| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มรดกอันล้ำค่าของโลก
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ถึงแม้พระองค์ จะมีความสามารถรู้เรื่องของโลกภายนอก กว้างขวางสักปานใดก็ตาม แต่พระองค์ก็ไม่ค่อยจะตรัสถึงเรื่องเหล่านั้นนัก โลกที่พระองค์ตรัสมากได้แก่ ขันธโลก (คือตัวของคนเรานี้) อันมีค่ามหาศาลสมบูรณ์แล้วไปด้วยวัตถุธรรมทั้งหลาย นักปราชญ์ผู้ฉลาดทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านมาคิดค้นแสวงหาอมตะทรัพย์ในโลกนี้ รวยได้เป็นเศรษฐีอมตะไปแลัวนับไม่ถ้วน
ขันธโลก อันนี้ก็กลมเหมือนกัน จึงได้กลิ้งไปหมุนไปอยู่บนผิวพื้นโลกนี้ แต่ลักษณะความกลมที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น ผิดแปลกจากที่พวกเรารู้ๆ กันอยู่ พระองค์ตรัสว่ากลม... เพราะตายๆ แล้วเกิดๆ คือ เกิดเป็นเด็ก แล้วเป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็แก่ แลตาย แล้วกลับมาเกิด เวียนเป็นเด็ก ตั้งต้นเวียนไปอีก จนถึงตายตามเดิมหมุนกลมอยู่อย่างนี้ ไม่ทราบว่าจะไปนับตั้งต้นเอาตรงไหน คนตายก่อนมาเกิดในคนที่ยังไม่ตาย ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อ เป็นแม่ แลเป็นลูก เป็นหลานกันแน่ ที่แน่ที่สุด เมื่อใครมาเกิดในผู้ใด ก็สมมติเรียกเอาผู้ที่เรามาเกิดด้วยนั้นว่า เป็นพ่อเป็นแม่ เท่านั้นเอง.
ทุกคนที่เกิดมา ก็มิได้ขนเอาสัพพะสัมภาระอะไรในการเกิดมาด้วย ล้วนแล้วแต่มาเก็บเอาของที่มีอยู่แล้วในโลกนี้ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประสมเข้ากันเป็นก้อนให้เกิดเป็นคนทั้งนั้น เมื่อตายก็เปื่อยเน่าสลายลง เป็นธาตุ ๔ ตามเดิม ผู้คน สัตว์สาราสิงห์ แม้ที่สุดแต่ต้นไม้ผักหญ้า ที่เกิดขึ้นมาในผืนแผ่นดินในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น เนื้อโค กระบือ หมู เห็ด เป็ด ไก่ ผัก ผลไม้ แลกุ้ง ปลา ทั้งหลายที่คนพากันห้อมล้อมยื้อแย่งซื้อกันกินอยู่ในที่ทั่วไปนั้น มันอาจเป็นเนื้อบิดา มารดา หรือบุตร ธิดา ของเรา คนใด คนหนึ่งก็ได้หรืออาจเป็นเลือดเนื้อของเราเองก็ไม่แน่
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [25 ม.ค. 2549 , 07:46:06 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 2ที่แน่ที่สุดก็คือ ทุกคนกินของเก่าของเราเอง ขอโทษมิใช่มูตร คูถ แต่มันเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เราสละไว้แล้วแต่ชาติก่อน มาเกิดอีกชาตินี้ เราจึงลืมวัตถุของเก่าของเรา แล้วก็บริโภคอย่างสบายไปเลย ผักหญ้า ผลไม้ต่างๆ ที่เราเก็บมันมารับประทาน แล้วก็ถ่ายลงไปในดินนั้น มันจะไปไหน มันก็ต้องกลับมาบำรุงต้นของมัน ให้เกิดผลอีก แล้วคนเราก็ไปเก็บมาบริโภคอีก แล้วก็ถ่ายลงไปอีก สะสมพอกพูนซึ่งกันแลกันอยู่อย่างนี้ตลอดกาล โลกนี้จึงนับวันแต่จะหนาขึ้นทุกวัน ไม่มีบอบบางเลย
บุคคลผู้หลงมัวเมาทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นมา ได้บริโภคของเหล่านั้น แล้วยังไม่พอ ยังไปยึดเอาของเหล่านั้นมาเป็นของตัวอีก ได้ชื่อว่าเป็นคนขี้ขโมยของโลกเขา ศีลไม่บริสุทธิ์ ติดคุกอยู่ในโลกนี้ต่อไป
จักรที่หมุนขันธโลกอันนี้ให้หมุนเป็นวงกลมอยู่ตลอดกาล มีสามประการ ได้แก่กรรมวัฏฏ์การงานของขันธ์ทั้งดี แลไม่ดี ๑กิเลสวัฏฏ์ ความเศร้าหมองของใจทั้งที่ดีแลไม่ดี จัดเป็นกิเลส ๑ แล้วขันธ์ก็หยุดทำงานยังเหลือแต่กิเลส อันจะนำให้ไปเกิดในภพนั้นๆ เรียกว่าวิปากวัฏฏ์ ๑จักรสามตัวนี้ ย่อมเกาะเกี่ยวหมุนเวียนกันอยู่ในโลกนี้ ไม่มีเวลาหยุดเลย ขันธโลกอันนี้จึงเดือดร้อนระทมทุกข์ เพราะถูกจักรสามตัวนี้บดขยี้อยู่เป็นนิจ
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [25 ม.ค. 2549 , 07:50:50 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 3วัฏฏุปัจเฉโท พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านหักทำลายกงกรรม แห่งสงสารจักรนั้นหมดสิ้นแล้ว จึงไม่มีการหมุนเวียนไป ถึงกระแสแห่งตัณหาอีกแล้ว ความใคร่ ความพอใจในธรรมทั้งหลายก็ไม่มี ดับเยือกเย็นสนิทดีแล้ว ไม่มีไอ แม้แต่ความอยากท่านนิพพานแล้ว
ธรรมอาศัยอยู่กับโลก
ธรรมต้องอาศัยอยู่กับโลก ไม่มีโลกธรรมก็อยู่ไม่ได้ ผู้เห็นธรรม รู้ธรรม ก็คือผู้มารู้ มาเห็นโลกตามความเป็นจริงแล้วเบื่อหน่ายคลายจากโลกนั่นเอง โลหะต่างๆ มี เหล็ก ตะกั่ว ดีบุก ทองแดง เป็นต้น ต้องอาศัยอยู่กับแร่จึงจะมีอายุยืนนาน หรืออีกนัยหนึ่ง แร่นั่นแหละค่อยกลายมาเป็นโลหะเหล่านั้น เหมือนกัน ธรรมล้วนๆ แล้วทรงตัวอยู่ไม่ได้นาน พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านถึงธรรม ได้ธรรมที่เป็นสาระแล้ว เมื่อท่านนิพพานไปธรรมเหล่านั้นก็ไม่ปรากฏ จะยังเหลือปรากฎอยู่แต่โลก คือ "สมมติ บัญญัติ สัจจะ" เท่านั้น
สมมุติ ชื่อของคน แลสัตว์สาราสิงห์ ตลอดถึง ต้นไม้ ภูเขา วัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ทั้งปวง ที่ปรากฎเห็นด้วยมังสจักขุ โลกสมมติขึ้นไว้ใช้ เพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้กันในหมู่มนุษย์ มนุษย์เกิดมาต้องรู้เรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องเรียน มิฉะนั้นแล้ว จะพูดอะไรไม่ถูก อยู่กับโลกเขาไม่ได้ อยู่ไปเขาก็หาว่าบ้า แต่มนุษย์ สัตว์ แลวัตถุ สิ่งของเหล่านี้ หาได้มีความจริงตามสมมติเหล่านั้นไม่ แท้จริงแล้วมันเป็นตามสภาพของมันเองอยู่อย่างนั้นตลอดกาล ถึงมนุษย์โลกจะสมมติหรือไม่ มันเป็นอยู่อย่างไร มันก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้นตามเดิม
เช่นที่สมมติว่าคน อะไรเป็นคนแน่ เมื่อตรวจในคนดูก็ไม่เห็นอะไรเป็นคนสักอย่างเดียว เห็นเป็นแต่ก้อนๆหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างลักษณะเป็นต่างๆนานา แล้วมนุษย์โลกก็สมมติกันไปตามลักษณะ หรือตามชอบใจของตนเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านั้น มันหาได้มีความรู้สึกอะไรไม่ เว้นไว้แต่คนเราจะเข้าไปยึดเอาสมมตินั้นๆ มาเป็นตน เป็นตัว เช่น เขาสมมติให้ชื่อว่า "แจ๋ว" แต่บางคนเรียกไม่ชัด เป็น "แมว" ไปเสีย เลยถือโกรธ หาว่าเขาดูถูก เทียบเราเป็นแมว เป็นสุนัขไป ความจริง ตัวเราเองก็ยังเข้าใจผิด เขาเรียกว่าแมว มิใช่เขาเรียกเราถูก ที่ถูกคือแจ๋วต่างหาก ควรจะให้เขาถูก เราเป็นฝ่ายผิดดีกว่า นี่เพราะความเข้าใจผิด ถือเอาสมมติมาเป็นตัวเป็นตนเข้าจึงทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นมา.
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [25 ม.ค. 2549 , 07:56:35 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 4
บัญญัติ พระพุทธองค์ผู้มีพระประสงค์ อย่างน้อย เพื่อความสันติของโลก จึงได้ทรงบัญญัติ ทับสมมติลงไปเพื่อให้เห็นว่า มนุษย์ สัตว์โลก ตลอดถึงวัตถุ สิ่งของทั้งปวงที่ปรากฏมีอยู่ในโลกนี้ที่สมมติเรียกกันไปต่างๆ นานานั้นมิได้เป็นความจริงตามนั้นเลย ที่แท้คือเป็นแต่สักว่าก้อนธาตุก้อนหนึ่งเท่านั้น ก้อนธาตุก้อนนั้นใครจะว่าอะไรๆ มันก็จะไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งหมดคือชี้ให้เห็นว่าก้อนธาตุเป็นของสาธารณะทั่วไป มิใช่ของใครทั้งนั้น เพื่อมิให้ยึดมั่นสำคัญว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นเรา เป็นเขา แล้วแจงให้เห็นว่า ในตัวของเรานี้มีธาตุ ๔ รวมกันอยู่ว่า สิ่งนั้นๆ เป็นดิน สิ่งนั้นๆ เป็นน้ำ สิ่งนั้นๆ เป็นไฟ สิ่งนั้นๆเป็นลม แล้วก็แจงออกให้เห็นเป็น ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ ธาตุ๑๘ โดยลำดับเรียกว่าบัญญัติทับสมมติว่าบุคคล
ผู้มาพิจารณาเห็นบัญญัติตามนี้แล้ว ความถือเราถือเขาอัสมิมานะ หากจะยังไม่หมดไปเสียทีเดียว ก็ยังพอบรรเทาเบาบางลง พอยังโลกนี้ให้คลายความตึงเครียดลงบ้าง เพราะเห็นสัจจะตามความเป็นจริงของมัน ในพระอภิธรรมบุคคลบัญญัติ ท่านบัญญัติไว้มี ๖ คือ
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [25 ม.ค. 2549 , 08:00:29 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 5ขันธบัญญัติ แยกบุคคลออก บัญญัติให้เป็นขันธ์ ๕ ไม่ให้เป็นบุคคล ๑
อายตนบัญญัติ กระจายขันธ์๕ ออกให้เห็น เป็นอายตนะหก ๑
ธาตุบัญญัติ ชี้ขันธ์๕ อายตนะ ๖นั่นเอง ให้เห็นเป็นธาตุ๔ หรือธาตุ๑๘ คือให้เห็นความเป็นอยู่เขาทำหน้าที่อยู่ตามหน้าที่เขาอย่างนั้น ๑
สัจจบัญญัติ ชี้ให้เข้าใจความจริงในขันธ์ อายตนะธาตุ ที่มันมีหน้าที่อย่างไร มันก็ทำตามหน้าที่ของมันอยู่อย่างนั้น จะทำหน้าที่แทนกันไม่ได้๑
อินทรียบัญญัติ ก็บัญญัติทับลงไปที่อาตยนะ ๖ นั่นเองแต่ที่บัญญัติเรียกว่า อินทรีย์ เพราะบัญญัติตามกิจ หน้าที่ ของมัน ที่มันทำงานประจำอยู่ ๑
แล้วก็รวมเอาขันธ์๕ อายตนะ๖ ธาตุ๔ หรือธาตุ ๑๘ สัจจะอินทรีย์ ๖ มาบัญญัติให้เห็นเป็นบุคคลอีกทีหนึ่ง.... เรียกว่าบุคคลบัญญัติ ๑
ทำไมพระองค์จึงบัญญัติย้อนยอก กลับไปกลับมา บัญญัติบุคคลออกเป็นขันธ์ เป็นต้น แล้วกลับมาบัญญัติให้เป็นบุคคลอีก ทำให้ผู้ศึกษายุ่งไปหมด
ตอบว่า เป็นความจริง เมื่อจะแก้ความเห็นของผู้ยังติดสมมุติอยู่ ให้เห็นเป็นบัญญัติหรือเป็นธรรม จะต้องแยกตัวสมมุติ คือตัวบุคคลนั่นแหละ ออกให้เห็นเป็นขันธ์ เป็นต้น แล้วรวมเอาบัญญัติเหล่านั้น เข้ามาบัญญัติให้เป็นบุคคลอีก เพื่อมิให้ความเห็นนั้นเลยออกนอกขอบเขต คือให้เห็นว่าที่บัญญัตินั้นก็มิได้บัญญัติที่อื่นแท้จริงนั้นก็บัญญัติบุคคลนี้เอง เพื่อให้ถอน อัสมิมานะ มาเป็นบัญญัติ ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้น เพราะบัญญัติเป็นสาธารณะแก่บุคคลทั่วไป ใครจะยึดเอาเป็นเอกสิทธิ์ไม่ได้
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [25 ม.ค. 2549 , 08:05:54 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 6
สัจจะ ของจริง ของแท้ แต่ของจริงแท้ไม่มี ได้แก่ ทุกขสัจจ์๑ สมุทัยสัจจ์๑ นิโรธสัจจ์๑ มัคคสัจจ์๑ ทั้งสี่อย่างนี้ เป็นของจริง ของแท้ แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นเลย ใครจะว่า ทุกข์ ไม่มีมันก็มีอยู่อย่างนั้น สมุทัย เหตุเกิดทุกข์ ใครจะว่าไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มันก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อยู่อย่างเดิม นิโรธ ความดับทุกข์ ใครจะว่ามิใช่ความดับทุกข์ มันก็ความดับทุกข์อยู่อย่างเดิม มัคคะ ทางให้ถึงความดับทุกข์ ใครจะว่ามิใช่ทางให้ถึงความดับทุกข์ มันก็เป็นทางให้ถึงความดับทุกข์อยู่เช่นเดิม จึงบัญญัติเรียกว่า สัจจะ ของจริง ของแท้ ไม่แปรผัน แต่จะพูดในทางปรมัตถ์แล้วของเหล่านี้ไม่มี ของเหล่านี้เป็นธรรมเฉยๆ
สัพพะสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ทั้งหมด เป็นต้นว่ามนุษย์แลสัตว์ทั้งปวง เป็นต้น เกิดขึ้นมาจาก ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็ดับสลายไปเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ตามเดิมของมัน มันหากเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล ใครจะห้ามก็ไม่ได้ ใครจะดีใจเสียใจ มันหากเป็นอยู่อย่างนั้น นี้เรียกว่า สัจจะ แต่ละอย่างคนไปสมมติเรียกว่าเกิด ว่าดับ แต่มันหากเป็นอยู่อย่างนั้น ใครจะเรียกว่าอย่างไร ๆ มันเคยเป็นอยู่อย่างไร เป็นมาอย่างไร มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นตามเรื่องของมัน
ถ้าจะกล่าวโดยความจริงแล้ว สมมุติบัญญัติ ดังได้อธิบายมาแล้ว ไม่มีของจริงสักอย่างเดียว เช่น สมมุติว่า มนุษย์ สัตว์ วัตถุสิ่งของนั้นๆ นี้ๆ หรือธาตุขันธ์ อายตนะ เป็นต้น สมมุติบัญญัติเรียกพอให้รู้ความหมายซึ่งกันและกันในหมู่มนุษย์สังคมนี้เท่านั้น ความจริงแล้ว สิ่งที่สมมุติบัญญัตินั้น หาได้เป็นไปตามนั้นไม่ มนุษย์ สัตว ์แลวัตถุสิ่งของทั้งหลายที่ปรากฎแก่สายตาของเราอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด ความจริงแล้วไม่ทราบว่ามันเป็นอะไรกันแน่ เด็กเกิดมา มีรูปร่างลักษณะเหมือนๆกันกับคนทั่วๆไป ถ้าไม่สมมุติให้ชื่อว่าเด็กทองคำแล้ว ก็จะไม่มีเครื่องหมายว่า คนไหนเป็นเด็กอะไร แต่ความจริงแล้ว เด็กคนนั้น หาได้เป็นทองคำไม่ มีรูปร่างเนื้อหนังเหมือนๆกับเด็กทั่วไปนั้นเอง.
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [25 ม.ค. 2549 , 08:10:24 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 7ที่แน่ที่สุด ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ ทุกประเภท เกิดมาแล้ว มีความหิว กระหาย ต้องบริโภคอาหาร แล้วนอนหลับ ตื่นขึ้น สืบพันธุ์ ตาย ทุกๆตัว สัตว์เกลียดทุกข์ ต้องการความสุขด้วยกันทั้งหมด อันนี้เป็นข่ายของมัจจุราช(คือความตาย) อันลูกมือของมัน (คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม) เป็นผู้ไล่ต้อนมนุษย์ สัตว์ทั้งหลายให้มาติดอยู่ แล้วนักปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านเห็นภัยในเรื่องนั้น แล้วจึงแสวงหาทางวิมุตติ เพื่อให้พ้นจากภัยเหล่านั้น โดยดำเนิน มัคคปฏิบัติ จนสำเร็จตามปราถนา อันหาอาสวะกิเลสไม่มีในที่สุด
ที่อธิบายมาทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นของมีอยู่ในโลกนี้ทั้งนั้น ใครจะรู้จะเห็นหรือไม่ แต่สิ่งเหล่านั้น ก็มีพร้อมอยู่ตลอดกาล เรียกว่า "มรดกสมบัติของโลก"ผู้ชอบก็เสวยไป ผู้อิ่มพอแล้วก็สละหนีไป.
แล้วพบกันอีกนะครับในหัวข้อ..ทรัพย์ได้มาจากสมบัติ![]()
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [25 ม.ค. 2549 , 08:18:21 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 8บุคคลผู้หลงมัวเมาทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นมา ได้บริโภคของเหล่านั้น แล้วยังไม่พอ ยังไปยึดเอาของเหล่านั้นมาเป็นของตัวอีก ได้ชื่อว่าเป็นคนขี้ขโมยของโลกเขา ศีลไม่บริสุทธิ์ ติดคุกอยู่ในโลกนี้ต่อไป
อนุโมทนาสาธุครับ
![]()
โดย ตู่ [25 ม.ค. 2549 , 09:22:58 น.] ( IP = 58.8.66.192 : : )
สลักธรรม 9ผู้ที่ยึดติดสมบัติของโลก ก็จะวนเวียนอยู่ในโลกต่อไป
ส่วนผู้ที่สละด้วย "มัคคปฏิบัติ" ก็จะสามารถพ้นจากโลกได้
ขอบพระคุณค่ะ..แล้วจะติดตามอ่านต่อค่ะโดย เซิ่น [25 ม.ค. 2549 , 13:30:33 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 10ค่อยๆทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระ แล้วก็พบความสำคัญของคำว่ามรดก
ขอบพระคุณมากค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [25 ม.ค. 2549 , 15:26:31 น.] ( IP = 203.172.117.99 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |