| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผิดด้วยหรือ...? ที่ผู้หญิง "บวช" เพื่อแสวงหาธรรมและทางหลุดพ้น
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1สามเณรีธัมมรักขิตา ยอมรับว่า "เดิมทีเรื่องบวช เป็นสามเณรี และภิกษุณีไม่เคยอยู่ในความคิด เท่าที่รู้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ในสมัยพุทธกาล และไม่เคยรู้จักกับ สามเณรีธัมมนันธา มาก่อน เพราะมุ่งแต่ ปฏิบัติธรรม รวมทั้งไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์"
อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อได้ให้เหตุผลของการ สนับสนุน ให้มีสามเณรี และภิกษุณีไว้อย่างน่าคิดว่า "ปัจจุบันนี้ผู้ชายมีบทบาททุกวงการ ผู้ชายมีบทบาทมากเกินไป ควรจะลดบทบาทลงมาบ้าง อยากให้ผู้หญิง มีบทบาททางศาสนาเพิ่มมากขึ้น อยากให้ผู้หญิงได้บวชเรียน มีโอกาสศึกษา ธรรมโดยอิสระ ที่สำคัญ คือ ประเทศไทยซึ่งมีผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ มากที่สุด ในโลก มีพุทธบริษัทครบองค์ 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา"
ทั้งนี้ท่านได้นำ "สื่อ" ที่ลงข้อความเกี่ยวกับการบวชสามเณรีมาให้อ่านทั้งหมด ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะมีความเป็นมา มีความขัดแย้งอะไรเกิดขึ้น ในที่สุดความคิดสำหรับการบวชเป็นสามเณรีก็เกิดขึ้นภายในระยะ 2-3 เดือน อีกทั้งยังมีความตั้งใจว่า จะต่อสู้สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้ เพราะพระพุทธเจ้าได้ฝากพระพุทธศาสนาให้พุทธบริษัท 4 ช่วยสืบทอด โดยให้ความสำคัญของฝ่ายต่างๆ อย่างเท่าๆ กัน แต่ปัจจุบันนี้เราเข้าใจว่า ผู้ที่จะสืบทอดศาสนาได้ มีเพียงพระสงฆ์เท่านั้น
เมื่อหลวงพ่อเดินทางมาที่ วัตรทรงธรรมกัลยาณี ในงานปิดทองฝังลูกนิมิต จึงขออาศัยเดินทางมาด้วย และก็ได้พบกับ สามเณรีธัมมนันทา หลังจากนั้นก็ได้ติดต่อกับท่านมาตลอด และแจ้งความประสงค์กับท่านว่า "ยินดีออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพื่อเดินทางไปบวชที่ศรีลังกา โดยเสียค่าเครื่องบินประมาณ 40,000 บาท"
ถือว่าเป็นความโชคดีที่มีการจัดการประชุมให้มี พระอริยวินัย ที่ อาศรมวงสนิท จ.นครนายก ในครั้งนี้ ภิกษุณีสัทธา สุมนา จาก วัดศรีดุสิตาราม. ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็น ปวัตตินี ของ สามเณรีธัมมนันทา ได้เดินทางมาด้วย จึงถือโอกาส บวชสามเณรี ซึ่งเป็นครั้งแรกของเมืองไทย
"ก่อนบวชคิดอยู่ในใจไว้แล้วว่า เมื่อเป็นของใหม่และเกี่ยวข้องกับศาสนา ดังนั้นจึงมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือเบียดเบียนให้ใครเดือดร้อน การยอมรับหรือไม่ยอมรับเป็นสิทธิส่วนบุคคล ฝ่ายที่ไม่ยอมรับก็จะเป็นทุกข์ไปเอง เราไม่ได้ทุกข์ด้วย และก็พร้อมที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจให้หลวงแม่ (สามเณรีธัมมนันทา)"
ก่อนตัดสินใจบวช สามเณรีธัมมรักขิตา ไม่ได้ขอความเห็นไปยังอดีตสามี เพราะถือว่าเป็นอิสระจากกันนานแล้ว ส่วนลูกๆ นั้นเคารพในความคิดเห็นของแม่ วันบวชไม่ได้บอกญาติมิตรพี่น้องและใครๆ เลยโดย อยากทราบ [27 ก.พ. 2545 , 23:19:45 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 2ก่อนตัดสินใจบวช สามเณรีธัมมรักขิตา ไม่ได้ขอความเห็นไปยังอดีตสามี เพราะถือว่าเป็นอิสระจากกันนานแล้ว ส่วนลูกๆ นั้นเคารพในความคิดเห็นของแม่ วันบวชไม่ได้บอกญาติมิตรพี่น้องและใครๆ เลย
สามเณรีธัมมรักขิตา เปรียบเทียบความรู้สึก ของการบวช เป็นชีกับสามเณรี ไว้อย่างน่าฟังว่า "ความรู้สึกระหว่างการบวชเป็นชี กับ สามเณรี แตกต่างกันมาก แม้ว่าจะเป็น นักบวช เหมือนกัน แต่คนไม่ยอมรับ เห็นว่าชีเป็นเพียงผู้รับใช้พระ รวมทั้งญาติโยม ที่ไปทำบุญที่วัด ชียังทำหน้าที่เหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไป คือ เข้าครัว ชีเป็นผู้ไปพึ่งพาอาศัยวัดเท่านั้น ทั้งๆ ที่ชีก็ต้องการแสวงหาธรรมะเช่นกัน ยกเว้นว่าแม่ชี ท่านนั้นมีทุนมากหน่อยก็ต้องสร้างสำนักตัวเอง จึงจะสามารถปฏิบัติธรรม ได้อย่างเต็มที่"
นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบฐานะของผู้ที่บวชเป็นชีแล้วไม่มีเงินไปในทางหลบหลู่ดูถูกต่างๆ นานา แต่สำหรับ สามเณรีธัมมรักขิตา ยืนยันว่าตลอดระยะเวลา 9 ปี ที่บวชเป็นชีพราหมณ์และสามเณรี ใช้ทุนส่วนตัวทั้งหมด ซึ่งได้มาจากดอกผลของเงินฝาก เมื่อธนาคาร ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง จึงได้รับผลกระทบอย่างมาก ชีต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง เมื่อแก่เฒ่าลง ทำงานไม่ไหวลูกหลาน ก็รับกลับไปตายที่บ้าน นับเป็นสิ่งที่สังคมแม่ชีไม่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม สามเณรีธัมมรักขิตา ยืนยันว่า เมื่อบวชเป็นสามเณรีได้ครบ 2 ปี ก็จะเดินทางไปบวชเป็นภิกษุณี ที่ประเทศศรีลังกา อย่างแน่นอน เท่าที่ทราบก่อนจะบวชต้องไปเข้าฝึกอบรมภิกษุณีประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งได้เตรียมทุนส่วนตัวไว้แล้ว แต่ไม่แน่ว่า เมื่อถึงเวลานั้น อาจจะมีผู้สนับสนุนมากก็ได้ นอกจากนี้แล้ว ยังยืนยันว่าจะขอตายในผ้าเหลือง โดยจะไม่สึกอย่างแน่นอน แม้ว่าจะต้องถือศีลมากถึง 311 ข้อ ก็ตาม แต่ไม่เป็นปัญหา เพราะ "ศีล" แปลว่า "ปกติ" ไม่มีข้อใดยากกว่าหรือข้อใดทำไม่ได้ จำนวนข้อที่มากกว่าพระสงฆ์เพราะพระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้หญิงมากกว่า
ส่วนการปฏิบัติตัวในช่วงวันที่มีประจำเดือนนั้น หลายคนอาจจะอดสงสัยไม่ได้ว่า ทั้งแม่ชีและสามเณรีปฏิบัติตัวอย่างไร สามเณรีธัมมรักขิตา บอกว่า "ประจำเดือนไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับการปฏิบัติธรรม ส่วนอาตมาผ่านพ้นวัยมีประจำเดือนมาแล้ว เพราะตัดมดลูกก่อนที่จะบวชเป็นแม่ชี อย่างไรก็ตาม ผู้ที่บวชเป็นชีส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทอง หากเป็นแม่ชีสาวๆ ก็สามารถใช้ผ้าอนามัยได้ตามปกติ ไม่ผิดศีลหรือไม่มีข้อห้ามใดๆ"
สามเณรีธัมมรักขิตา กล่าวอย่างมั่นใจว่า "อนาคตสามเณรีและภิกษุณีจะเป็นที่ยอมรับของสังคมไทยอย่างแน่นอน อย่างน้อยในหมู่ของผู้หญิงด้วยกันก่อน เพราะผู้หญิงย่อมเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของกันและกันมากกว่า เมื่อผู้หญิงเข้าหา พระผู้หญิงมากขึ้น พระผู้ชายจะเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ในเรื่องเงินทำบุญ ด้วยเหตุนี่หรือเปล่าที่พระบางรูป จึงออกมาคัดค้านต่อต้านชนิดหัวชนฝา ที่ยิ่งกว่านั้น คือ ปัจจุบันนี้การเข้าหาพระกลับเป็นเรื่องอันตราย เป็นภัยอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงพึงระวัง อย่างน้อยผู้หญิงก็จะมีที่พึ่งเป็นพระผู้หญิงด้วยกัน ส่วนผู้ที่จะเข้ามาบวชนั้นต้องมีความพร้อม ความตั้งใจจริงที่จะมารับใช้ พระพุทธศาสนา อย่าคิดว่าบวชเพื่อความโด่งดัง ที่สำคัญ คือ เมื่อคิดจะ "บวช" ต้องไม่คิดที่จะ "สึก" ซึ่งแม่ชีส่วนใหญ่ก็มีความคิดเช่นนี้"
