มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สัตว์อะไรในโลกนี้ ที่อยู่ใน๓ูมิเดียวกับมนุษย์ และเป็น สังเสทชะ ครับ




สังเสทชะ เกิดจากเถ้าไคล
มีตัวอะไรบ้างครับ หนอนก็ต้องมีไข่...

โดย ขาจร [25 ม.ค. 2549 , 10:08:39 น.] ( IP = 203.146.81.198 : : unknown ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การกำเนิดของสัตว์ การเกิดของสัตว์ในสามภูมิมีอยู่สี่อย่างด้วยกันคือ

- ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานบางชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม

- อัณฑชะ เกิดในไข่ ได้แก่สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น นก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด ปลา เป็นต้น

- สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ได้แก่สัตว์ชั้นต่ำบางชนิดที่ใช้การแบ่งตัวออกไป เช่น ไฮดรา อมิบา เป็นต้น

- โอปาติกะ เกิดขึ้นเอง เมื่อเกิดแล้วก็จะสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อตายไปจะไม่มีทราก ได้แก่ เปรต อสูรกาย เทวดา และพรหม เป็นต้น

สามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากไตรภูมิพระร่วงนะครับ

โดย พี่เณร [25 ม.ค. 2549 , 11:19:25 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 2


น้ำในนาเหือดแห้งไปเมื่อหน้าแล้ง
จะกลับกลายเป็นฝนตกลงมาอีกเมื่อหน้าฝน
แต่ดวงจิตเวไนยสัตว์เมื่อหลุดพ้นถึงนิพพานแล้ว
จะไม่เวียนว่ายกลับมาในวัฏสงสารอีกเลย เป็นนิรันดร…

โดย โก๋ 2000 ปี [25 ม.ค. 2549 , 11:24:58 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 3



จิต / วิญญาณ เป็นตัวสำคัญที่สุดในคน การที่จะให้พ้นคน (คือการเวียนว่ายตายเกิดของคน) ก็ต้องให้พ้นจิต/วิญญาณ

จิตที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยอาสวะกิเลสทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นปัจจัยให้มีการเกิด ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๑๒ ตัว เริ่มต้นตั้งแต่ตัว อวิชชา ไปสิ้นสุดที่ตัว ชรามรณะ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

เป็นจิตที่ถูกครอบงำด้วยสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด

การจะทำให้จิตที่ถูกครอบงำหลุดพ้น ก็จะต้องตัดสิ่งอาศัยกันและกันให้มีการเกิดทั้ง ๑๒ ตัวนั้นเสีย
โดยการพิจารณาเห็นธรรมนิยามเป็นธรรมดาธรรมชาติ คือให้เห็นว่าสิ่งทั้ง ๑๒ นั้น เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นความทุกข์(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา) ซึ่งรวมเรียกว่า ไตรลักษณ์ เหล่านี้เป็น

การตัดปฏิจจสมุทปบาท เพื่อให้เป็นจิตที่บริสุทธิ์พ้นจากการครอบงำ ซึ่งจะเป็นดวงธรรม เข้าสู่สภาวะ นิพพาน ในที่สุด

ตัดสิ้นอาสวะกิเลส อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ตัดตัวขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ด้วย วิปัสสนาญาณ

แปรสภาพเป็นภาวะใหม่ที่เหลืออยู่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสนะ รวมเป็น ดวงธรรมยกดวงธรรม ขึ้นไว้เหนือดวงจิต

เมื่อพึงทราบธรรมดาของจิตเป็นเช่นนั้น
การที่จะทำสมาธิจิตเบื้องแรก ก็คือการรวมจิตทุกดวงที่กระจัดกระจายอยู่นั้นกลับเข้ามาอยู่ภายในตนเสีย ณ ที่จุดใดจุดหนึ่งให้เป็นจิตดวงเดียว ณ ที่นั้น พึงทำดวงจิตดวงเดียวนั้นให้นิ่งสนิท เป็นสมาธิมั่นคง เป็นฌาน เป็นญาณ และวิมุตติญาณ ทัสนะเทอญ

จิตที่จะถึงวิมุตติญาณทัสนะ คือ รู้เห็นแจ้งชัดแล้วว่า จิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลายแล้ว
จิตนั้นจะต้องพ้นจากการครอบงำจากห้วงแห่งวังวน
คือวัฏสงสารการเกิดการตาย จะต้องพิจารณาด้วยวิปัสสนาญาณ รู้ถึงการเกิดของกองทุกข์ และการดับกองทุกข์นั้น เป็นการพิจารณา

ปฏิจจสมุปบาท คือ ..พิจารณาถึงการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยเกื้อกูลกันจึงทำให้มีการเกิด อันมี ๑๒ สิ่ง คือ

โดย โก๋ 2000 ปี [25 ม.ค. 2549 , 11:28:15 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 4



. อวิชชา

อวิชชาเป็นไฉน ความไม่รู้ทุกข์ ความไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ความไม่รู้ความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์

อวิชชา คือ ความรู้ไม่จริง หรือความไม่รู้จริงถึงความทุกข์

ทุกข์ คือ ภาวะบีบเค้น จากสิ่งที่มิใช่ตัวของมันเอง ต้องอาศัยปัจจัยประกอบที่ให้เกิดตัวตนและถูกบีบเค้นจากปัจจัยนั้น เช่น ร่างกาย อาศัยดิน น้ำลม ไฟ ประกอบขึ้น จึงถูกบีบเค้นอยู่ด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้น หากธาตุใดธาตุหนึ่งแปรปรวน ก็จะมีอาการป่วยไข้ขึ้น ทำให้เป็นทุกข์ เป็นต้น

๒. สังขาร

สังขารเป็นไฉน สังขารสามเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร นี้เรียกว่า สังขาร

สังขาร คือ กาย วจี และจิต ประกอบกันเป็นสังขาร

๓. วิญญาณ

วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ ๖ หมวด เหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ

วิญญาณ คือ ความรับรู้ ความรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจ

๔. นามรูป

นามรูปเป็นไฉน ความรู้สึก ความทรงจำ ความตั้งใจ ผัสสะ การทำใจ นี้เรียกว่า นาม มหาภูตรูป ๔ และที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่า รูป

มหาภูตรูป คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ เช่น ชีวิตินทรีย์ หทัยวัตถุ ระบบประสาท เพศ เป็นต้น

๕. สฬายตนะ

สฬายตนะเป็นไฉน อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่าสฬายตนะ

สฬายตนะ คือ จุดต่อให้เกิดการกระทบ ๖ ตำแหน่ง คือ ตัวเชื่อมประสาทตา ตัวเชื่อมประสาทหู ตัวเชื่อมประสาทจมูก ตัวเชื่อมประสาทลิ้น ตัวเชื่อมประสาทกาย ตัวเชื่อมประสาทใจ ประสาททั้ง ๕ ส่วนคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นควบคุมโดยสมอง
สมองทำงานภายใต้ใจอีกชั้นหนึ่ง

๖. ผัสสะ

ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ 6 หมวดเหล่านี้ คือ จักขุผัสสะ โสตผัสสะ ฆานผัสสะ ชิวหาผัสสะ กายผัสสะ มโนผัสสะ นี้เรียกว่า ผัสสะ

ผัสสะ คือ การกระทบ กระทบตา กระทบหู กระทบจมูก กระทบลิ้น กระทบกาย กระทบใจ

โดย โก๋ 2000 ปี [25 ม.ค. 2549 , 11:31:31 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 5



๗. เวทนา

เวทนาเป็นไฉน เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่า เวทนา

เวทนา คือ ความรู้สึก ด้วย ตา ด้วยเสียง ด้วยกลิ่น ด้วยรส ด้วยกายสัมผัสต่าง ๆ ด้วยอารมณ์ ซึ่งมีอาการ ๓ อย่าง คือ รู้สึกสบาย รู้สึกบีบเค้น รู้สึกเฉย ๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุข

๘. ตัณหา

ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่า ตัณหา

ตัณหา คือ การแล่นไปด้วยความอยากในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางกาย ในการเสพในอารมณ์ความอยากมี ๓ อาการ คือ อยากเข้าไปเสพ อยากเข้าไปเป็น ไม่อยากเป็น

๙. อุปาทาน

อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน ๔ เหล่านี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน

อุปาทาน คือ การยึดถือ หรือ ภาวะซึ่งเกาะอยู่
ยึดถืออยู่กับการบริโภคกาม ยึดถืออยู่กับความคิดเห็น ยึดถืออยู่กับสีลพรต ยึดถือว่าสิ่งนึ้นสิ่งนี้ เป็นต้น

๑๐. ภพ

ภพเป็นไฉน ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่า ภพ

กามภพ มีอบายภูมิ คือ ภูมิชั้นต่ำ อสุรกาย เดรัจฉาน เปรต สัตว์นรก

สุคติภูมิ คือ ภูมิที่มีความสุขอยู่บ้าง คือ มนุษยภูมิ เทวภูมิ

รูปภพ คือ ภูมิที่อยู่ของผู้ยินดีในรูปฌานสมาธิและพระอริยเจ้าระดับอนาคามี

อรูปภพ คือ ภูมิที่อยู่ของผู้ทรงอยู่ในอรูปฌานสมาบัติ คือ สมาธิที่ไม่ถือนิมิตหมายของรูปใด ๆ เข้าสู่ความไม่มีรูป

๑๑. ชาติ

ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิดขึ้น ความหยั่งลงเกิด ความเกิดจำเพาะ ความปรากฎแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่านั้น ๆ นี้เรียกว่า ชาติ

ชาติ คือ การเกิด จำแนกเป็น ๔ ลักษณะ คือ
ชลาพุชะ
อัณฑชะ
สังเสทชะ
โอปปาติกะ


ชลาพุชะ คือ สัตว์ที่เกิดในครรภ์ ได้แก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย

อัณฑชะ คือ สัตว์ที่เกิดในไข่ ได้แก่ สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด

สังเสทชะ คือ สัตว์ที่เกิดในเมือกในไคล เช่น แมลง

โอปปาติกะ คือ สัตว์ที่ผุดขึ้นทันใดไม่ต้องอาศัยที่ตั้ง เช่น เทวดา มาร พรหม สัตว์นรก เปรตและ
มนุษย์ในยุคแรกของวัฒนาการ

๑๒. ชราและมรณะ

ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ มีฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่า ชรา

ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์
ความทอดทิ้งให้เป็นซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่า มรณะ

โดย โก๋ 2000 ปี [25 ม.ค. 2549 , 11:36:53 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 6



พิจารณาดับกองทุกข์ที่ก่อตัวตนเกิดมาจนกระทั่งตายไปทั้ง ๑๒ สิ่งนั้นเสีย ด้วยโน้มจิตมองความจริงแห่งไตรลักษณ์ ๓ ประการว่า กองทุกข์ทั้ง ๑๒ สิ่งนั้น เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็น อนิจจัง เป็นสิ่งบีบคั้นบีบเค้นทั้งสิ้น เป็นทุกขัง ไม่ใช่ตัวตนตลอดไป เป็นอนัตตา

แล้วตัดทิ้งไปด้วยวิธีการของ อริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นการตัดอาสวะกิเลสทั้งหลายทั้งปวงให้สิ้นไป แล้วดับขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้มอดมิด

เมื่อนั้น จะเหลืออยู่ สิ่งบริสุทธิ์ผุดผ่องแท้ ๆ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสนะ รวมกันเข้าเป็นภาวะหนึ่งเดียว คือ นิพพาน อันเป็นการสิ้นรอบหมุน วังวนชีวิต อีกต่อไป

น้ำในนาเหือดแห้งไปเมื่อหน้าแล้ง
จะกลับกลายเป็นฝนตกลงมาอีกเมื่อหน้าฝน
แต่ดวงจิตเวไนยสัตว์เมื่อหลุดพ้นถึงนิพพานแล้ว
จะไม่เวียนว่ายกลับมาในวัฏสงสารอีกเลย เป็นนิรันดร…

โดย โก๋ 2000 ปี [25 ม.ค. 2549 , 11:39:52 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 7

พระนิพพาน มีความสงัดจากกิเลสและขันธ์ ๕ เป็นลักษณะ

แต่ต้องทราบนะว่า วิเสสลักษณะ ของพระนิพพานนั้น มี ๓ ประการ เท่านั้นนะ

ดังพระบาลีที่แสดงว่า ...

สนฺติลกฺขณมจฺจุตรส
นิพฺพาน อมตํ อนิมิตฺตํ
อุปฎฐานํ ปทฏฺฐานํ น ลพฺภติ ฯ

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสภาวธรรมชนิดหนึ่ง ที่เข้าถึงได้และมีอยู่โดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวด้วยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อม

กล่าวสภาวธรรมชนิดหนึ่งที่ เข้าถึงได้และมีอยู่โดยเฉพาะไม่เกี่ยวด้วยสังขตธรรม ไม่มีความตาย ก้าวล่วงจากขันธ์ ๕ เสียได้ ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย ๔ อย่างใดเลย จัดว่าเป็นธรรมที่ประเสริฐสุด

โดย Aew [25 ม.ค. 2549 , 11:46:44 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 8

สังเสทชะ สัตว์เกิดในของชื้นแฉะโสโครก เช่น หมู่หนอน (ข้อ ๓ ในโยนิ ๔) ครับผม

โดย ฮิเดชิ [25 ม.ค. 2549 , 11:50:35 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )


  สลักธรรม 9

แอบมาอ่านคำตอบ ..อิอิ สวัสดีค่ะคุณโก๋

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ม.ค. 2549 , 15:39:34 น.] ( IP = 203.172.117.99 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org