| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชึวิต (๕๘)
ตอนที่ (๕๗) อ่านที่นี่
คู่ที่ ๒ ได้แก่ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ กับ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ
ถ้าแปลตามศัพท์แล้ว ทิฏฐินั้นแปลว่า "ความเห็น" ไม่ได้ระบุลงไปว่าเป็นความเห็นถูกหรือเห็นผิด แต่โดยเนื้อหาแห่งธรรมะแล้ว คำว่า ทิฏฐิ นั้นหมายถึงความเห็นผิด คือ มิจฉาทิฏฐิ แต่ถ้าจะแสดงว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้องแล้ว ก็ต้องใช้คำว่า สัมมาทิฏฐิ เฉพาะอย่างยิ่ง ทิฏฐิในที่นี้ เป็นทิฏฐิที่อยู่ภายใต้โลภะ จึงจัดว่าเป็นความเห็นถูกต้องไม่ได้แน่นอน
ต่อจากนี้ไป ผมเห็นเป็นการสมควรที่จะได้แสดงถึง มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด กับสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก ให้ท่านนักศึกษาเข้าใจเสียก่อนโดยย่อว่า มีความหมายและกินความไปถึงอะไรบ้าง
ทิฏฐิที่ประกอบเข้ากันได้กับโลภมูลนั้น มีอยู่ ๒ ด้วยกัน ซึ่งถ้าจะกล่าวอย่างชนิดที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ
๑. ทิฏฐิ ชนิดที่เป็นสามัญ ๒. ทิฏฐิ ชนิดที่เป็นพิเศษ
๑.ทิฏฐิ ชนิดที่เป็นสามัญที่เป็นไปตามธรรมดา ย่อมจะเกิดและเป็นไปกับสัตว์ทั้งหลายโดยที่สัตว์ทั้งหลายมักไม่รู้สึกตัว หรือจะพูดว่า เป็นความชำนาญที่สัตว์ทั้งหลายได้อบรมมาเป็นเวลายาวนานต่อๆ กันมา จนนับชาติที่เกิดไม่ได้ ทิฏฐิคือความเห็นผิดนี้ก็ได้แก่สักกายทิฏฐิ ซึ่งเป็นความเห็นหรือรู้สึกนึกคิดว่า เป็นตัวตน เรา เขา หญิง หรือชาย เป็นต้น
เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จิตใจกระทบกับสภาพธรรมต่างๆ แล้วเกิดความยินดีพอใจในอารมณ์นั้นๆ พร้อมๆกันนี้ ก็มีความรู้สึกยึดมั่นความเป็นคนเป็นสัตว์ เป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมาทันที อันเป็นความเห็นผิด ทั้งนี้ก็เพราะ คน สัตว์ เรา เขา นั้นหาได้มีไม่ ผู้เห็น ผู้ได้ยิน ผู้คิดนึก เป็นผู้สร้างมโนภาพขึ้นมาเองต่างหาก แล้วก็ยึดมั่นไปตามมโนภาพเหล่านั้น เช่น
การได้ยินจะต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑. เสียง ๒. ประสาทหู ๓. ช่องว่างในหู ๔. จิตใจ
เมื่อเหตุ ๔ ประการนี้มาประชุมหรือจรดพร้อมกันเข้าแล้ว การได้ยินก็จะต้องเกิดขึ้นในทันที ห้ามไม่ได้ แต่เสียงก็หาใช่คนไม่ ประสาทหูก็ไม่ใช่คนอีก และจิตใจก็ไม่ใช่คนเช่นเดียวกัน เสียงเป็นรูป (เป็นคลื่น) ประสาทหูเป็นรูป และจิตใจเป็นนาม ผู้ได้ยินได้สร้างความสำคัญผิดคิดเอาเองจึงได้หลงใหลคิดไปว่า เสียงซึ่งเป็นคลื่นแห่งความสั่นสะเทือนของอากาศ อันมีช่วงคลื่นต่างๆ กันนั้น ว่าเป็นคนและเป็นเพลง ทั้งจิตที่เข้ารับกระทบก่อให้เกิดความรู้สึกได้ยินก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็น "เรา" ไปดังนั้น จึงได้กล่าวว่า "เราได้ยินเสียงคนร้องเพลง" เป็นต้น