นอกจากนี้แล้ว ยังกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างพระที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยอีกว่า "หากลงลึกในรายละเอียด เชื่อมั่นว่า พระส่วนใหญ่จะสนับสนุน ให้เกิดสามเณรีและภิกษุณี ส่วนกรณีกรมการศาสนาตั้ง คณะกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบ อาตมาก็ไม่เข้าใจว่า ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร เสียเวลาเปล่า สำหรับการตรวจสอบสามเณรีเพียง 2 รูป ทำไมไม่จัดการเรื่องพระนอกรีตที่ปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ให้หมดไปเสียก่อน "
โดย อยากทราบ [27 ก.พ. 2545 , 23:21:18 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 3สามเณรีธัมมรักขิตา เดิมชื่อ นางวรางคณา วนวิชาเยนทร์ เกิดวันที่ 6 เมษายน 2489 ที่ จ.ลพบุรี เป็นลูกคนที่สอง ของ นายบรรหาร วนวิชาเยนทร์ (ซึ่งเป็นผู้ใช้คำว่า จัดสรรที่ดินคนแรกในประเทศไทย) และนางสมพร ตันลิขิต สมรสกับ ดร.ม.ล พิษณุรักษ์ ชุมสาย ณ อยุธยา มีบุตรชายหญิงรวม 5 คน
การศึกษาพ.ศ.2506 จบการศึกษาเบื้องต้น จากโรงเรียนราชินี
พ.ศ.2510 จบการศึกษาวิชาการฝึกหัดงานธุรกิจและเลขานุการ จากวิทยาลัยพาณิชย์โฮมเมท และมหาวิทยาลัย วิตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย - พ.ศ.2511 เป็นผู้ช่วยพยาบาล รพ.กรีนเวล นอสมีโดวส์ ออสเตรเลีย
-พ.ศ.2512 เจ้าหน้าที่แปลภาษา บ.การ์เดียน แอสชัวแรนซ์ - พ.ศ. 2518 เลขานุการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เฟเซอร์ แอนด์ เนิร์ฟ - พ.ศ. 2520 เลขานุการ ผู้จัดการ บ.โกรโลเออร์ อินเตอร์เนชั่นแนล - พ.ศ. 2525 เลขานุการ บ.สหชัชวาล
-พ.ศ.2527 เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย บ.เสริมกิจลิสซิ่ง
-พ.ศ.2533 กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิจิตตโสภณภาวนา วัดศรีบุญเรือง กทม.-พ.ศ.2536 บวชเป็นแม่ชี ที่วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา
-ปัจจุบัน กรรมการมูลนิธิส่องแสงเทียน วัดปลายนา จ.ปทุมธานี-วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 ออกบวชเป็น สามเณรี โดยคณะสงฆ์ศรีลังกา จากสยามนิกาย ประเทศไทย - ปัจจุบัน จำพรรษาที่ "วัตรทรงธรรมกัลยาณี" จ.นครปฐม
สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543
โดย อยากทราบ [27 ก.พ. 2545 , 23:23:00 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 4
ธรรมะจากข่าว / สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง
วันนี้อยากจะปรารภถึงเรื่องสังขาร โดยความหมายของศัพท์ สังขาร แปลว่าซึ่งที่มารวมกันแล้วจึงเกิด นั่นคือเกิดขึ้นโดยอาศัยสิ่งอื่นๆ ร่างกายของเราก็เป็นสังขารเพราะเกิดขึ้นจากการรวมตัวของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่การใช้ศัพท์นี้ ในภาษาไทยมักหมายถึงร่างกายเพียงโสตเดียว
ร่างกายของเรานี้ ถือเป็นครูใหญ่ เพราะจากการพิจารณาธรรมชาติของร่างกายซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลา จะทำให้เรามีความเข้าใจในธรรมะชัดเจนขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะบรรลุธรรม แสวงหาความรู้ก็ดี ความบันเทิงก็ดี จะแสวงหาแต่สิ่งนอกตัว
เมื่อร่างกายเกิดความเสื่อมสภาพขึ้น เริ่มเกิดความทุกข์ ความกังวล แสวงหาวิธีการด้วยขบวนการต่างๆ เพื่อที่จะยื้อยุดสังขารให้คงเดิม ในช่วงนี้บางคนแพ้ผม มีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ก็ต้องย้อมผมทุกๆ 2 อาทิตย์ บางคนแพ้ยาย้อมผมต่อ ต้องรักษาหนังศีรษะอีก ท่านชายก็จะมีปัญหาที่สร้างความกังวลใจในเรื่องผมร่วง ศีรษะล้าน ฯลฯ ครั้นอายุ 40 ขึ้นไป อายุไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเสียแล้ว
