| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๗๖)
ตอนที่ (๗๕) อ่านที่นี่
ในทางธรรมะแม้จะมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่า แสงที่สะท้อนจากรูปต่างๆ มากระทบกับตานั้นเป็นคลื่นก็จริง แต่ก็ได้แสดงเหมือนเช่นนั้น เพราะได้กำหนดเอาไว้ว่า "รูปารมณ์" ซึ่งหมายถึงตัวการที่มากระทบทางตานั้นเป็นรูปไม่ใช่นาม ทั้งเป็นสันตติ คือสืบต่อๆ กันมากระทบกับจิตที่ประสาทตา
อย่างไรก็ดี เมื่อกระทบถูกต้องกับจิตที่ประสาทตาเข้าแล้ว ก็เรียกว่า "จักขุวิญญาณ" แปลว่า "เห็น" และเห็นเฉยๆ เท่านั้นยังเห็นเป็นอะไรไม่ได้เลย การที่เราเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นสีเขียว เป็นสีดำนั้น ก็เพราะอาศัยอดีตกรรม คือการกระทำเก่าๆ ที่เก็บเอาไว้ในจิตเข้ามาร่วมตัดสินด้วย ดังนั้น การเห็นที่ปล่อยให้อดีตกรรมเข้ามาร่วมด้วยเช่นนี้ จึงมิใช่เป็นการเห็นเฉยๆ ที่เป็นปัจจุบันเสียแล้ว หากแต่เป็นการเห็นที่มีเรื่องของอดีตปะปนอยู่ด้วย เหตุนี้เองเมื่อเห็นแล้วรู้ว่าเป็นสิ่งใดจึงได้กลายเป็นมโนภาพไปเสียทุกครั้ง
เรื่องของอดีตที่เก็บเอาไว้ในจิตตนนั้น ได้ถูกยกขึ้นมาสู่อารมณ์ปัจจุบันเพื่อทำการตัดสินด้วยเสมอไป แต่อดีตของแต่ละคนนั้นสะสมมาแตกต่างกัน ดังนั้นมโนภาพที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างกันไปได้ ฉะนั้นการตัดสินอารมณ์ต่างๆ เช่นที่ตาเห็นจึงประกาศว่าเป็นความจริงแท้หาได้ไม่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเขียน ก.ไก่ให้คนดู คนที่ศึกษาเล่าเรียน มีอดีต ก.ไก่ อยู่ในใจแล้วจึงจะอ่านได้ แต่คนที่ไม่ได้เรียนก็ไม่ทราบเลย ได้แต่ "เห็น" เฉยๆ เท่านั้น หรืเราเห็นเราว่าเป็นโต๊ะเขียนหนังสือ แต่เด็กเล็กๆ ที่ยังไม่เดียงสาที่มิได้มีอดีตเข้ามาหนุนหลังตามแบบฉบับของเรา ก็จะมิได้รู้เลยว่าเป็นโต๊ะเขียนหนังสือไปด้วย ยิ่งสัตว์เดรัจฉานด้วยแล้วมิได้มีความรู้สึกเฉียดเข้ามาใกล้เลยแม้แต่น้อย
โดยทำนองเดียวกันนี้ เมื่อเราเห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่งเดินผ่าน เราก็ไม่อาจจะไปกะเกณฑ์ให้ผู้อื่นที่เขามีอดีตไม่เหมือนเราให้เขาว่าสวยไปกับเราด้วย เช่นเห็นนิโกรที่อยู่ในทวีปแอฟริกา หรือเห็นชาวเอสกิโมที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือเข้า พวกของเขาก็จะเห็นว่าสาวๆ ของเขานั้นสวยงามมากเสียเหลือเกิน แต่เราจะเห็นเหมือนเขาเหล่านั้นไปเห็นจะไม่ไหวแน่ ทั้งนี้ก็เพราะอดีตที่สั่งสมอบรมมาที่เก็บอยู่ในใจหาได้อบรมสั่งสมเหมือนกันไม่
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ม.ค. 2549 , 09:58:25 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 1
ตามเหตุผลที่ผมได้ยกตัวอย่างขึ้นมา ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า มโนภาพย่อมจะเกิดขึ้นทุกๆ ครั้งที่เห็นรูป ทุกๆ ครั้งก็ย่อมแฝงอยู่ด้วยมโนภาพที่มาจากอดีต และมโนภาพของคนทั้งหลายหรือของสัตว์เดรัจฉาน ก็ย่อมจะสร้างสมอบรมมาแตกต่างกัน ดังนั้น จะหาความจริงจากการที่เห็นรูปนั้นโดยแท้จริงให้เหมือนกันไปหมดหาได้ไม่
อันที่จริง เรามักจะหลงไปว่าเป็นความจริงตามที่เราเห็นหรือตามที่เราได้ยินอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจนเย็น เพราะเราตกอยู่ในฐานะที่ได้รับการอบรมมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเหมือนๆ กันให้รู้จักคน สัตว์ ขาว ดำ แดง อละสิ่งของต่างๆ แต่ครั้นเราไปต่างจังหวัดไกลๆ เช่น ภาคเหนือ หรือภาคใต้ เราจึงได้รู้ว่าคนทั้งหลายในที่นั้นสร้างมโนภาพไม่เหมือนกับเราเสียแล้ว ความเข้าใจของเขากับของเราเข้ากันไม่ได้ทั้งหมด
เราเคยใช้ธนบัตรซึ่งเราเรียกกันทั่วไปว่า แบ๊งก์ หรือเงิน แล้วก็เอาไปซื้อสิ่งของต่างๆ ตามที่เราปรารถนา แต่ครั้นเราไปอยู่ที่อินโดนีเซียหรือยุโรป เราพูดคำว่า แบ๊งก์ หรือเงินเขาก็ไม่รู้เรื่อง และเขาก็จะไม่ยอมรับแบ๊งก์หรือเงินของเราเพื่อซื้อสิ่งของต่างๆ ด้วย ดังนั้น เราจึงได้เห็นว่า แบ๊งก์หรือเงินนั้น หาได้มีจริงๆไม่ เพราะถ้ามีจริงๆ แล้ว ทำไมใครๆ จึงไม่ยอมรับกันโดยทั่วไปเล่า โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ม.ค. 2549 , 09:59:39 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 2
เราเห็นคน และรู้ว่าเป็นคนผู้หญิงทั้งสวยเสียด้วย รูปร่างก็ขาวนวล สูงระหง แต่เด็กเล็กๆ ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน ก็มีตาสามารถเห็นได้ ทั้งมีจิตใจ มีความรู้สึก มีความนึกคิดได้เหมือนกันด้วย แต่หาได้เห็นคนเป็นคนไม่ หาได้เห็นเป็นผู้หญิงไม่ สวยหรือไม่สวยก็ไม่เข้าใจ ขาวนวลเป็นอย่างไรก็ไม่รู้จัก ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ทราบความจริงอันเป็นปรมัตถว่า ผู้มีตามองเห็นนั้น เห็นแต่เป็นสีคือรูปซึ่งอาจไม่เหมือนกัน หรือเห็นแต่รูปพรรณสัณฐานเท่านั้น หาได้เห็นคน สัตว์อย่างใดไม่ ฉะนั้นจึงไม่มีคน ไม่มีผู้หญิง ไม่มีสวยขาวนวลอะไรเลย มิได้มีจริงๆ เป็นแต่เราคิดสร้างภาพของเราขึ้นมาเองเท่านั้น เด็กหรือสัตว์เดรัจฉานหาได้คิดไม่เลย ตกลงเราคิดเอาของที่ไม่มีมาคิดให้มันมีขึ้นเอาเองแท้ๆ ทั้งๆ ที่มันมิได้มีจริงๆ เลยแม้แต่สักเล็กน้อย
ขอให้ท่านนักศึกษาลองพิจารณาดูตามที่ผมได้บรรยาย พร้อมทั้งยกตัวอย่างขึ้นมาหลายตัวอย่าง ก็จะเห็นได้ว่า เราตกอยู่ในความหลงผิดอย่างไร เพราะเมื่อเกิดจักขุวิญญาณ"เห็น"ขึ้นมาแล้ว ก็จะ"เห็น"เฉยๆเท่านั้นก็หาไม่ แต่เรากลับไปเห็นว่า เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย สวยหรืไม่สวย แล้วยึดมั่นเอามาเป็นจริงๆจังๆ อันเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความยินดีชอบใจอันเป็นโลภะ หรือความไม่ยินดีไม่ชอบใจไม่พอใจอันเป็นโทสะ และความเป็นไปของจิตทั้ง ๒ คือความโลภหรือความโกรธนี้ เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะมีธรรมชาติอันหนึ่งเข้ามาขวางกั้นปิดบังความจริงที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเสียจึงได้ทำให้เราหลงผิดคิดไปเอง หรือสร้างจินตนาการขึ้นมาแท้ๆ โดยอาศัยมโนภาพเก่าๆ ที่เราได้เก็บเอาไว้แล้วยกขึ้นมาใหม่ นั่นก็คืออำนาจของโมหะหรืออวิชชาที่เรากำลังศึกษาอยู่นั่นเอง ทำให้เรารู้เท่าไม่ถึงการ
เปรียบเหมือนไฟฟ้าเปิดสวิทต์อยู่ เราก็จะเห็นแสงสว่างสาดออกไปทั่วห้อง ในขณะนี้เราก็จะตกอยู่ในความหลงใหลเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง เพราะมองดูที่หลอดไฟแม้ดูอยู่นานหลายนาทีก็ตาม แต่ก็ยังเห็นมันสว่างอยู่ตลอดเวลาที่เราดูอยู่หาได้ดับลงไม่ อันที่จริงไฟฟ้านี้เป็นไฟสลับ มีไฟมาจุดหลอดให้สว่างถึงวินาทีละ ๕๐ ครั้งติดๆ กัน ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ แต่อำนาจของสายตาเรานั้น มีกำลังความสามารถน้อยไม่อาจดูได้ทันความเร็วของกระแสไฟฟ้า หาได้เห็นความดับที่เกิดขึ้นจากกระแสไฟที่ต่อๆ กันมาไม่ ดังนั้นแม้ว่ามันจะมีไฟไหลมาจุดหลอดให้สว่างถึงวินาทีละ ๕๐ ครั้ง เราก็ไม่มีความสามารถเห็นความดับที่เกิดขึ้นสืบต่อๆ กันไป แต่กลับเห็นว่ามันสว่างอยู่ตลอดเวลา เป็นไฟดวงเดียวเป็นดวงแรกตั้งแต่เริ่มต้นดูมาจนถึงบัดนี้ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ม.ค. 2549 , 09:59:57 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 3
ผมได้หาตัวอย่างขึ้นมาเป็นแนวคิดให้ท่านนักศึกษาได้เห็นทางทวารตาทวารเดียว ก็คงจะทำให้ท่านได้มองเห็นและพิจารณาถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารอื่นๆ ได้ เช่นเสียงด่าอย่างหยาบคายเกิดขึ้น เราได้ยินเป็นเสียงด่า เราก็รู้สึกเร่าร้อนหรือโกรธแค้น ความจริงแท้เราคิดของเราเองตามอดีตที่ได้สั่งสมอบรมมาต่างหาก ว่าเสียงด่าหยาบคายนั้นอย่างไร เพราะเด็กเล็กๆ ก็ไม่ทราบว่าเป็นเสียงด่า คนชาติอื่น เช่น แขก ฝั่ง ก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นเป็นเสียงด่าแม้แต่สักนิด สัตว์เดรัจฉานซึ่งก็มีหู มีจิตใจเหมือนกัน รู้สึกได้ยินเท่ากับเราเอง แต่หาได้ยินเป้นด่าไม่ เพราะไม่มีอดีตยกขึ้นมาร่วมด้วย
ตามที่ผมแสดงมานี้ ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า อาศัยโมหะหรืออวิชชานี่เองที่เป็นตัวการหรือเป็นตัวมาสะกัดกั้นมิให้เห็นความจริง จึงได้เกิดความเร่าร้อน จึงได้เกิดความโกรธคิดว่าเขาด่าหยาบคายจริงๆ จังๆ แต่ถ้าว่าตามหลักวิชาวิทยาศาสตร์แล้ว เสียงก็ได้แก่ความสั่นสะเทือนของอากาศที่มีในช่วงคลื่นของความถี่ต่างๆ กัน แต่เราหาได้ยินแต่เพียงเสียงสูงๆ ต่ำๆ เฉยๆ เท่านั้นไม่ ถ้ายับยั้งชั่งใจน้อยลงไป เหตุการณ์อันไม่สมควรก็น่าจะเกิดขึ้น เพราะจะด่าโต้ตอบไปจนถึงใช้กำลังกายเข้าตบดีกันในที่สุด ท่านนักศึกษาเห็นหรือไม่ว่าเราตกอยู่ในฐานะมีความโง่มีความหลงประการใด
อย่างไรก็ดี ท่านนักศึกษาอาจจะกลับตั้งคำถามขึ้นมาว่าเมื่อบุคคลเช่นเด็กเล็กๆ คนต่างภาษามีแขกหรือฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ได้เป็นต้น หรือสัตว์เดรัจฉานต่างๆ ไม่มีอดีตในเรื่องอะไรในภาษาไทยที่เก็บอยู่ภายในจิตใจ ดังนั้น จึงไม่อาจที่จะยกของเก่าขึ้นมาได้ เพราะมันไม่มี คืออดีตไม่มีที่จะยกขึ้นมา เช่น "เสียงด่าเจ็บแสบ" มากระทบหูก็ไม่เข้าใจ ดังนี้ บุคคลและสัตว์เดรัจฉานดังกล่าวมา ก็จะอยู่ในฐานะที่ดีกว่าคนที่มีอดีตจำคำด่าเจ็บแสบเอาไว้ในใจได้กระมัง เพราะบุคคลและสัตว์ดังกล่าวก็คงจะไม่มีโมหะ ไม่มีอวิชชาเกิดขึ้นมา ความโง่ความหลงจึงไม่อาจเข้ามาครอบงำจิตใจ ดังนั้น ควรทำไม่รู้ไม่ชี้ ทำโง่ๆ เซ่อๆ ทั้งไม่ควรเรียนรู้อะไรด้วยจะได้มีปัญญา ตัวโมหะหรืออวิชชาจะได้เข้ามาไม่ได้ เราควรจะทำดังนี้หรือ ถ้าทำกันดังนี้อีกหน่อยก็คงจะพากันถอยหลังลงคลอง หรือหลายเป็นบ้าไปหมด
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ม.ค. 2549 , 10:00:16 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 4
ท่านนักศึกษามีสิทธิที่จะตั้งคำถามเช่นนี้ และเป็นคำถามที่ดีที่มีประโยชน์มากด้วย จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในเรื่องราวของชีวิตที่เป็นขั้นละเอียด อันปรากฏขึ้นมาตามอารมณ์ต่างๆ และความไม่เข้าใจในเรื่องนี้ จะเป็นการสร้างพื้นฐานในขั้นวิปัสสนาภาวนาได้บ้าง
มีบุคคลบางคนเหมือนกันที่เข้าใจเช่นนี้ และได้ปฏิบัติไปตามหนทางนี้แล้ว คิดว่าเป็นการกระทำที่ป้องกันมิให้เกิดความโง่ความหลงอันได้ชื่อว่าปัญญา และเมื่อปัญญาเกิดแล้ว จึงสามารถป้องกันความโลภ ป้องกันความโกรธมิให้บังเกิดมีขึ้นในตน คือเมื่อเขาได้รับอารมณ์อะไรก็ตามเช่นรูปมากระทบตา เสียงากระทบหู เป็นต้น เขาจะทำเป็นไม่สนใจ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย ไม่ยอมจับเอารูปจับเอาเสียงที่มากระทบนั้นเป็นอารมณ์ โดยทำจิตใจให้เฉยๆ เป็นอุเบกขา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมิได้เกิดความโลภมิได้เกิดความโกรธขึ้นมาเลย และที่มันไม่เกิดนั้นก็เพราะว่าเขาทำจิตของเขาให้เกิดปัญญารู้เท่าทันในอารมณ์เหล่านั้น ขณะนี้จึงได้ชื่อว่าไม่มีโมหะหรืออวิชชาอย่างไรเลย ผู้ปฏิบัติแบบนี้ก็มีมากอยู่เหมือนกัน
แน่นอน การทำจิตใจให้ไม่สนใจ ไม่ยอมรับอารมณ์ต่างๆ คือทำเฉยๆ เมื่อมีอารมณ์มากระทบนั้น เป็นเหตุให้เกิดโลภะและโทสะไม่ได้ เพราะมิได้ยึดถือเอามาเป็นอารมณ์ไม่ใส่ใจในอารมณ์เหล่านั้น ในกรณีเช่นนี้ก็น่าที่จะคิดได้ว่าเป็นการกระทำที่ดีที่ถูกต้อง เพราะได้หาหนทางป้องกันมิให้โลภะและโทสะเกิดขึ้น โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ม.ค. 2549 , 10:00:33 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 5
การกระทำจิตใจดังกล่าวมาแล้ว แล้วว่าเป็นเหตุให้ไม่มีโลภะและไม่มีโทสะก็จริง แต่จะกล่าวว่าเป็นการเกิดปัญญา ทำลายโมะหรืออวิชชาได้แล้วนั้น เป็นคำกล่าวที่ไม่มีเหตุผลข้อเท็จจริงเลย
เพราะว่า ในขณะนั้นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ เช่น "เสียง" เป็นต้น ก็ได้มากระทบจิตที่ประสาทหูซึ่งเรียกว่าต่อหน้าต่อตา ก็หาได้มีจิตคิดว่าจะดูความจริงทั้งๆ ที่เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาไม่ว่าเสียงนั้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ถ้าว่าทางธรรมะก็เป็น "รูป"
ด้วยเหตุนี้จะว่ามีสติปัญญา ไม่มีโมหะ ไม่มีอวิชชากระไรได้ ถ้าปัญญาเกิดได้จริงๆ ตามแบบวิธีนี้แล้ว สัตว์เดรัจฉานก็จะมีปัญญาเป็นอันมาก สัตว์เดรัจฉานก็คงจะพากันได้มรรคผลเป็นทิวแถว และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสั่งสอนให้บุคคลเกิดปัญญาเห็นความจริงโดยทุ่มเทความคิดและสติปัญญาเต็มความสามารถอยู่ถึง ๔๕ ปี เพราะเป็นเรื่องง่ายๆ ดาดๆ เรื่องตื้นๆ เผินๆ ที่คนทั้งหลายทั่วไปแม้สัตว์เดรัจฉานก็อาจจะกระทำได้ ผู้คิดเห็นว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นผู้มีปัญญาทำลายโมหะหรืออวิชชาได้ดังนี้ เป็นผู้ที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ม.ค. 2549 , 10:00:50 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 6อาจารย์ครับยิ่งตรงนี้ยิ่งชัดเจนครับผม ที่ความไม่รู้เท่าทันปัจจุบันนั้น เพราะปล่อยให้อดีตกรรมเข้ามาร่วมในการตัดสินอารมณ์นั่นเอง
อ่านแล้วเห็นความน่ากลัวของโมหะอวิชชามากมายเลยครับท่านอาจารย์
กราบขอบพระคุณครับท่านอาจารย์ ที่เพียรถ่ายทอดพระธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจผมมาจนบัดนี้ ขอกราบระลึกถึงพระคุณและเทิดทูนไว้เหนือเกล้าครับ.
![]()
![]()
โดย พี่เณร [12 ม.ค. 2549 , 16:21:42 น.] ( IP = 58.8.95.41 : : )
สลักธรรม 7ความไม่รู้และยังมีอดีตกรรมเข้าร่วม ทำให้เราหลงเข้าใจผิดไปมากๆเลยค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะโดย เซิ่น [12 ม.ค. 2549 , 17:33:06 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 8กราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
ดูเหมือนว่าเรื่องราววันนี้ทำให้ตาสว่างยิ่งขึ้น
เพราะเป็นการอธิบายที่มีความรู้อันสูงสุด
และบรรเทาความเห็นผิดได้มากขึ้น
ทำให้ตอบตนเองได้ว่าที่เห็นกันโดยทั่วไปนั้น เป็นมโนภาพ เพราะอาศัยอดีตกรรมมาตัดสิน
สำหรับการปฏิเสธอารมณ์เพื่อไม่ให้เกิดโลภะหรือโสะก็ตาม คงเป็นความเห็นผิดจริงๆว่าจะเป็นแนวทางสร้างปัญญา ได้นั้น ก็เป็นคำถามที่แปลกดี
ทำให้คิดตามมาว่าในขณะที่ปฏิเสธก็น่าจะมีทั้งโทสะและโลภะได้เหมือนกัน คือกลัวว่าหากรับรู้อารมณ์แล้ว จะทำให้ยินดี และก็ไม่อยากให้อารมณ์นั้นมาปรากฏ
และทำให้นึกถึงผู้ที่สมองพิการ ก็เป็นประเภทหนึงที่มีอารมณ์มาปรากฏแต่ไม่รับรู้ว่าคืออะไร อันนี้ก็คงไม่ใช่ทางสร้างปัญญาเป็นแน่โดย น้องอุ๊ [12 ม.ค. 2549 , 20:08:21 น.] ( IP = 61.47.101.171 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |