร็จอริยะบุคคลชั้นใดเลย...
ไม่ศึกษาให้ดี..จะหลงทางซะมากกว่า....

ถ้าไปถูกทาง....ต้องเจออุปกิเลสครับ...
ถ้าไม่เจออุปกิเลส....หมายความว่ายังไปไม่ถูกทาง.......

พระพุทธองค์แสดงไว้ชัดว่า...
เมื่อจิตหลุดพ้น..ก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น..

วูบไป..เหมือนไม่รู้อะไร..อย่าเรียกว่าหลุดพ้น...อย่างนี้ของปลอม

โดย ลุงเล็ก [21 ธ.ค. 2548 , 10:13:20 น.] ( IP = 202.5.85.129 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org