มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสงสว่างของชีวิต (๗๕)






ตอนที่ (๗๔) อ่านที่นี่

สิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกประการหนึ่งซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ ความหลงที่ว่านี้มิได้เกิดขึ้นอยู่ห่างไกลที่ไหนเลย ก็เกิดอยู่ที่หน้าหรือที่ตาของผู้หลงเอง แต่ถึงแม้ว่าความหลงนี้จะเกิดอยู่ที่ตา ที่หู หรือที่ใจ ซ้ำเกิดอยู่ตลอดทั้งวัน ก็หาได้ทำให้ผู้นี้เห็นได้ไม่ ดังนั้น ตัวโมหะคือความหลงนี้ จึงได้จัดว่าเป็นตัวการสำคัญที่มีความสามารถเป็นเยี่ยมจริงๆ จัดได้ว่ามีความรวดเร็วเสียยิ่งกว่าลมกรด และมีความฉับไวเสียยิ่งกว่าตาของนกแร้งเป็นร้อยเท่าพันทวี จึงได้หลบหลีกสายตา หลบหลีกความรู้สึกของผู้ตกอยู่ในโมหะไปได้ตลอดปี ปีแล้วปีเล่าจนกว่าจะสิ้นชีวิต แล้วก็ไปหลงกันใหม่ในชาติหน้าแล้วก็ชาติต่อๆไปจนนับชาติที่เกิดไม่ได้

เมื่อผมได้บรรยายออกมาดังนี้แล้ว ท่านนักศึกษาทั้งหลายก็คงอยากทราบ อยากได้พบบทพิสูจน์ถึงความหลงที่ว่านั้นว่าคืออะไร เป็นตัวเป็นตนหรือไม่ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มันเกิดหลงอยู่ที่ตา ที่หู และที่ใจ แล้วเหตุใดผู้หลงจึงไม่มีโอกาสทราบได้

ในเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะอธิบาย แต่อย่างไรก็ดี ผมหวังว่า ท่านนักศึกษาผู้ซึ่งมีพื้นฐานการศึกษามาดี เมื่อได้ใช้ความคิดพิจารณาตามไปด้วย ก็คงจะมีความเข้าใจได้เป็นแน่

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 ม.ค. 2549 , 14:30:44 น.] ( IP = 203.172.117.98 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ผมขอเวลาจากท่านสักเล็กน้อย เพื่อจะยกเอาวิชาการในทางโลกทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยแสงมาแสดงเสียก่อน จะได้ทำให้เข้าใจดียิ่งขึ้น แล้วจึงจะได้นำหลักการในพระพุทธศาสนาออกมาเปรียบเทียบ ถ้าหากว่าท่านยังเข้าใจไม่สู้มากนักในครั้งนี้ ก็คงจะเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกในเมื่อศึกษาถึงอเหตุกจิต ซึ่งท่านก็คงจะได้ศึกษาในไม่ช้านี้

เมื่อได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า เราเห็นรูปได้อย่างไร รูปที่เห็นนั้นมากระทบตา หรือว่าตาได้กระทบรูป การให้คำตอบดังนี้จำจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องของแสงสว่าง

แสงสว่าง เป็นพลังงานซึ่งจะก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความรู้สึก "เห็น" แต่ท่านจะต้องเข้าใจว่า เรามองเห็นแสงสว่างไม่ได้ แต่แสงนั่นเองทำให้เรามองเห็นวัตถุได้ ที่เห็นได้ก็เพราะแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามาสู่ยังนัยน์ตาของเรา

พระอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่างๆ เป็นแหล่งกำเนิดแสง หรือมิฉะนั้นเราก็ทำมันขึ้นมาเอง เราต้องทำให้วัตถุนั้ยร้อนจัดจนเปล่งแสงจ้าออกมา บางทีเราก็ใช้คำว่า "วิโรจน์" เช่น ไฟฟ้า เทียนไข และตะเกียงน้ำมัน

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 ม.ค. 2549 , 14:31:18 น.] ( IP = 203.172.117.98 : : )


  สลักธรรม 2

แสงสว่างเดินทางเป็นเส้นตรง ไปได้ทุกทิศทุกทางทั่วไปในเอกภพ คลื่นแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีความถี่สูงมาก มีความยาวคลื่นตั้งแต่ ๔,๐๐๐ อังสตรอม (Angs Trom) และสูงกว่า ๗,๐๐๐ อังสตรอมเล็กน้อย (๑ อังสตรอม = ๑/๑๐๐,๑๐๐,๐๐๐ ซม.)

อัตราความเร็วของแสงนั้นน่าพิศวง เพราะแสงจะใช้เวลาเดินทาง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ หรือ ๓๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วเสียยิ่งกว่า "เสียง" และเร็วกว่า "ลูกปืน" ที่ยิงออกไปจากปากกระบอกมาก เพราะคลื่นของเสียงไปได้เพียง ๐.๒ ไมล์ต่อวินาที และความเร็วของลูกปืนที่ยิงก็ประมาณ ๐.๕ ไมล์ต่อวินาทีเท่านั้น

เมื่อโลกของเราอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ ๙๓ ล้านไมล์ และแสงเดินทางได้ ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาที ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาประมาณ ๘ นาที แสงจากดวงอาทิตย์จึงจะเดินทางมาถึงโลกของเรา

ด้วยเหตุดังนี้เอง เมื่อเราแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนเดือนมืด เราก็เห็นดาวดวงหนึ่ง แล้วเราก็จะทึกทักเอาว่า เราเห็นดาวดวงนั้นจริงๆ ทั้งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยหาได้ไม่ เพราะบางทีดาวดวงนั้นเคลื่อนที่ไปแล้ว หรือมิได้อยู่ในที่นั้นเลย ด้วยว่าแสงที่เราเห็นในขณะนี้อาจเป็นแสงที่ได้เดินทางมาตั้งแต่เมื่อ ๕๐๐ ปีก่อนโน้นแล้ว ดาวดวงนั้นตั้งอยู่ห่างไกลกับโลกของเราอย่างสุดหล้าฟ้าเขียว ใช้เวลาเดินทางถึง ๕๐๐ ปีแสง เพิ่งจะมาถึงตาเราเดี๋ยวนี้เอง

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 ม.ค. 2549 , 14:31:36 น.] ( IP = 203.172.117.98 : : )


  สลักธรรม 3

เราย่อมจะมีความชำนาญในธรรมชาติที่เป็นสี เช่นความเขียวของใบไม้ สีต่างๆ ของดอกไม้ สีน้ำเงินที่ทาบไปตามท้องฟ้า และสีต่างๆ ที่สวยสดงดงามของรุ้งกินน้ำ หรือบางทีเราก็เห็นสีที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเองไม่พ้น เช่น ผ้าและบ้านสีต่างๆ เป็นต้น

เราเห็นสีต่างๆ ได้จริงๆ หรือ ช่วงคลื่นของแสงแต่ละช่วงคลื่นเป็นสีดังที่เราเห็นหรือเปล่า

แน่นอนสีนั้นเกิดจากแสง แต่ไม่น่าอัศจรรย์ดอกหรือที่แสงสีขาวนั้นเป็นแสงผสมของรังสีแสงทุกรังสี เพราะแสงแดดที่เรามองเห็นเป็นแสงสีขาวนั้น แท้ที่จริงเป็นแสงที่ผสมรังสีของแสงถึง 2 สี

การที่เราเห็นเป็นสีขาวนั้นก็เพราะเหตุว่า แสงของดวงอาทิตย์ หรือใช้หลอดไฟฟ้าก็ได้ ผ่านมากระทบกับอณูของอากาศ แล้วจึงได้เกิดการสะท้อนและหักเหแสงนั้นเข้าสู่นัยน์ตา โดยที่อณูของอากาศมิได้ดูดรังสีของแสงซึ่งเป็นสีอะไรเอาไว้เลย ถ้าอยู่เหนือโลกขึ้นไปเช่นดาวเทียมแล้วไม่มีอณูอากาศ ก็จะมองไม่เห็นแสง หรือไม่เห็นแสงแดดเลยทั่วทุกทิศในฟากฟ้าจะดำสนิทไม่เป็นกลางวันกลางคืน มองไปรอบๆ ตัวทุกหนทุกแห่งก็จะเจอเอาความมืด เห็นแต่ดวงดาวสุกสกาวอยู่ ดังนั้นแสงสีขาวของดวงอาทิตย์จึงประกอบด้วยสีต่างๆ ที่มีในสเปกตรัมมีสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม และไวโอเลต แสงสีแดงหักเหน้อยที่สุด และแสงสีไวโอเลตหักเหได้มากที่สุด

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 ม.ค. 2549 , 14:32:00 น.] ( IP = 203.172.117.98 : : )


  สลักธรรม 4

ความยาวคลื่นของแสง
สีแดง ..................................................................๐.๐๐๐๐๖๖ ซม.
สีส้ม ....................................................................๐.๐๐๐๐๖๑ ซม.
สีเหลือง ..............................................................๐.๐๐๐๐๕๙ ซม.
สีเขียว ..................................................................๐.๐๐๐๐๕๔ ซม.
สีน้ำเงิน ..............................................................๐.๐๐๐๐๔๘ ซม.
สีคราม .................................................................๐.๐๐๐๐๔๕ ซม.
สีไวโอเลต ..........................................................๐.๐๐๐๐๔๒ ซม.


การที่เรามองเห็นเป็นสีต่างๆได้นั้น ในทฤษฎีของวิชาแสงว่าเป็นเพราะประสาทของนัยน์ตามีประสาทที่จะรับความรู้สึกในการเห็นสีแดง น้ำเงิน และสีเขียว อันเป็นแม่สีในวิชาแสง ดังนั้น สีต่างๆ จึงเกิดจากแสงด้วยอาศัยความยาวคลื่นของแสงแต่ละสีต่างๆกัน เช่นแสงสีแดงมีความยาวคลื่นยาวที่สุด ส่วนแสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด

อันการที่เราเห็นสีของวัตถุต่างๆ มีสีแตกต่างกันนั้น ก็เพราะว่าเมื่อเรามองเห็นวัตถุทึบแสงว่าเป็นสีอะไร นั่นก็ย่อมแสดงว่าวัตถุนั้นดูดรังสีของแสงทั้ง ๗ รังสี แต่รังสีของแสงที่เห็นมันมิได้ดูดเอาไว้ เช่นเห็นสีเขียวก็ย่อมแสดงว่า วัตถุนั้นดูดรังสีของแสงไว้ทุกสีนอกจากสีเขียว สีเขียวจึงได้สะท้อนมาสู่นัยน์ตาของเรา แต่ถ้าวัตถุนั้นโปร่งแสง เรามองเห็นสีอะไร ก็คือ วัตถุนั้นให้รังสีของแสงนั้นผ่านวัตถุเข้าสู่ตา

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 ม.ค. 2549 , 14:32:18 น.] ( IP = 203.172.117.98 : : )


  สลักธรรม 5

สมมุติว่า เราเอากระดานขาวตั้งขึ้น แล้วให้แสงฉายเข้ามาลงบนกระดาษขาวแผ่นนั้น กระดาษขาวจะสะท้อนแสงสีทุกสีหมด ด้วยเหตุนี้จึงได้เห็นกระดาษเป็นสีขาว อย่างไรก็ดี ถ้าวัตถุนั้นสะท้อนแสงที่มันได้รับมาไม่ได้เลย แสงนั้นๆดถูกดูดกลืนเสียหมด วัตถุนั้นก็จะมีสีดำ แต่ถ้ามันสะท้อนสีทุกสีทั้งหมดเกือบจะไม่เท่าๆ กัน มันก็จะมีสีขาวหรือสีเทา

คลื่นของแสงที่เราเห็นเป็นสีผสมนั้น ไม่ใช่คลื่นแสงมาปนกันเหมือนกับเราผสมสี เช่น เราเห็นสีเทาจางๆ เพราะคลื่นสีแดงกับคลื่นสีเขียวแกมน้ำเงินมากระทบกับเรตินาพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้สิ่งของวัตถุต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับแสงทับแสงที่กระทบ แสงที่สะท้อนออก และแสงที่ผ่านทะลุวัตถุ

ตามที่ผมได้บรรยายมานั้น เป็นเรื่องย่อเรื่องสั้นที่สุด เฉพาะเป็นเรื่องของคลื่นแสงอันจะทำให้เราเห็นภาพเป็นสีต่างๆ ว่ามีความพิสดารอย่างไร ผมยังมิได้แสดงถึงนัยน์ตาของคนว่าประกอบขึ้นมาด้วยอะไร หรือเป็นอย่างไรบ้าง เช่นว่าเลนส์เป็นวัตถุโปร่งแสงตามปกติคล้ายแก้วซึ่งมีพื้นหน้าโค้ง ภาพที่นัยน์ตาเป็นภาพที่เกิดขึ้นบน Relins โดยเลนส์นูน ภาพที่เห็นเป็นภาพหกกลับ และเราต้องเปลี่ยนแปลงความโค้งของเลนส์เพื่อโฟกัส คือเลนส์นั้นไม่แข็งมีเอ็นยึดอยู่ มีกล้ามเนื้อเล็กๆ ทำให้ยืดและหด ทำให้เลนส์หนาหรือนูนขึ้นให้พอเหมาะที่จะรับแสง เรามีม่านตา (Iris) ซึ่งบังคับปริมาณของแสงให้เข้ามากหรือน้อยได้

ม่านตา (Iris) เป็นตัวบังคับปริมาณของแสงให้โค้งเข้าตามากหรือน้อย โดยเปลี่ยนแปลงขนาดของช่องตาดำ

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 ม.ค. 2549 , 14:32:40 น.] ( IP = 203.172.117.98 : : )


  สลักธรรม 6

นอกจากคลื่นของแสงและเครื่องรับแสงแล้ว ยังมีเรื่องราวที่จะต้องศึกษาอีกมากมาย เช่น "เห็น" เกิดขึ้นมาได้นั้น ความรู้สึกเห็นและเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของต่างๆ ได้อย่างไร ในขณะที่การเห็นเช่นนั้นเกิดขึ้นมามีการงานอะไรกันบ้าง เรื่องเหล่านี้ย่อมจะพิสดารแล้วจะต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานมาก แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็เข้าใจจริงๆ ยังไม่ได้

ในพระพุทธศาสนาแสดงเรื่องการรู้อารมณ์ตามทวารต่างๆ ไว้มาก เช่นในการเห็นรูป ในการได้ยินเสียง และในการคิด เป็นต้น ทั้งยังแสดงการทำงานของรูปอันได้แก่คลื่นแสง จักขุปสาทะอันได้แก่ประสาทตาซึ่งเป็นรูปเหมือนกัน และการ "เห็น" ซึ่งเป็นนาม เป็นต้น เพื่อให้ได้ทราบว่าในขณะที่เห็น ได้ยิน หรือคิดนึกนั้น ทั้งรูปทั้งนามมันทำงานกันอย่างไร อย่างน่าอัศจรรย์


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 ม.ค. 2549 , 14:32:58 น.] ( IP = 203.172.117.98 : : )


  สลักธรรม 7

กราบอนุโมทนาในกุศลของท่านพระอาจารย์อย่างสูงค่ะ
การเรียนวันนี้ทั้งสนุกและทำลายความเห็นผิดได้มากเลย
โดยเฉพาะเรื่องของการสะท้อนของแสง และการเห็น

โดย น้องอุ๊ [11 ม.ค. 2549 , 19:18:44 น.] ( IP = 61.47.118.95 : : )


  สลักธรรม 8

เรื่องของการเห็นนั้น ถ้าเราไม่ศึกษาแล้วจะเข้าใจผิดมากๆเลยค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [11 ม.ค. 2549 , 20:53:31 น.] ( IP = 61.91.125.209 : : )


  สลักธรรม 9

ท่านอาจารย์ครับ ผมเกิดปิติโสมนัสมากๆเลยครับ ที่ได้มีโอกาสในชาตินี้ที่พบกับท่านอาจารย์ และปลื้มใจมากด้วยครับที่ผมมีท่านอาจารย์เป็นครูผู้แตกฉานในการศึกษาและอบรมสั่งสอนครับ

ความรู้ที่ได้มาจนวันนี้ ยากที่จะอธิบายได้หมดว่าผมรู้สึกอย่างไร

ทราบชัดเพียงว่า...เคารพรักและศรัทธาท่านอาจารย์มากมายครับ และขอเทิดพระคุณท่านไว้เหนือเกล้าครับ



โดย พี่เณร [12 ม.ค. 2549 , 16:14:54 น.] ( IP = 58.8.95.41 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org