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2548 , 08:30:01 น.] ( IP = 58.136.209.188 : : )
สลักธรรม 1
ความยินดีติดใจ ไม่ว่าจะเป็นความติดใจทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ จะมากที่สุดหรือน้อยที่สุดก็ตาม ก็ย่อมหนีโลภะไปไม่พ้น แล้วก็หนีสักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน คนสัตว์ไปไม่ได้ (พระอรหันต์ไม่มีความยินดีติดใจ) ความโลภดังกล่าวนี้จึงได้ชื่อว่าประกอบด้วยความเห็นผิด ซึ่งในเรื่องนี้เราจะพบอยู่ทั่วไปทุกวัน เช่น พูดกันว่า ฉันเสียใจ, เราคิดไม่ถึงเลย, เท่าที่เห็นแล้ว รูปร่างของเธอ กับรูปร่างของเขา แตกต่างกันมาก, ชายกับหญิง จิตใจย่อมจะต้องไม่เหมือนกันเป็นธรรมดา หรือรถยนต์ของฉันซื้อมาใหม่ เป็นต้น
บุคคลผู้ยึด ฉัน เรา เธอ ของเขา ชาย หญิง รถยนต์ ของฉัน ดังตัวอย่างที่ยกขึ้นมานั้นจะมีความเชื่อมั่นในความเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นข้าวของอย่างจริงจัง แน่นอน ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความเห็นผิดที่ยึดความเป็นตัวตนคนสัตว์นั้น เกิดขึ้นมานมนานจนนับชาติไม่ได้ เราก็ได้ใช้ความเห็นผิดนี้มาเสียมากมายจนคำนวณเวลาไม่ไหว ความชำนิชำนาญจึงเท่ากับฝีงอยู่ในสายเลือด หรือฝังอยู่ในทุกเม็ดของโลหิต ดังนั้น เมื่อเห็นอะไร หรือคิดอะไร "เรา"จึงได้เข้าไปเกี่ยวข้องร่วมด้วยทุกครั้งไป ความเห็นผิดนี้จึงได้ทำให้บังเกิดตัณหา ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ มานะความยกตัวถือตัวว่า ดีกว่าหรือรวยกว่า และบังเกิดความเห็นผิดอื่นต่อไปอีก
ในบางครั้งที่ผู้ศึกษามีความรู้สึกตัว จึงได้มีสติกำหนดพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นต่อหน้าตามอารมณ์ต่างๆ นั้น หาได้มี"เรา"ไม่ มีแต่เสียงซึ่งเป็นรูป มีแต่ประสาทหูซึ่งเป็นรูป มีแต่นามได้ยิน คือจิต อารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นมาเพราะด้วยมีเหตุมาประชุมกันแล้วก็ดับไปทันทีเมื่อสิ้นเหตุ คน สัตว์ อ้วน ผอม หญิง หรือชายหาได้มีไม่ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วมีความจริงอันเท้จริงก็คือ รู้สึกได้ยิน"เฉยๆ" เท่านั้น
อำนาจของความรู้เท่าทันธรรมชาตินี้ก็เกิดขึ้นขณะหนึ่ง และขณะหนึ่งที่สกัดกั้นความเห็นที่เคยหลงใหลมาตั้งแต่บุพกาลเสียได้ สกัดกั้นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา มานะ ทิฏฐิ เสียได้ขณะหนึ่งนี้ก็ได้ชื่อว่า มีปัญญาเข้าประกอบกับจิต จัดเป็นมหากุศลญาณสัมปยุต แปลว่า จิตที่เกิดขึ้นมาแล้วประกอบด้วยปัญญา อันเป็นมหากุศลที่ไม่ใช่เล็กน้อยเลย ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนปรมัตถธรรมมีความเข้าใจ จึงได้กำหนดพิจารณาเสียบ้างก่อให้จิตมหากุศลนี้เกิดขึ้นมา แม้จะไม่มากนักในวันหนึ่งสัก ๓-๔ ครั้ง ก็นับว่ามีกำไรแก่ชีวิตเป็นอันมาก โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2548 , 08:30:30 น.] ( IP = 58.136.209.188 : : )
สลักธรรม 2
๒. ทิฏฐิ ชนิดที่เป็นพิเศษ โลภะที่เกิดขึ้นในข้อนี้ หมายถึงจิตที่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิโดยตรงทีเดียว ด้วยมีความคิดเห็นว่าบาปหรือบุญนั้นไม่มีผลที่จะมาสนองตอบผู้กระทำได้ ในการทำชั่วหรือทำดีอย่างมากก็แค่ติดตะราง หรือกินอยู่หลับนอนลำบากหรือสบายอันเป็นผลในปัจจุบัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นลักทรัพย์ หรือฉ้อโกง หรือฆ่ากันตาย ถ้าไม่มีผู้ใดรู้เห็นแล้วก็แล้วกันไป โชคดีหรือโชคร้ายที่ใครๆได้รับอยู่นั้น ล้วนแล้วแต่บุคคลและสิ่งแวดล้อมนำมาให้เป็นความบังเอิญ ไม่มีกรรมในชาติก่อน และไม่มีกรรมต่อไปในชาติหน้าด้วย สัตว์ทั้งหลายเกิดหนเดียวตายหนเดียว ที่เกิดที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากและที่มีแต่ความสุขความสบาย คือนรกสวรรค์ไม่มี, สัตว์นรกและเทวดาไม่มี
หรือเชื่อว่าจิตหรือวิญญาณนั้นเป็นอมตะไม่เกิดไม่ดับ เป็นสิ่งกายสิทธิ์ มีอำนาจทำหรือบันดาลอะไรได้ต่างๆ ตายแล้วก็ล่องลอยไปเกิดในที่ทั่วไป แล้วเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน ตามบุญตามบาปที่ได้ทำเอาไว้ หรือวิญญาณออกจากร่างกายของผู้ตาย แล้ววิญญาณนี้จะล่องลอยไปหาที่เกิดอยู่ ๗ วัน แล้วก็จะไปเกิดต่อไป
พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ มีความยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมของพระรัตนตรัย เชื่อในกรรมคือความดีความชั่วที่ได้ทำลงไปว่าสามารถมาให้ผลได้ เชื่อว่าชาติที่แล้วมาและชาติหน้ามีจริงๆ นรกสวรรค์อันเป็นที่เกิดของสัตว์นรกคือผู้เกิดอยู่ในความทุกข์ทรมาน และเทวดาคือผู้เกิดที่มีความสุขสบายพิเศษมีอยู่ ดังนั้นเมื่อได้รับความทุกข์ยากลำบากจึงได้ออกอุทานว่า ชาติก่อนทำกรรมไว้ไม่ดี และมักจะอธิษฐานเมื่อทำกุศลแล้วว่า ขอให้ชาติหน้าจงร่ำรวยเป็นเศรษฐีและอย่าได้ป่วยไข้อย่างใดเลย ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนที่มีความเชื่อเหล่านี้ จึงชื่อว่าไม่มีความเห็นผิด แต่อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาเล่าเรียนปรมัตถธรรมอันเป็นความจริงแท้ของเรื่องชีวิตอย่างละเอียดพิสดารมีน้อยที่สุด ดังนั้น ความเชื่อดังที่ได้กล่าวมาแล้วของพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ จึงมีความเชื่อตามๆ กันมาเท่านั้นเอง หาได้มีเหตุผล และข้อเท็จจริงของตนเองที่จะตัดสินไม่ เราจึงได้เห็นผู้ตั้งคำถามว่า กรรมให้ผลจริงหรือเปล่า ตายแล้วเกิดได้หรือไม่ อยู่ในที่ทั่วๆไป โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2548 , 08:30:58 น.] ( IP = 58.136.209.188 : : )
สลักธรรม 3
แม้ว่าพุทธศาสนิกชนจะมิได้มีความเห็นผิดในเรื่องของชีวิตซึ่งเป็นทิฏฐิพิเศษตามหัวข้อที่ ๒ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งได้ชื่อว่า ยังดีกว่าที่จะเห็นผิดไปเสียจริงๆเลย เช่นว่ากรรมให้ผลไม่ได้ ตายแล้วเกิดอีกไม่ได้ ทำให้อกุศลน้อยลงไปได้บ้าง แต่ทิฏฐิคือความเห็นผิดอย่างสามัญข้อที่ ๑ นั้น เมื่อได้ได้ศึกษาเล่าเรียนก็ไม่มีโอกาสที่จะหลีกหนีพ้น หรือจะเกิดปัญญาขึ้นมาเองได้โดยง่าย ดังนั้นจึงตกอยู่ในฐานะที่ความเห็นผิดข้อหนึ่งครอบครองอยู่ทุกวันทุกคืน ปีแล้วปีเล่า
ความโลภที่เกิดขึ้นมาประกอบด้วยความเห็นผิด คือ ทิฏฐิคตสมฺปยุตตํ กับความโลภที่เกิดขึ้นมาไม่ประกอบกับความเห็นผิด คือ ทิฏฐิคตวิปฺปยุตตํ นั้น ย่อมจะแตกต่างอันเป็นอันมาก เพราะความโลภที่เกิดขึ้นแล้วประกอบด้วยความเห็นผิดนั้น ย่อมจะได้รับผลของบาปอกุศลมากกว่า โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2548 , 08:31:24 น.] ( IP = 58.136.209.188 : : )
สลักธรรม 4
บาปที่จะเกิดมากหรือน้อยนั้น อยู่ที่กำลังแรงของเจตนา ผู้ที่ไม่เชื่อบาป ไม่เชื่อบุญ ไม่เชื่อผลของกรรม ไม่เชื่อว่าตายแล้วจะต้องเกิดอีก กระทำความโลภลงไปจิตก็ย่อมจะมีกำลังแรงมาก ตามความหนักแน่นในความคิดเห็นของตน ดังนั้นบาปอกุศลจากความโลภนั้นจึงมากกว่าผู้ที่มีความคิดเห็นตรงกันข้าม
ตัวอย่างเช่น ขโมย ๒ คน ขโมยคนที่ ๑ ไม่เชื่อบาปไม่เชื่อบุญ ไม่เชื่อผลของกรรม ไม่เชื่อว่าตายแล้วจะต้องเกิดอีก เมื่อเวลาขโมยของๆผู้อื่นจิตก็ย่อมจะเข้มแข็ง หรือแข็งกร้าวยิ่งกว่าคนที่ ๒ ที่กลัวบาป กลัวตกนรก กลัวจะได้รับผลไม่ดีไปในภายภาคหน้า จิตที่เกิดขึ้นติดต่อกันมากมายนั้นปะปนไปด้วยความคิดกลัวดังกล่าว แต่ก็ทนต่ออำนาจความโลภไม่ไหวจึงได้ขโมยของไป เหตุนี้ความคิดยับยั้งดังกล่าวจึงมาบั่นรอนความเข้มแข็งลงไปเสียบ้าง บาปโลภะจึงได้น้อยกว่าคนที่ ๑ อุปมาเหมือนคนที่รู้ว่าเหล็กที่เผาไฟอยู่ในเตาจนแดง เมื่อเอาออกมาประเดี๋ยวหนึ่ง มันจะเป็นสีดำ คนที่มีความรู้ดังนี้ย่อมจะไม่กล้าจับลงไปแรงๆ เพราะรู้อยู่ว่าความร้อนยังมากมายนัก มืออาจจะพองได้ แต่เด็กเล็กๆที่ไม่รู้จักอะไรก็จะกำเหล็กก้อนนั้นลงไปเต็มแรง
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2548 , 08:31:44 น.] ( IP = 58.136.209.188 : : )
สลักธรรม 5มาทำความเข้าใจความแตกต่างของทิฏฐิทั้ง 2 ประเภทค่ะ
ถ้าผู้ใดมีมิจฉาทิฏฐิแล้ว จะเป็นชีวิตที่น่ากลัวมากค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะโดย เซิ่น [26 ธ.ค. 2548 , 12:48:02 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |