มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ขอเรียนถามข้อมูลค่ะ





เนื่องจากวันนี้มีน้องคนหนึ่งมาถามสีปาดว่า เรื่องที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้า เชื่อได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริงมิได้แต่งขึ้น สีปาดอยากขอข้อมูลเพื่อจะได้ไปบอกน้องคนนั้น ..น้องคนนั้นเขาไม่ได้ไม่เชื่อนะคะ แต่วิสัยของเขาน่าเป็นคนที่ต้องการคำยืนยันให้ความมั่นใจกับเขามากกว่าค่ะจึงอยากจะขอความกรุณาตอบเพื่อเป็นธรรมทานให้ทั้งคนถามและผู้ถูกถามด้วยค่ะ ขอบพระคุณ

โดย สีปาด..ปาดสี [26 ก.พ. 2545 , 07:07:14 น.] ( IP = 203.148.183.221 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

0117 .MID>
จะลองใส่เพลงกับเขาดูบ้างค่ะ ฮิๆๆๆๆๆๆ

โดย สีปาด..ปาดสี [26 ก.พ. 2545 , 07:19:20 น.] ( IP = 203.148.183.221 : : )


  สลักธรรม 2

คนเราไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ค่ะ
พี่ดาก็ไม่ใช่คนเชื่ออะไรง่ายๆหรอกค่ะ

อยากจะบอกว่าน่าจะให้น้องคนนั้นมาเรียนพระอภิธรรมสิค่ะ ที่ไหนก็ได้ที่เขาสะดวก พี่ไม่ใช้คำว่าลองเรียน แต่ให้เรียนจริงๆ อย่างตั้งใจค่ะ

แล้วเขาจะเข้าใจอะไรๆ ได้ดีขึ้นอีกมากค่ะ ได้เรียนรู้อะไร ที่ไม่เคยรู้อีกเยอะ
แล้วตัวเขาเองแหละค่ะ จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าควรเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าหรือไม่

เพราะถึงจะบอกไปว่าเชื่อเถอะเป็นเรื่องจริงๆนะ ไม่มีใครทำได้อย่างพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นการเชื่อโดยการฟังตามกันมา ไม่มีเหตุมีผล

สู้มาศึกษา วิเคราะห์ และค่อยๆ วิจัยหาเหตุผลสำหรับตนเองว่าควรเชื่อหรือไม่จะดีกว่าค่ะ

//fllower นี้เป็นความคิดเห็นของพี่นะค่ะ
พี่ก็เพิ่งจะเริ่มเรียนพระอภิธรรมมายังไม่ครบ ๒ ปีเลยค่ะ ก็ตอบจากประสบการณ์จริงได้เท่านี้ค่ะ ถือเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะค่ะ

ถ้าจะตอบตามหลักการ พี่ก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าควรจะตอบอะไร
รอท่านอาจารย์ หายเหนื่อย และสุขภาพสบายดีหน่อย แล้วมาตอบอีกครั้งนะค่ะ


ขอบคุณค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
พี่ดา

โดย พี่ดา [26 ก.พ. 2545 , 08:44:42 น.] ( IP = 158.108.12.83 : : 158.108.12.83 )


  สลักธรรม 3

สวัสดีค่ะคุณสีปาด


น้องกิ๊ฟขอแสดงความคิดเห็นสักเล็กน้อยว่า เรื่องความเชื่อเป็นเรื่องของนามธรรม จะไปสรรหาเหตุผลที่ดีเลิศอย่างไรมาอธิบาย ถ้าคนฟังไม่ตัดสินใจหรือตกลงปลงใจเชื่อด้วยตนเองแล้วละก็ เหตุผลที่หนักแน่นนั้นก็ไม่สามารถโยกคลอนความเชื่อของแต่ละบุคคลให้เปลี่ยนแปลงได้

แม้จะโดยการเล่าสืบตามกันมา การคาดคะเน ฯ เพราะขั้นตอนสุดท้ายของผู้รับฟังหรือผู้ที่รับการถ่ายทอดนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตนเองด้วยอำนาจของอธิโมกข์ฯ ..เหมือนกับการที่ยังมีศาสนาอื่นๆในขณะที่โลกนี้ก็มีพระพุทธศาสนาปรากฏอยู่

ในทางวิทยาศาสตร์ "ความเชื่อถือ" จะเกิดขึ้นอย่างมั่นคงก็ต่อเมื่อได้มีการทดสอบสมมุติฐานหรือทดสอบทฤษฎีนั้นหลายๆครั้งแล้วมีผลออกมาตรงตามสูตร .... และโดยนัยเดียวกัน การนำไปประพฤติปฏิบัติแล้วนั่นแหละคือการสนับสนุนความเชื่อให้มั่นคงยิ่งขึ้น



จะเชื่อได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง .. ก็ต้องอาศัยการศึกษาและนำไปปฏิบัตินั่นเอง

และเมื่อค่อยๆไล่ความสำคัญลดหลั่นลงมา ...สำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ถ้าหากมีความเชื่อว่า พระไตรปิฎกนั้นแม้จะมิได้เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงจารด้วยพระหัตถ์ แต่เป็นพระคัมภีร์ที่พระอรหันต์ได้ทำการสังคายนาให้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายแก่การศึกษาตามประเภทแล้ว ก็จะไม่สงสัยว่าพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นบิดเบือนข้อมูล


และถ้ามีความเชื่อว่า ศีล สมาธิ และปัญญา คือไตรสิกขาที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ก็จะไม่สงสัยว่า พระอรหันต์มีจริงหรือไม่


การสงสัยว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ไม่ควรสงสัยเพราะยิ่งจะนำไปสู่การถูกตอกตรึงไว้กับสังสารวัฏอย่างยาวนานยิ่ง

และตามที่คุณสีปาดบอกมาว่า...น้องคนนั้น เขาไม่ได้ไม่เชื่อ แต่วิสัยของเขาน่าเป็นคนที่ต้องการคำยืนยันให้ความมั่นใจกับเขามากกว่า... คำพูดนี้ก็หมายถึงว่า น้องคนนั้นเขามีความเชื่อเป็นพื้นฐานอยู่แล้วว่าเรื่องของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องจริง จึงไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลไปยืนยันความเชื่อขั้นพื้นฐานนั้นอีก และที่สำคัญการรอหาเหตุผลที่เหมาะสมน่าเชื่อถือ อาจจะทำลายโอกาสดีๆในการศึกษาพระพุทธศาสนาไปหลายครั้งแล้วก็ได้

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นส่วนตัวด้วยคนนะคะ
ด้วยความปรารถนาดี จากน้องกิ๊ฟ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2545 , 00:47:41 น.] ( IP = 203.170.141.182 : : )


  สลักธรรม 4

ขอขอบคุณพี่ดา และน้องกิ๊ฟมากเลยนะคะ ทีนี้ก็มาถึงปัญหาของสีปาดเอง คำที่น้องกิ๊ฟว่ามีการตัดสินด้วยอธิโมก คำว่าอธิโมกนั้นมีอาการอย่างไรคะ? ต่างกับคำว่าศรัทธาอย่างไรคะ? กรุณาช่วยตอบทั้ง2คำถามด้ยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย สีปาด..ปาดสี [27 ก.พ. 2545 , 03:17:36 น.] ( IP = 203.148.182.53 : : )


  สลักธรรม 5

สวัสดีค่ะคุณสีปาด
...ขอโทษนะคะที่เข้ามาตอบช้าไปหน่อย
มีเจตสิกหลายดวงที่เรียนแล้วก่อให้เกิดความสับสน อย่างเช่น อธิโมกข์กับศรัทธา วิตกกับปัญญา เป็นต้น

ที่บอกว่า ..ขั้นตอนสุดท้ายของผู้รับฟังหรือผู้ที่รับการถ่ายทอดนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตนเองด้วยอำนาจของอธิโมกข์ฯ ... นั้นหมายถึงการตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่าจะเชื่อหรือไม่ สภาพธรรมในขณะนั้นไม่มีความลังเลสงสัยเกิดขึ้น ถ้าตัดสินใจที่จะไม่เชื่อก็เป็นอธิโมกข์ ถ้าตัดสินใจที่จะเชื่อก็เป็นอธิโมกข์ได้เช่นเดียวกัน



ลักษณะของอธิโมกข์ คือ มี"การตัดสินใจเด็ดขาด"เป็นลักษณะ ... เป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา เกิดได้ในจิตที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต เกิดได้กับทุกบุคคลที่มีศาสนาและไม่มีศาสนา

ลักษณะของศรัทธา คือ มี "ความเชื่อ(ในกุศลธรรม)"เป็นลักษณะ ..ไม่ต้องมีการตัดสินใจเลือกอะไรอีก เพราะเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นแล้ว ..ศรัทธาเกิดได้เฉพาะในกุศลจิต และอัพยากฤต แ

ความเชื่อของศรัทธาเจตสิกนี้ หมายถึง ศรัทธา ๔ ประการเท่านั้น คือ เชื่อเรื่องกรรม, เชื่อเรื่องผลของกรรม, เชื่อว่าเรามีกรรมเป็นของๆตน และเชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ตัวอย่างที่พระอรรถกถาจารย์และพระฎีกาจารย์มักยกขึ้นมาเปรียบเทียบอธิโมกข์เจจสิกกับศรัทธาเจตสิกนั้นก็คือ

อธิโมกข์เจตสิก ท่านเปรียบเหมือน เสาเขื่อนที่มีความหนักแน่นไม่ไหวติง มีความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

สรัทธาเจตสิก ท่าบเปรียบเหมือน แก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ์ มีอานุภาพสว่างไสวผ่องใสทำลายความขุ่นข้นของตะกอนธุลี(กิเลส)ให้จมลง

อธิโมกข์เป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับความลังเลสงสัย
ศรัทธาเป็นธรรมที่ตรงข้ามกับความไม่เชื่อและความเศร้าหมอง

การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่นั้น สภาพจิตของเขาในขณะนั้น(อาจจะ)ประกอบไปด้วยวิจิกิจฉา(สังโยชน์) เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะมาทำลายวิจิกิจฉาในอันดับแรกก็คือ อธิโมกข์ ส่วนจะตัดสินใจเชื่ออย่างเป็นกุสลหรืออกุศลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 มี.ค. 2545 , 08:52:34 น.] ( IP = 203.170.156.204 : : )


  สลักธรรม 6

ขออนุโมทนากับน้องกิ๊ฟในคำตอบที่แยกแยะให้เห็นอย่างชัดเจนค่ะ
เมื่อพูดถึงอธิโมกข์เจตสิก ซึ่งมีการตัดสินใจเด็ดขาดเป็นลักษณะ ก็ทำให้นึกถึงการปรุงแต่งที่เป็นอสังขาริก คิดว่าจะเป็นอธิโมกข์เข้าปรุงแต่งจิต ให้มีสภาพเป็นอสังขาริก ไม่ทราบว่าเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือเปล่าค่ะ ขอถามน้องกิ๊ฟด้วยนะคะ

โดย ธัญธร [2 มี.ค. 2545 , 19:11:20 น.] ( IP = 203.130.139.51 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากๆเลยนะคะ เพราะสีปาดก็สงสัยมานานแล้วล่ะค่ะเรื่องนี้ ขอบคุณในความกรุณาที่แก้ไขปัญหาให้สีปาดนะคะ ขอความกรุณาตอบปัญหาของคุณธัญธรด้วยนะคะ เพราะน่าสนใจมากค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูง

โดย สีปาด..ปาดสี [3 มี.ค. 2545 , 03:19:00 น.] ( IP = 172.16.77.182 : : 172.16.77.182 )


  สลักธรรม 8

สวัสดีค่ะคุณธัญธรและคุณสีปาด

ขอโทษนะคะที่เข้ามาตอบช้าอีกแล้ว

ที่ถามว่า ..การปรุงแต่งที่เป็นอสังขาริก น่าจะเป็นอธิโมกข์เข้าปรุงแต่งจิต ให้มีสภาพเป็นอสังขาริก นั่นถูกหรือไม่

ก่อนอื่นน้องกิ๊ฟขอทำความเข้าใจก่อนว่า

๑. อธิโมกข์เจตสิกเป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ตัดสินโดยปราศจากความลังเลสงสัย อธิโมกข์เจสิกสามารถประกอบได้ในจิตทั้งที่เป็นอสังขารและสสังขาร เช่น โลภมูลจิตดวงที่ ๑ (อสังขาร) และโลภมูลจิตดวงที่๒ (สสังขาร) เว้นอสังขาริกจิตบางดวงเช่น โมหมูลจิต ที่อธิโมกข์เจตสิกไม่สามารถเข้าประกอบได้ เพราะมีสภาพธรรมที่ไม่มีการตัดสิน เป็นต้น


๒.อสังขาริกเป็นการเกิดขึ้นของจิตโดยไม่มีสังขารมาชักชวน เรียกชื่อเต็มๆว่า อสังขาริกจิต

ถ้าคุณธัญธรหมายถึง"อสังขาริกจิต"ตรงนี้ น้องกิ๊ฟก็ขออธิบายต่อว่า

ในปริจเฉทที่ ๑ ที่กล่าวถึงสังขารเภทนัย อันเป็นประเภทหนึ่งของ"จิต" นั้นมีใจความสำคัยโดยย่อว่า
อสังขาริกจิต คือ จิตที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการชักชวนจากผู้ใด
สสังขาริกจิต คือ จิตที่เกิดขึ้นโดยผู้อื่นมาชักชวน


การชักชวนนั้นท่านแบ่งไว้เป็น ๓ ประการ คือการชักชวนด้วยกาย (กายปโยค) เช่น พยักหน้า กวักมือ เป็นต้น การชักชวนด้วยวาจา(วจีปโยค) เช่น ร้องเรียก เป็นต้น และการชักชวนด้วยใจ (มโนปโยค) เช่น การปลุกใจตนเองให้นึกถึงผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น

การชักชวนที่เป็นสสังขาริกนั้นท่านหมายเอาเฉพาะการชักชวนทางกายและทางวาจาจากผู้อื่น ส่วนการชักชวนตนเองด้วยมโนปโยคนั้นท่านมิได้กล่าวไว้ว่าเป็นสสังขารเพราะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นตามลำพังตนเองไม่เกี่ยวเนื่องกับใคร


นอกจากนี้การเกิดขึ้นของอสังขาริกจิตยังเกี่ยวเนื่องกับเหตุปัจจัยอีกหลายประการ เช่น บุคคลที่มีปฏิสนธิจิตเป็นอสังขาร ก็จะมีการกระทำที่เป็นอสังขารได้มากว่าบุคคลที่มีปฏิสนธิจิตด้วยสสังขาร เป็นต้น

การศึกษาพระอภิธรรมนี้มีประโยชน์มากเพราะทำให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริงและคลายจากความยึดถือตัวตนได้ว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการทำงานของสภาวธรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่มากระทบ หรือการตัดสิน หรือความเชื่อ ล้วนเป็นการทำงานของ จิตกับเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรม ที่มาทำงานบนหทยวัตถุซึ่งเป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง

เจตสิกแต่ละดวงต่างก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป บางทีเกิดพร้อมกันในจำนวนเท่าเดิมแต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่ทำงานก็ทำให้จิตเปลี่ยนไปเป็นอีกประเภทหนึ่งได้
เช่น สัพพสาธารณเจตสิกทั้ง ๗ ดวงถ้าหากเกิดขึ้นพร้อมกับจิตที่จักขุปสาท จิตที่เกิดขึ้นนั้นก็เรียกว่า จักขุวิญญาณ แต่ถ้าเปลี่ยนไปทำงานที่โสตปสาท จิตนั้นก็เปลี่ยนไปเรียกว่าโสตวิญญาณ เป็นต้น

น้องกิ๊ฟขอตอบเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เพราะขณะนี้น้องกิ๊ฟก็ยังเป็นนักเรียนอยู่เลยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2545 , 16:49:40 น.] ( IP = 203.146.170.53 : : )


  สลักธรรม 9

สวัสดีค่ะน้องกิ๊ฟ และสวัสดีคุณสีปาดด้วยค่ะ
อ่านคำตอบของน้องกิ๊ฟแล้วก็ได้ความชัดเจนขึ้นมากค่ะ สรุปว่าอธิโมกข์ตัวนี้ไม่ได้ปรุงแต่งจิตให้เป็นอสังขาริกโดยตรง เพราะว่าเป็นเจตสิกที่ประกอบได้ในสสังขาริกจิตด้วย
ส่วนมโนปโยคะ ก็เคยนึกอยู่เหมือนกันค่ะว่าเป็นอสังขาริกหรือเปล่า พอดีน้องกิ๊ฟได้อธิายกล่าวถึง ก็เลยได้ทราบด้วยค่ะ
ขอบคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ นี่ขนาดยังเป็นนักเรียนอยู่เลยนะเนี่ย ยังตอบได้ดีขนาดนี้

โดย ธัญธร [8 มี.ค. 2545 , 21:05:25 น.] ( IP = 203.130.158.195 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org