หลายท่านจะเป็นกังวลกับริ้วรอยที่เกิดบนใบหน้า โดยเฉพาะหางตา และรอยย่นบนหน้าผาก ถุงใต้ตาก็ยังหย่อนยานจนจะใส่ของได้ อาชีพหลากหลาย มองในแง่ดี ก็เป็นการสร้างงานให้กับคนหลายอาชีพ แต่ในแง่ของธรรมะแล้ว เป็นความพยายามที่จะชะลอความแก่ไว้ได้ช่วงวัยหนึ่ง ท้ายสุดก็ต้องแก่อยู่ดี (ถ้าได้อยู่ถึงตอนแก่)
ความไม่เข้าใจธรรมชาติของสังขารทำให้เราเป็นทุกข์ แต่ทันทีที่เราเข้าใจว่าสังขารเป็นเรื่องที่ปรุงแต่งขึ้น และธรรมชาติของมันคือความเสื่อม พอเห็นความแก่เฒ่าปรากฏร่องรอย เราก็เข้าใจว่า "อ๋อ ธรรมชาติก็เป็นเช่นนี้" คลายความทุกข์ลงได้ คุณค่าของสังคมไปเน้นที่ความสวย ความหนุ่ม แต่สิ่งที่จะคงทนอยู่นานคือความงาม อันเป็นคุณภาพของจิตใจ กลับถูกละเลย สังคมถึงกะปลกกะเปลี้ยเรื่อยมา
สามเณรี ธัมมนันทา
โดย สามเณรี ธัมมนันทา [27 ก.พ. 2545 , 23:24:59 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 5สาวเอยจะบอกให้ อยากดับทุกข์ให้สิ้นไป ไม่ต้องบวชเป็นภิกษุณีก็ได้
พอดีเห็นบทความนี้ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ก็เลยเอามาฝากชาวลานธรรมเสวนาให้อ่านกันนะครับ
***************
สาวเอยจะบอกให้
อยากดับทุกข์ให้สิ้นไป
ไม่ต้องบวชเป็นภิกษุณีก็ได้
ภาพนักบวชหญิงในชุดนุ่งห่มเหลือง บนหน้าหนังสือพิมพ์ ยังคงสร้างความสับสน เคลือบแคลงแก่ผู้อ่านข่าวเป็นอย่างมากจนบิดเบือนความเข้าใจที่ถูกต้องไปว่า แท้จริงแล้ว การบวชนั้น คืออะไร บวชไปทำไม แล้วทำไมต้องเจาะจงจะบวชเป็นสามเณรี เป็นภิกษุณี...ทั้งๆ ที่ภิกษุณีสายเถรวาทขาดหายไปจากประวัติศาสตร์นานแล้ว เหตุที่ขาดหายไปไม่มีการสืบต่อก็มีการกล่าวถึงกันอยู่มาก
ประเด็นสำคัญก็คือเป็นเรื่องปกติตามกฎธรรมชาติของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป
บางทีการดับไปของภิกษุณีน่าจะเป็นข้อดีตรงที่ ภิกษุสงฆ์ก็ไม่ต้องหวั่นไหวกับภิกษุณีสาวสวยในวัดที่ไม่เคร่งในพระธรรมวินัย ไม่งั้นก็จะเกิดความปั่นป่วนขึ้นในคณะสงฆ์มากกว่าที่เป็นอยู่อีกร้อยเท่าพันทวีคูณ ภิกษุจะได้เพียรเผากิเลสไปสู่ความพ้นทุกข์ให้เร็วขึ้น จะได้กลับมาช่วยเพื่อนมนุษย์โดยเฉพาะผู้หญิงให้พ้นทุกข์กันต่อไปอีกไม่สิ้นสุด โดยไม่ต้องออกบวชเหมือนผู้ชาย ไม่ต้องเป็นห่วงเวลาที่ภิกษุณีออกบิณฑบาตรและออกธุดงค์ว่าใครจะมาทำร้ายหรือจะลอบข่มขืน
เพราะลูกผู้หญิง อย่างไรก็เป็นลูกผู้หญิงวันยังค่ำ พระพุทธเจ้าทรงเป็นห่วงลูกผู้หญิงยิ่งกว่าชีวิตของพระองค์เอง ไม่งั้นพระองค์คงไม่สละความสุขส่วนพระองค์ในพระราชวังที่เพียบพร้อมไปด้วยชายา และลูกอันเป็นที่รักยิ่ง ออกแสวงหาหนทางพ้นทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ และตาย อันไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ ไปด้วยความทุกข์ระทมในขณะนั้นโดยไม่บอกใคร แม้แต่ชายาและลูกน้อยในอ้อมอก ในคืนวันที่อบอุ่น แต่พระองค์ทรงมีความตั้งจิตอย่างแน่วแน่ว่า เมื่อทรงค้นพบหนทางพ้นทุกข์นั้นแล้วก็จะกลับมาช่วยพระบิดา ชายา พระโอรส ข้าราชบริพาร ครูบาอาจารย์ตลอดจนมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกให้พ้นทุกข์ด้วย จะได้ไม่ต้องวนเวียนว่าย เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในวัฏสงสารอีก...พระเมตตาอันไม่มีประมาณดุจห้วงมหรรณพนี้จะมีใครเล่าเทียบเท่ากับพระองค์
และหากผู้หญิงมาบวชเป็นภิกษุณีกันหมดจะเป็นอย่างไร!
ท่านอาจารย์พุทธทาสซึ่งเป็นห่วงลูกผู้หญิงที่ต้องการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก แต่หาสถานที่และครูบาอาจารย์ที่จะสอนธรรมะทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธได้ยากยิ่ง ก็ยังไม่สนับสนุนให้มีการบวชภิกษุณี แต่กลับมีดำริให้ตั้งอาศรม ธัมมมาตา ขึ้นแทน เพื่อให้ลูกผู้หญิงมีสถานที่ปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุดคือสิ้นสุดแห่งกองทุกข์ได้ และสามารถเผยแผ่สืบทอดพุทธศาสนาในลักษณะของธรรมทูตหญิง โดยไม่ต้องบวชเป็นภิกษุณี และเป็นการเสริมแทนภิกษุณีบริษัทที่ยังขาดอยู่ โดยมี อาจารย์รัญจวน อินทรกำแหง และแพทย์หญิงเสริมทรัพย์ ดำรงรัตน์ เป็นผู้ร่วมกันคิดร่วมกันเขียน โครงการธรรมาศรมธรรมมาตา ขึ้นตามดำริของท่านอาจารย์พุทธทาส ซึ่งท่านอาจารย์ทั้งสองได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ สถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับผู้หญิงจากสำนักบวชสตรีหลายแห่งด้วยกัน เช่น สำนักชีหนองป่าพง ของหลวงปู่ชา สุภัทโท ซึ่งมีวัตรปฏิบัติสำหรับชีที่เคร่งครัด เช่น ชีกับพระจะไม่มีโอกาสมาเจอกันเลย พระที่จะไปสอนชีได้ก็ต้องเป็นพระที่หลวงปู่ชาเลือกแล้วว่าเป็นพระที่มั่นคงแน่นแฟ้นในทางธรรม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เราต่างมองข้ามไป
นอกจากนี้ก็มีสำนักปฏิบัติธรรมเขาสวนหลวง ราชบุรี ซึ่งก่อตั้งโดย ท่านอุบาสิกากี นานายน ผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่สำนักปฏิบัติธรรมนี้ก็ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง มีสตรีเข้าไปปฏิบัติธรรมทั้งระยะสั้นและระยะยาวอยู่ไม่ขาดสายมานับเนื่องกว่า 50 ปีแล้ว
หลักการในการปฏิบัติธรรมสำหรับผู้หญิงในสำนักต่างๆ ก็มีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไป แต่หัวใจสำคัญคือ หนทางการภาวนานั้นเป็นไปเพื่อละกิเลส ละไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง ให้เบาบาง จนกระทั่งหมดเชื้อไม่กำเริบขึ้นมาอีก หมดสิ้นกิเลส ก็คือหมดสิ้นกองทุกข์ นั่นเอง
ท่านอาจารย์พุทธทาสเขียนเรื่องเกี่ยวกับการบวชไว้ในหนังสือ "ตามรอยพระอรหันต์" ตอนหนึ่งความว่า " บวช มาจากคำว่า บรรพชา ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺชา ...แปลว่า ไป หรือ ถึง ได้ความว่าธรรมเป็นเครื่องถึง ---ถึงอะไร ---ถึงความเป็นผู้ประเสริฐ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้บรรพชาเรียกว่าบรรพชิต หรือนักบวช ก็คือบุคคลผู้ถึงความเป็นคนประเสริฐ และคำว่าประเสริฐหมายความว่าดีกว่ามนุษย์ธรรมดา คือเป็นผู้ที่กำลังทำความพ้นทุกข์ หรือพ้นทุกข์ได้แล้ว ... ...สมมติว่ามีคนที่เราเรียกกันว่านักบวชผู้หนึ่ง อยู่ตึกใหญ่โตกว้างขวาง มีเครื่องประดับห้องราคาพันๆ หมื่นๆ มีศิษย์หรือคนใช้ปรนนิบัติ เอาใจใส่ประคับประคองด้วยการกินอย่างดีเลิศ เพราะนักบวชผู้นั้นฉุนเฉียวใจเร็วมาก การงานของเขาก็ปรารภโลภจัดเกินไป คือมุ่งทำแต่ตามที่มหาชนนิยมหรือโลกเขานิยม หรือผู้มีอำนาจเหนือตนต้องการ
ทีนี้มีชาวนาจนๆ คนหนึ่ง ค่าอาหารและใช้จ่ายรวมทั้งครอบครัวเดือนหนึ่งๆ ยังไม่เท่าค่าโคมไฟ และน้ำใช้ของนักบวชรูปที่ว่ามาแล้วเพียงวันเดียว แต่เขามีความเป็นอยู่ตามประสาชาวนาใจคอสงบเยือกเย็นอดทน สันโดษ มัธยัสถ์ ข่มใจตนเองไว้ในอำนาจได้ไม่ฉุนเฉียว ทำบุญให้ทานไปตามประสาจน ซึ่งบางทีก็เจือจานเข้ามาถึงนักบวชรูปที่ว่ามาแล้วนี้ด้วย เมื่อความจริงเป็นดังนี้ ให้เราตัดสินใจว่า ใครควรจะถูกเรียกว่านักบวช จึงจะยุติธรรม?
นักบวชจึงมิได้อยู่ที่รูปแบบชุดที่สวมใส่ มิได้อยู่ที่ความเป็นหญิงหรือเป็นชาย มิได้อยู่ที่สถานที่ แต่อยู่ที่การประพฤติปฏิบัติเพียรเผากิเลส ซึ่งเป็นเรื่องของอินทรีสังวร เราจะหักห้ามตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ตามรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่มาหลอกล่อให้ทำตามอำเภอใจจนเกิดปัญหาอยู่ทุกวี่ทุกวันได้อย่างไร เราจะอยู่อย่าง...อย่าอยู่อย่างอยากได้อย่างไร เราจะลดละความเห็นแก่ตัวของตนเองได้อย่างไร เราจะให้โดยไม่เจาะจงเฉพาะพวกพ้องได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมเลยทีเดียวก็ว่าได้ที่จะเป็นหนทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง
ขออ้างถึงคำบรรยายของ พระดุษฎี เมธงฺกุโร เสริมอีกหน่อยเกี่ยวกับ "ผู้หญิงกับการปฏิบัติธรรม" ท่านกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ""สตรีแปลว่า ผู้มีสติ จำไว้ เป็นความหมายที่ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายว่า สตรีนั้นต้องเป็นผู้มีสติมาก คนโบราณท่านก็อบรมผู้หญิงให้มีสติมากที่สุดเลย เริ่มตั้งแต่เครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำวัน...ในการลุกนั่งต้องมีสติ ไม่อย่างนั้นไม่งาม ไม่เรียบร้อย แม้เพียงกิจกรรมพื้นฐานการยืน การนั่ง การนอน การเดิน การกิน การพูด ต้องมีสติตลอดเวลา ถ้ามีสติแล้วจะงาม กายก็งาม วาจาก็งาม จิตใจก็งาม ...""
เพราะฉะนั้นเราเป็นสตรีก็ต้องดำเนินตามสมญารักษ์ชื่อของเราให้เต็มที่ คือเป็นผู้มีสติ เพราะมีสติแล้วก็จะทำให้ชีวิตของเราพัฒนาครบทั้ง4 อย่าง ทั้งกาย ศีล ทั้งจิต แล้วก็ทั้งปัญญาขึ้นมาได้
ผู้หญิงโดยธรรมชาติต้องปฏิบัติธรรมมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว เพราะผู้หญิงมีความทุกข์มากกว่าผู้ชายหลายอย่าง ผู้ชายเขาได้เปรียบ มีร่างกายแข็งแรง แต่ผู้หญิงต้องมีประจำเดือน ต้องตั้งท้อง ต้องเสี่ยงชีวิตคลอดบุตร ทุกอย่างนี่เจ็บปวด บางทีถึงแก่ความตายก็มี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผู้ชายเขาไม่เป็น ฉะนั้นผู้หญิงจึงต้องมีธรรมะมาก เพราะโดยพื้นฐานมีความทุกข์ ทั้งทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว
บางคนเลยรู้สึกว่าชิงชังกับความเป็นผู้หญิง เกลียดความเป็นผู้หญิง อยากจะแข่งดีกับผู้ชาย หรืออยากจะเป็นผู้ชาย แล้วก็เป็นไม่ได้ ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักเข้าไปอีก มันก็เกิดความวุ่นวายในสังคม ทั่วโลกเวลานี้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นให้เราศึกษาให้ดี ทำให้ถูกต้องตามธรรมชาติ ผู้หญิงควรทำอย่างไร และถ้าจะปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่นิพพานนั่นจะทำอย่างไร...
มีหลักเบื้องต้นง่ายๆ หากจะเริ่มต้นบวชใจกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ ก็ลองทำตามหลักโคตมีสูตร อันมีที่มาจากสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กุฎาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ""ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่หม่อมฉัน ซึ่งหม่อมฉันได้ฟังแล้วจะพึงเป็นผู้หลีกออกไปจากหมู่อยู่ผู้เดียวไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด""
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ""ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า
*ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ1
*เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์1
*เป็นไปเพื่อความสะสมกองกิเลส1
*เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่1
*เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ คือมีนี่แล้วอยากได้นั่น1
*เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ1
*เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน1
*เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก1
ธรรมเหล่านั้นพึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา
*ส่วนธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด1
*เป็นไปเพื่อปราศจากทุกข์1
*เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส1
*เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย1
*เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่1
*เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่1
*เป็นไปเพื่อความเพียร1
*เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย1
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
ถ้าลองปฏิบัติแล้วเป็นไปดั่งนี้ก็เรียกว่าเรากำลังบวชอยู่แล้ว""โดย Paragon [27 ก.พ. 2545 , 23:32:21 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 6นั่นก็เป็นความคิดอันหนึ่ง
แต่ก็เป็นการแสดงภาพของผู้หญิงในด้านหนึ่งเท่านั้น
ดิฉันเคยได้ยินได้ฟังมาจากเจ้าคุณท่านหนึ่งท่านได้เคยเดินทางไปพำนักอยู่ที่พม่า
ท่านเล่าว่าที่พม่ามีแม่ชีซึ่งแต่งขุดสีชมพู แม่ชีที่นั่นจะบิณฑบาตด้วย
มีวัดและองค์กรเป็นของฝ่ายตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับภิกษุ ชาวบ้านที่นั่นให้ความเคารพแม่ชีมากดูได้จากการใส่บาตร
ชาวบ้านนิยมใส่บาตรแม่ชีบางครั้งมากกว่าใส่บาตรพระ เพราะส่วนใหญ่ภาพพจน์ของแม่ชีจะรักษาศีลเข้มงวดกว่าพระ ในความคิดเห็นของตัวเองแล้ว
อยากเห็นภาพสังคมไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ปฏิบัติธรรมเต็มที่ไม่ว่าจะในรูปของแม่ชีแบบพม่าหรือภิกษุณีแบบมหายาน ข้อโต้แย้งการบวชภิกษุณีในสังคมไทยมักจะติดกับ stereotype ว่าผู้หญิงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มากกว่าจะดูข้อเท็จจริง และก็มักจะดูในฝ่ายหญิงอย่างเดียวทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว
ถ้าปัญหาจะเกิดก็เกิดขึ้นได้ทั้งในบวชทั้งเพศชายและเพศหญิง ส่วนใหญ่มักจะมองว่าบวชที่บ้าน บวชที่ใจก็ได้ นั่นก็มีความถูกต้องในส่วนหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงการที่เราส่งเสริมการอุปสมบท
ยกตัวอย่างเช่น การบวชเณรภาคฤดูร้อน ก็เพื่อการขัดเกลาวัยรุ่นให้อยู่ในกรอบที่ดีงามตามหลักพุทธศาสนา การส่งเสริมให้ชายได้มีโอกาสบวชสักครั้งหนึ่งในชีวิตก็เพื่อขัดเกลาคนหนุ่ม ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราพยายามส่งเสริมให้ชายไทยได้บวชกัน นอกจากนั้นก็ยังเป็นการส่งเสริมให้ท่านที่ต้องการแสวงหาทางหลุดพ้นได้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่เต็มกำลังของตน ไม่ต้องมีห่วงมีภาระทางโลก
ในกรณีของเพศหญิงดิฉันก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้หญิงหลาย ๆ คนที่จะได้มีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิตนักบวชแบบประพฤติปฏิบัติด้วยตัวเอง ทั้งในลักษณะเพื่อขัดเกลาจิตใจของเยาวชนเพศหญิง และส่งเสริมผู้ที่ต้องการบรรลุธรรมให้มีสถานที่และสถานะที่เอื้ออำนวยต่อการบวชอย่างเต็มที่
การบวชก็ไม่จำเป็นจะต้องไปบวชแล้วเดินป่าแบบพระธุดงค์ จะบวชแล้วเดินบิณฑบาตอยู่ในเมืองก็คงจะไม่ผิดวินัย
พระอริยะหลาย ๆ รูปก็ยังเป็นพระชาวเมือง ดิฉันไม่เข้าใจว่าเหตุใดสังคมจึงตั้งข้อสงสัยเกิดความหวาดระแวงว่าถ้ามีนักบวชเพศหญิงเกิดขึ้นอย่างเป็นจริงจังจะต้องเกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์ ดิฉันว่าถ้าสังคมมีผู้หญิงที่หมกหมุ่นฟุ้งเฟ้อในเรื่องวัตถุมากกว่าเรื่องจิตวิญญาณนั่นแหละคือโทษ
ในความเห็นส่วนตัวแล้ว ถ้าเราไม่อยากได้ชื่อว่าผิดวินัยตามหลักเถรวาท เราก็สามารถตั้งองค์กรนักบวชแบบแม่ชีพม่าขึ้นทดแทนก็ได้ ส่วนสถาบันแม่ชีไทยในปัจจุบันก็สามารถปรับปรุงได้ แต่คนไทยจะยอมรับแค่ไหน
เพราะการเป็นนักบวชนั้นประเด็นที่สำคัญคือการได้การยอมรับว่านักบวชเหล่านั้นเป็นเนื้อนาบุญจนได้รับการอุปถัมภ์ให้ดำรงชีพอยู่ได้ในสถานะนักบวชตามหลักพุทธศาสนาได้ด้วย มิใช่อยู่ในสถานะกึ่งนักบวชที่ขาดผู้สนับสนุนแบบแม่ชีไทย
ความคิดเห็นที่ 2ณิชชา)
เห็นด้วยกับคุณ sss มากเลยค่ะ
คำถามก็คือ การบวชดีหรือไม่ ถ้คำตอบคือ ดี แล้วทำไมเราไม่สนับสนุนการบวชเล่าคะ
เท่าที่ดิฉันเข้าใจ เด็กชายได้รับการสนับสนุนให้บวชเพราะเป็นสิ่งดีที่พึงสนับสนุน จะได้โตขึ้นเป็นคนดี ชายหนุ่มก็ควรบวช (เพื่อเรียนรู้การเป็นคนดี) และอีกหลายข้อของการบวช ที่ท่านอื่นๆ คงรู้ดีกว่าดิฉัน
ถ้าบวชแล้วดี เราจะห้ามการบวชทำไมหรือคะ
ถ้าคำตอบคือเพราะผิดธรรมเนียมปฏิบัติที่ขาดสายภิกษุณี การโต้แย้งนี้คงไม่ไปทางไหนเพราะจุดยืนอนุรักษ์กับเสรีภาพดูจะขัดแย้งนะคะ เราน่าจะมามองที่ประโยชน์และชั่งข้อดีข้อเสียกันดีกว่าไหมคะ
น่าจะมีการแจงเรื่องนี้ออกมาอย่างเป็นระบบนะคะ จะได้ชัดเจนว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน
โดย ณิชชา [27 ก.พ. 2545 , 23:35:02 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 8สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่า
มหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระ-
วโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่หม่อมฉัน ซึ่งหม่อมฉันได้ฟัง
แล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ด
เดี่ยวอยู่เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อประกอบ
สัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่ง
สมกิเลส เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย เป็น
ไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วย
หมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อ
ปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคน
เลี้ยงง่าย ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย
ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ
ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลาย
กำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไป
เพื่อประกอบสัตว์ไว้ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส เป็น
ไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก เป็นไปเพื่อสันโดษ
ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วย
หมู่คณะ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เป็นไปเพื่อ
ความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ดูกรโคตมี ท่านพึง
ทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ
ส่วน โคตมีสูตร [๑๔๑] เป็นอีกเนื้อหาหนึ่งค่ะ เกี่ยวกับการขอบวชของพระนางมหาปชาบดีโคตมี โดยเป็นพระสูตรแรกในสันธานวรรค ซึ่งเป็นวรรคเดียวกันกับสังขิตตสูตรข้างบน ค่ะ
ถ้าการค้นหาครั้งนี้ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ _/¦\_โดย สีปอ [27 ก.พ. 2545 , 23:38:35 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 9
ตอนแรกกระทู้นี้ว่าจะไม่ร่วมแสดงความคิดเห็น...
แต่อดใจไม่ได้ขอไขคำจากใจสักหน่อย
เราไปยึด ไปถือกับเปลือกมากไปหรือเปล่า
ธรรม คืออะไร
บวชไปทำไม
เถียงกันเพื่ออะไร
ไม่ว่าจะบวชหรือไม่ จะใส่สีอะไรก็เปลือกทั้งนั้น
มัวแต่มาเถียงกันที่เปลือก ติดกันที่เปลือกไม่ได้อะไรสักอย่างมีแต่ร้อนมีแต่วุ่นวายไม่มีจบไม่มีสิ้น
เราเอาแต่คัมภีร์มาเป็นเครื่องมืออ้างความชอบธรรม...
ไม่ว่าใครจะทำอะไรนุ่งสีไหน "เรียกตนเอง" ว่าอะไร
ส่วนตัวผมเอง ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เท่ากับคนๆนั้นเป็นคนดีตั้งใจทำตนให้พ้นจากวัฏสงสารก็พอ
เพราะที่ว่ามาเป็นเพียงสมมุติเท่านั้นโดย ปทุมลังกา [27 ก.พ. 2545 , 23:39:58 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : )
สลักธรรม 10สมัยนี้เราควรจะรักษาธรรมวินัยใว้ไให้เคร่งครัด เพื่อคนในรุ่นตอ่ไปครับ เมื่อภิกษุณีหมดไปแล้ว ก็ต้องยอมรับความจริงจะเอาสิทธิอะไรมาอ้างไม่ควรทำ เดี๋ยวนี้วัดในเมืองไทยมีเยอะครับถ้าผู้ญิงจะปฏิบัติธรรมจริงๆ(ทางใจ)เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าผู้ชายมากเพราะกิจน้อยกว่า (เดี๋ยวนี้พระที่ตั้งใจจริงบางองค์ที่สึกมานุ่งขาวห่มขาว ปฏิบัติก็มี เพราะมีกิจน้อย เวลาในการปฏิบัติมาก ) เป็นแม่ชีก็ปฏิบัติให้ถึงได้ สถานที่ปฏิบัติก็มีเพราะวัดในเมืองไทยเยอะมาก ต้องการแบบไหนก็มีทั้งนั้น แม่ชีก็ได้รับการยอมรับจากสังคมดีอยู่แล้ว จะใส่ผ้าสีใดก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมเลย และคนที่แม้แต่ความจริงที่ไม่มีภิกษุณีบวชได้อีกแล้วในเถรวาท ยังยอมรับไม่ใด้ จะปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไรล่ะครับ ของปลอมนะแบบนั้น
โดย PONG [27 ก.พ. 2545 , 23:40:59 น.] ( IP = 203.170.159.35 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |