มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสวงหาดวงประทีปมาดับความมืดกันเถอะคะ...ต่อ




ถ้าจะตั้งคำถามว่าสัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่ออะไร

คำตอบก็เห็นจะเป็นว่า

สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า ๑

เพื่อสร้างกรรมใหม่ ๑

และเพื่อตาย ๑

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:54:47 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๑. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่าอย่างไร ?

การเกิดเป็นสัตว์ในอบาย มีสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน ล้วนเกิดมาเพราะกรรมเก่านั่นก็คือ บาปที่ทำเอาไว้นำเกิด เกิดมาแล้วบางเวลาทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ก็เพราะบาปที่ทำไว้อีกนั่นแหละติดตามมาให้ผล เมื่อใดได้รับความสุข ก็เป็นเพราะบุญที่เคยทำไว้มีโอกาสมาให้ผล

การเกิดเป็นมนุษย์ และเทวดานั้นอาศัยกรรมเก่าคือบุญที่ทำไว้นำเกิด เกิดมาแล้วบางเวลาก็ได้รับ ความสุขสบาย เพราะบุญเก่านั้นแหละประสิทธิ์ประสาทให้ แต่บางเวลาก็ได้รับความทุกข์ ทั้งนี้ก็เพราะบาปที่ทำไว้ตามมาให้ผล

เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายทำกรรม คือบุญบาปไว้ในอดีต จึงต้องเกิดมารับผลของบุญและบาปที่ทำไว้ บางคนเกิดมาร่ำรวยมหาศาลด้วยผลของบุญ ....แต่ใช้ความร่ำรวยที่ได้มานั้นในทางที่ผิด เช่นเป็น นักเลงการพนัน เป็นต้น

คนอย่างนี้ผู้ใหญ่ท่านเรียกว่า คนกินบุญเก่า เพราะไม่ได้ทำบุญใหม่ไว้สำหรับใช้ในชาติหน้า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาใช้กรรมเก่า คือบุญ และบาปที่ตนได้ทำไว้ด้วยอาการอย่างนี้นะคะ

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:55:50 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 2

๒. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาสร้างกรรมใหม่อย่างไร ?

กรรมนั้นมี ๒ ประเภท คือ
กรรมที่ทำให้วนอยู่ในวัฏฏะ ๑
กรรมที่ทำให้ออกจากวัฏฏะ ๑


สัตว์ส่วนมากทำกรรมที่ทำให้วนอยู่ในวัฏฏะ นั่นคือ

ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดี คือ บุญ ก็ทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมตตาอารีต่อกัน กรรมที่ดีที่สูงขึ้นไป ก็คือการทำสมาธิ ให้จิตใจสงบ ทำฌาน เพื่อบรรเทากิเลสให้ระงับไปชั่วคราว ตราบเท่าที่อำนาจของฌานยังอยู่ ซึ่งกรรมฝ่ายดีคือ บุญที่ทำใหม่นี้จะไปให้ผลให้ได้ดีมีสุขในอนาคตต่อไปอีก

ถ้าเป็นฝ่ายชั่ว คือ บาป ก็ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น และมีความเห็นผิด ไม่เชื่อบาปบุญ เป็นต้น

บางพวกทำบาปหนักยิ่งกว่านั้น ด้วยการทำอนันตริยกรรม ๕ อย่าง
คือ ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ ทำลายสงฆ์ให้แตกกันเป็น ๒ ฝ่าย ซึ่งกรรมฝ่ายบาปที่สัตว์ทำใหม่ในปัจจุบันนี้จะไปให้ผล คือความทุกข์ในอนาคตต่อไปอีก

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:56:46 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 3

ส่วนกรรมที่นำออกจากวัฏฏะ มีประการเดียวคือ มรรคกรรม ได้แก่การเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ

เมื่อใดที่อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ประชุมพร้อมกัน มีนิพพานเป็นอารมณ์ครั้งแรก เมื่อนั้นสังโยชน์ ๓ ประการ จะถูกละเลยออกไปโดยสิ้นเชิง สังโยชน์ ๓ ประการคือ ทิฎฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลขั้นต้น ไม่ใช่ปุถุชนผู้ยังมีกิเลสครบถ้วนอีกต่อไป

พระโสดาบัน ท่านตัดวัฏฏะ ซึ่งจะต้องสืบต่อกันไปอีกยืดยาว ให้เหลือเพียงอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติ

เมื่ออริยมรรคครั้งที่ ๒ เกิดขึ้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ ทำลายสังโยชน์ที่เหลืออีก ๗ ให้เบาบาง บรรลุเป็นพระสกทาคามี ผู้จะกลับมาเกิดในกามโลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว

เมื่ออริยมรรคครั้งที่ ๓ เกิดขึ้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ ทำลายสังโยชน์อีก ๒ คือ กามราคะ ๑ ปฏิฆะ ๑ ให้หมดไป เป็น พระอนาคามี ผู้ไม่กลับมาเกิดในกามโลกอีก จะเกิดอยู่ในพรหมโลกนั้นเอง แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานในพรหมโลกนั้นเอง

เมื่ออริยมรรคครั้งที่ ๔ เกิดขึ้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ ทำลายสังโยชน์ ๕ ที่เหลือให้หมดสิ้น คือทำลายรูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ และอวิชชา ๑ บรรลุเป็น พระอรหันต์ ผู้บริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสทั้งปวง ปริพพานแล้วไม่กลับมาเกิดในโลกไหนๆ อีกแน่นอน เป็นการสิ้นสุดวัฏฏะกันเพียงเท่านี้

สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาจึงกล่าวได้ว่า เกิดมาเพื่อทำกรรมใหม่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ๒ อย่าง หรือทั้ง ๓ อย่างดังที่กล่าวมานี้ไงคะ

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:57:32 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 4

๓. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่อตายนั้นอย่างไร

ข้อนี้เห็นจะไม่ต้องอธิบายกันมาก เพราะทุกคนแม้ยังไม่เคยตายในชาตินี้ แต่ก็ได้เคยตายมามากแล้วในอดีต ถึงนึกไม่ได้ว่า ความตายเป็นอย่างไร แต่ก็พออนุมานเอาได้จากสัตว์อื่นที่ตายอยู่ทุกวัน เป็นตัวอย่างให้เห็น

ไม่มีใครพ้นจากความตายได้สักคนเดียว ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนโง่หรือคนฉลาด คนสวย หรือคน ขี้ริ้ว ไพร่ หรือผู้ดี มียศ หรือไม่มียศ มีอำนาจ หรือไม่มีอำนาจ เป็นพระราชา หรือประชาราษฎร์ มีฤทธิ์ หรือไม่มีฤทธิ์ ล้วนแต่หนีความตายไม่พ้นทั้งสิ้น เวลาเกิด มามือเปล่าอย่างไร เวลาตาย ก็ไปมือเปล่าอย่างนั้น

กรรมทั้งหลายเมื่อทำไปแล้ว ไม่ว่าดี หรือชั่ว เราไม่สามารถแก้ไข
หรือเรียกคืนมาได้ กรรมเก่าที่สัตว์ทำแล้วในอดีต จึงเป็นอันทำแล้ว แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้

แต่กรรมใหม่ที่สัตว์กำลังทำอยู่ในบัดนี้สิคะ ที่พอจะเลือกทำแต่กรรมดี...คือบุญได้ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะกิเลสนั้นมีกำลังใหญ่หลวงนัก ผู้มีปัญญาน้อยจึงไม่อาจต้านทานอำนาจกิเลสได้ ปล่อยให้กิเลสชัดนำให้ทำกรรมชั่วคือบาป

บางทีก็ทำทั้งๆ ที่รู้ว่าบาป บางทีก็ทำโดยไม่รู้ แต่ขึ้นชื่อบาปแล้ว ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เมื่อทำลงไปแล้วย่อมมีผลเป็นทุกข์ทั้งสิ้น

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:58:26 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 5

เพราะเหตุที่กิเลสมีอำนาจมาก ชักจูงให้สัตว์หลงผิดได้ง่าย
ท่านจึงสอนให้เว้นห่างจากคนชั่ว (คือคนที่มีกิเลสมาก) เพราะถ้าคลุกคลีใกล้ชิดกันบ่อยๆ จิตใจก็อาจจะหันเหไปตามคนชั่วได้ง่าย ร่วมทำกรรมกับคนชั่วได้ง่าย

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเว้นจากคนชั่วแล้ว ท่านก็สอนให้คบคนดี เข้าหาใกล้ชิดคนดี คนดีนั้นมีทั้งที่ดีสุดยอด คือไม่มีกิเลสอย่างพระอรหันต์ หรือคนดีปานกลางที่มีกิเลสน้อย อย่างพระอริยบุคคล ที่เหลืออีก ๓ พวก คือพระอนาคามี พระสกทาคามี และพระโสดาบัน ตามลำดับ

หรือคนดีธรรมดาที่ยังมีกิเลสครบเป็นปุถุชน มีหิริ ความละอายบาป มีโอตตัปปะ ความกลัวบาป มีศีลงาม มีธรรมงาม มีความประพฤติสะอาด การอยู่ใกล้ชิดกับคนดี ได้เห็นการกระทำที่ดีของท่าน จะเป็นปัจจัยให้ผู้เข้าใกล้ได้ดำเนินตามรอยและประพฤติตามได้คะ

การคบคนดี จึงเป็นการหลีกเลี่ยงอบายได้ทางหนึ่ง…
ส่วนการคบคนชั่วนั้น เป็นการปิดกั้นทางสวรรค์ และมรรคผลนิพพานโดยแท้

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:59:00 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 6

บุญ จึงเป็นมิตรชนิดเดียว ที่ติดตามไปให้ความสุขถึงภพหน้า ใครๆ ก็ไม่อาจลักพาบุญของเราไปได้ อันตรายใดๆ ก็ไม่อาจแผ้วพานบุญของเราได้ บุญนั้นพร้อมเสมอที่จะอำนวยประโยชน์สุขให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ

ชีวิตนี้น้อยนัก มานานก็จะจากโลกนี้ไป เหตุใดจึงไม่สั่งสมบุญกันเล่า บุญนั้นเป็นเครื่องชำระจิตใจให้สะอาดปราศจากกิเลส

กุศลนั้นเป็นสภาพที่ตัดบาปธรรม คือกิเลสความชั่วร้ายอันบัณฑิตพึงรังเกียจ เพราะฉะนั้น บุญ กับ กุศล จึงมีความหมายไม่ต่างกัน เรานิยมเรียกรวมกันว่า บุญกุศล

ก็กุศลนั้นเป็นธรรมที่ไม่มีโรค เป็นธรรมที่ไม่มีโทษ เป็นธรรมที่ให้ผลเป็นความสุขและเป็นธรรม ที่เกิดแต่ความฉลาด กุศลเป็นฉันใด บุญก็เป็นฉันนั้นนะคะ

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:59:22 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 7

บุญกุศลที่ควรทำนั้นคืออะไรเล่า ? ถ้าจะกล่าวให้ครบถ้วนแล้ว บุญกุศลมีมากมายหลายชนิด เป็นสิ่งที่ควรทำทุกชนิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ เป็นพวกใหญ่ๆ ๓ พวก คือ ทาน ศีล ภาวนา

๑. ทาน หมายถึงการให้ การให้สิ่งของที่สมควรและจำเป็นแก่ผู้รับ เพื่ออนุเคราะห์ให้เกิดความสุขก็ดี ให้เพื่อบรรเทามัจฉริยะ ความตระหนี่ที่มีอยู่ในใจก็ดี ให้เพื่อให้จิตใจอ่อนโยนเป็นบาทแก่การเจริญสมถะและวิปัสสนาก็ดี ล้วนแต่ได้ชื่อว่าทานทั้งสิ้น แต่ทานประการหลังมีผลมากที่สุด

อภัยทาน การให้อภัยกันและกัน ไม่ถือโทษกัน ไม่พยาบาทปองร้ายกัน ก็เป็นทาน

ธรรมทาน การให้ธรรมะด้วยประสงค์ที่จะให้ผู้อื่นเกิดปัญญา ก็เป็นทาน และเป็นทานที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเลิศกว่าทานทั้งปวง

ปัตติทาน การให้ส่วนบุญ การที่เราทำบุญแล้วอุทิศหรือแบ่งบุญให้ผู้อื่น โดยไม่หวงแหน เป็นการสละมัจฉริยะ ความตระหนี่ออกจากใจ ก็เป็นทาน

ปัตตานุโมทนา การพลอยยินดีในบุญที่ผู้อื่นทำแล้ว เป็นการกำจัดความริษยาในใจ ก็เป็นทาน

และศีล ๕ ท่านก็เรียกว่า ...มหาทาน เพราะให้ความไม่มีเวร ไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 09:59:52 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 8

๒. ศีล หมายถึง การมีปกติเว้นจากกายทุจริต คือ ความประพฤติชั่วทางกาย ๓ มีการฆ่าสัตว์ การถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ การประพฤติผิดในกาม และเว้นจากวจีทุจริต คือ ความประพฤติชั่วทางวาจา ๔ มีการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ

อปจายนะ การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ก็สงเคราะห์ลงในศีล

เวยยาวัจจะ การขวยขวายช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานที่ไม่มีโทษ ก็สงเคราะห์ลงในศีล

อปจายนะและเวยยาวัจจะทั้งสองนี้ สงเคราะห์ลงเป็นศีล ในส่วนที่เป็นจารีตศีล คือเป็นการกระทำตามจารีตประเพณีตามปกติของคนดี

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 10:00:19 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 9

๓. ภาวนา หมายถึงการอบรมเจริญให้เกิดมีขึ้น ได้แก่

การอบรมให้เกิดความสงบใจที่เรียกว่า ..สมาธิ หรือ สมถะภาวนาอย่างหนึ่ง

และได้แก่การอบรมให้เกิดปัญญา รู้เท่าทันสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร ที่เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา อีกอย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้ วิปัสสนาเป็นเลิศ

แม้ ธัมมัสสวนะ การฟังธรรม ด้วยจุดประสงค์จะให้เกิดประโยชน์เพื่อนำมาประพฤติปฏิบัติตาม ก็สงเคราะห์ลงในภาวนา

ธรรมเทศนา การแสดงธรรมโดยไม่มุ่งลาภสักการะ แต่มุ่งประโยชน์และความถูกต้องแก่ผู้ฟัง ก็สงเคราะห์ลงในภาวนา

กรรมใดทำแล้วความเดือดร้อนใจมาให้ในภายหลังกรรมนั้นไม่ควรทำ ก็บาปกรรมนั้น ทำแล้วนำความร้อนใจมาให้ ทั้งความทุกข์ในอบายและความทุกข์ในวัฏฏะ

โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 10:00:50 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )


  สลักธรรม 10

บุญกรรม (เว้นมรรคกรรม) ทำแล้วนำความสุขในมนุษย์และเทวดามาให้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่พ้นไปจากทุกข์ในวัฏฏะ

มรรคกรรม ทำแล้วพ้นจากความทุกข์ในอบาย พ้นจากความสุขในมนุษย์และเทวดา ตลอดจนความทุกข์ในวัฏฏะ พระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ธรรมอันนำออกจากวัฏฏทุกข์ และทรงสอนสาวกตามแนวนั้น…

มีสักกี่คนที่ดำเนินรอยตามคำสอนนั้น ส่วนมากยังหลงใหลมัวเมาอยู่ในชีวิตบ้าง ในวัยบ้าง ในความไม่มีโรคบ้าง…

การได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก

การได้ฟังพระสัทธรรมก็แสนยาก

การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าก็แสนยาก


เราท่านได้พบสิ่งที่แสนยากนั้นครบ ๓ ประการแล้วในปัจจุบัน แต่ว่าเราท่านได้ทำตามที่พระบรมศาสดาตรัสสอนแล้วหรือยัง ? คำสอนนั่นก็ คือได้ปฏิบัติเพื่อออกจากวัฏฏทุกข์กันแล้วหรือยังคะ... ในเมื่อชีวิตนี้น้อยนัก


ด้วยความปรารถนาดี...สวัสดีคะ
บุษกร เมธางกูร.



โดย อ.บุษกร เมธางกูร [14 ม.ค. 2549 , 10:01:35 น.] ( IP = 58.10.89.251 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org