| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๙๕)
ตอนที่ (๙๔) อ่านที่นี่
๒. อทินนาทาน
คำว่าอทินนาทานนั้นแยกได้เป็น ๓ บท คือ อ +ทินฺน + อาทาน อ = เป็นคำปฏิเสธ ทินฺน = วัตถุสิ่งของที่เจ้าของอนุญาตให้ อาทาน = ยึดถือเอา
เมื่อรวมกันเข้าแล้ว ก็ได้แก่อทินนาทาน ซึ่งแปลว่า ยึดถือเอาวัตถุสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้อนุญาตให้
ในหลักของกฎหมาย ถือว่าการที่หยิบฉวยทรัพย์ที่ผู้อื่นเขาไม่อนุญาตให้นั้น ว่าเป็นการลักทรพัย์ แล้วก็ตั้งองค์เอาไว้เป็นข้อๆ กำหนดโทษอันเป็นความผิดนั้น ๆ หนักเบาตามสมควรแก่โทษนั้น เช่น ตัดช่องย่องเบาในยามค่ำคืนหรือได้งัดแงะสิ่งกีดขวางเป็นต้น
ในหลักของกฎหมาย ได้กำหนดโทษของผู้ที่เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปดดยวิธีการต่างๆ แยกออกไปอีก ฉะนั้น การลงโทษจึงแตกต่างกันออกไปมากมาย เช่น ยักยอก ฉ้อโกง วิ่งราว ข่มขู่จี้เอาไปซึ่งหน้า ปล้น เหล่านี้เป็นต้น
ผู้ที่มิได้ศึกษาธรรมะบางท่านก็ย่อมมีความเข้าใจผิด แล้วคิดว่า เมื่อรับศีล ๕ มีอทินนาทาน ห้ามลักทรพัยืแล้ว ก็จะต้องไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น เพราะแปลออกมาจากบาลีก็ว่าเช่นนั้น แต่การที่ผู้ใดไปยักยอก ฉ้อโกง จี้หรือปล้น บางท่านก็ย่อมจะเห็นว่าไม่ผิดในข้ออทินนาทานด้วยมิได้ลักทรัพย์ แต่ก็คงจะเป็นบาปอย่างอื่น
เมื่อผู้ใดรับศีลแล้ว คิดแต่เรื่องไม่ลักทรัพย์ ระวังมิให้ไปหยิบเอาทรัพย์ของผู้อื่นแต่กลับไปยักยอกเอาสิ่งที่มิใช่เป็นของตนมาไว้ในครอบครอง แล้วก็ถือว่ามิได้ผิดศีลข้ออทินนาทาน ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมจะบังเกิดความเสียหายขึ้นมาไม่น้อยเลยแก่ผู้ที่เข้าใจผิดเช่นนั้น โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:26:11 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 1
ที่ชื่อว่า อทินนาทานนั้น แท้ที่จริงได้แก่ เถยยเจตนา คือเจตนาในการที่จะได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาโดยมิชอบ จะเป็นลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง จี้เอาไปซึ่งหน้า วิ่งราว และปล้น เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นอทินนาทานทั้งสิ้นไม่ได้ยกเว้นเลย
อกุศลอทินนาทานนั้น จะเป็นการก้าวล่วงกรรมบถหรือครบองค์ทุจริต ก็จะต้องประกอบด้วยองค์ทั้ง ๕ คือ
๑. ปรปริคฺคหิตํ วัตถุสิ่งของมีเจ้าของรักษาเอาไว้ ๒. ปรปริคฺคหิต สญฺญิตา รู้ว่าวัตถุสิ่งของนั้นมีเจ้าของ ๓. เถยฺยจิตตํ มีจิตคิดจะได้ ๔. ปโยโค กระทำความเพียรที่จะได้มา ๕. อวหาโร ได้สิ่งของนั้นมาด้วยความเพียรนั้น
อกุศลอทินนาทานนี้ ท่านนักศึกษาจะเห็นได้ว่า เหมือนกับปาณาติบาต ต้องครบองค์ ๕ จึงจะถือว่า ล่วงกรรมบถ แต่ถ้าไม่ครบองค์ เช่นขาดไปข้อใดข้อหนึ่งแล้วกำลังของการให้ผลก็จะลดลง อย่างไรก็ดี ตัวการสำคัญก็ต้องประกอบไปด้วยเถยยเจตนา แต่เถยยเจตนานั้นจะต้องอาศัยทางกาย หรือจะใช้วาจาเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์นั้นก็ได้ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:28:12 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 2
ปโยคะ ได้แก่ความพยายามในการลักทรัพย์นั้นมี ๖ อย่าง คือ
๑. สาหัตถิกะ ลักทรัพย์นั้นด้วยตนเอง ๒. อาณัตติกะ ใช้คนอื่นโดยการใช้วาจาหรือเขียนหนังสือ ๓. นิสสัคคิยะ ลอบทิ้งวัตถุสิ่งของ เช่นลักลอบเอาสิ่งของที่ต้องเสียภาษีทิ้งออกไปให้พ้นเขต ๔. ถาวระ สั่งพรรคพวกเพื่อนฝูงเอาไว้ ถ้ามีโอกาสให้พยายาม เรื่องนี้แม้จะเป็นเวลานาน ก็ย่อมสำเร็จเป็นอทินนาทาน ๕. วิชชามยะ การใช้เวทมนต์คาถา ๖. อิทธิมยะ ใช้อิทธิฤทธิ์ต่างๆ
๑. สาหัตถิกะ หมายถึงกระทำการลักทรัพย์หรือฉ้อโกงด้วยตนเอง หรือคิดแล้วก้ทำของตนเอง การกระทำดังนี้ อกุศลมีกำลังมาก
๒. อาณัตติกะ หมายถึง การลักทรัพย์หรือทำทุจริตในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นนั้น เมื่อเป็นคดีความในโรงศาล ผู้กระทำผิดอาจจะพ้นความผิดไปได้ เพราะหลักฐานพยานอ่อนฟังไม่ได้ จำเลยจึงได้ถูกปล่อยตัวไป แต่ในหลักของธรรมชาติแล้วจะหลีกหนีพ้นไปไม่ได้ ไม่มีหนทางหลีกเลี่ยงเลย แม้จะอ้างพยานอย่างไรก็ตาม
การใช้ให้คนอื่นลักทรัพย์โดยการสั่งด้วยวาจา หรือสั่งไว้ด้วยตัวหนังสือ หรือแม้จะทำกิริยาอาการบุ้ยใบ้ให้อีกผู้หนึ่งรู้ความหมาย ก็ได้ชื่อว่าลักทรัพย์หรือฉ้อโกงด้วยเหมือนกัน โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:28:47 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 3
๓. นิสสัคคิยะ ในข้อนี้หมายถึง การใช้อุบายเพื่อให้ได้ทรัพย์มาโดยประการต่างๆ โดยทำให้ผู้อื่นหลงผิด เช่น ทองดีที่แกล้วทำตกไว้แล้วเก็บได้ให้ผู้อื่นเห็นด้วยกัน เมื่อผู้ที่เห็นเผลอก็หลอกเอาทองเก๊ให้ไป โดยแลกเอาเงินมาในราคาต่ำกว่า หรือเอาของที่ต้องเสียภาษีออกนอกเขตความคุ้มครองของตนเพื่อเลี่ยงภาษี
๔. ถาวระ เป็นการได้ทรัพย์มาโดยใช้เวลานาน เช่น การสั่งพรรคพวกหรือลูกน้องเอาไว้ว่า ถ้าได้โอกาสเมื่อใดแล้วให้ลักทรัพย์นั้นมา หรือให้ทำลายทรัพย์อันนั้นเสีย แม้จะกินเวลานานสักเท่าใดก็ตาม ก็ได้ชื่อว่า อทินนาทานได้
๕. วิชชามายะ หมายถึงการใช้เวทมนต์คาถา ทำให้เจ้าของทรัพย์เผลอสติหรือหลงใหลไปชั่วคราว แล้วหยิบทรัพย์นั้นมาให้ตน ใช้คาถาหรืออำนาจจิตบังคับให้เจ้าของทรัพย์หลับ แล้วจึงทำการลักทรัพย์โดยสะดวก เป็นวิชาการอันหนึ่ง แต่ไม่ถึงอภิญญา
๖. อิทธิมยะ ได้แก่การใช้อิทธิฤทธิ์ต่างๆ แต่ต้องไม่ใช่ในข้อ ๕ คือวิชชามยะ ในข้อนี้ก็อาจจะมีผุ้สงสัยข้องใจอยู่ในข้อที่ว่า ผู้มีอิทธิฤทธิ์แล้ว ยังกล้าทำการที่เรียกว่าอทินนาทานทีเดียวหรือ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:29:57 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 4
ความจริงผู้มีฤทธิ์นั้น ย่อมไม่กล้ากระทำอทินนาทานชนิดที่เป็นโลกวัชชะ คือ การกระทำที่ชาวโลกเขาติเตียน หรือมีโทษในทางโลก แต่เป็นการกระทำที่จะก่อประโยชน์ให้เกิดขึ้น แล้วเจ้าของทรัพย์ก็ไม่มีความเสียหายแต่ประการใด สำหรับอิทธิมยะนั้นก้ได้แก่ผู้ที่มีความสำเร็จได้ อภิญญา คือความรู้พิเศษ ต้องได้ฌานเสียก่อน
ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ โทณพราหมณ์ที่ทำการตวงแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๘ ประเทศ ในระหว่างที่ทำการตวงอยู่นั้น ได้ยักยอกเอาพระเขี้ยวแก้วเบื้องบนข้างขวาไปใส่ไว้ในมวยผมของตน เทวดาผู้ใหญ่องค์หนึ่งมองเห็นพระเขี้ยวแก้วนั้น ก็เลยเอาไปจากมวยผมของพราหมณ์อีกต่อหนึ่ง แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ ณ ชั้นดาวดึงษพิภพ เรียกว่า เจดีย์จุฬามณี
การกระทำการลักทรัพย์ หรือเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนที่เรียกว่า อทินนาทานนั้น ก็คล้ายๆ กับปาณาติบาต คือการฆ่าสัตว์ ในข้อที่ว่า แบ่งออกเป็นมหาสาวัชชะ อันหมายถึงการกระทำอทินนาทานที่มีโทษมาก และอัปปสาวัชชะ ได้แก่การกระทำอทินนานทานที่มีโทษน้อย คือ ทรัพย์จำนวนมากย่อมมีโทษมากกว่าทรัพย์จำนวนน้อย ทรัพย์ของพระหรือเณรผู้มีศีลก็ย่อมมีโทษมากกว่าทรัพย์ของฆราวาสที่ไม่มีศีล และทรัพย์สมบัติของพระอริยบุคคล ก็ย่อมจะมีโทษมากกว่าปุถุชน เป็นต้น
เรื่องของปาณาติบาตกับอทินนาทานนั้น มีรายละเอียดแยกย่อยออกไปอีกเป็นอันมาก เมื่อท่านนักศึกษาได้ศึกษาถึงปริจเฉทที่ ๕ แล้ว จึงควรจะได้ศึกษารายละเอียดเหล่านั้นต่อไป ในขณะนี้กำลังศึกษาเพียงปริจเฉทที่ ๑ ผมก็คิดว่า พอให้ได้เห็นรูปร่างหน้าตา หรือพอเป็นเค้าโครงที่จะวาดภาพเข้าไปถึงการกระทำเหล่านี้ได้แล้ว ในสัปดาห์หน้าผมก็จะได้มาแสดงอกุศลกรรมบถที่ยังเหลืออยู่ต่อไป โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:30:19 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 5
ถาม การที่เราลงมือฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง กับการที่เราสั่งให้คนอื่นฆ่านั้น ท่านอาจารย์คิดว่า ผลของอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นขะมากน้อยกว่ากันหรือไม่
ตอบ ผมจะคิดว่าอย่างไรตามใจชอบนั้นไม่ได้ แต่การตัดสินในการกระทำใดๆ จะต้องประกอบด้วยหลักการและเหตุผลตามสภาวธรรม ผมจะได้ยกหลักการและเหตุผลขึ้นมาวางให้ท่านได้เห็น แล้วจะได้ถือเป็นหลักตัดสินต่อไป
ในการฆ่าสัตว์นั้น บาปจะมากหรือน้อย ก็อยู่ที่กำลังแรงของเจตนา ถ้ามีเจตนามีกำลังมาก บาปก็มาก เจตนามีกำลังน้อย บาปก็น้อย
ในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้น จะต้องถือเอากำลังของความพากเพียรมากกับความพากเพียรน้อย เช่น การกระทำต่อเนื่องกันยาวนานกว่าการฆ่าที่สำเร็จลงอย่างง่ายดาย นอกจากนั้นยังต้องดูสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก สัตว์ที่มีประโยชน์มากหรือสัตว์ที่มีประโยชน์น้อยเหล่านี้ป็นต้น
การฆ่าสัตว์ด้วยตนเองกับการใช้ให้คนอื่นฆ่านั้น ถ้าจะว่าโดยองค์แล้ว ก็ย่อมจะครบองค์เหมือนๆ กัน ตามที่ผมได้บรรยายมาแล้วแต่ต้น คือสัตว์นั้นมีชีวิต รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่า พยายามฆ่า สัตว์นั้นได้ตายลงเพราะความพยายามนั้น ด้วยเหตุดังแสดงมานี้ ก็ย่อมจะเห็นได้ว่า ผู้ฆ่าเอง กับการสั่งให้คนอื่นฆ่านั้น ก็กระทำปาณาติบาตครบองค์กรรมบถด้วยกัน
อย่างไรก็ดี ถ้าว่าตามสภาวธรรมโดยแยกแยะจิตออกเป็นลำดับแล้ว กำลังแรงในการกระทำของทั้ง ๒ คนนั้นก็คงจะไม่เท่ากัน ผู้กระทำการฆ่าเอง จิตย่อมจะสั่งการงานติดต่อกันเป็นลำดับ กำลังของเจตนาก็จะเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นลำดับไปเหมือนกัน เช่น ตั้งแต่เดินไปหยิบมีด เดินไปหยิบชามมาใส่เลือด เดินไปจีบไก่ เอามีดเชือดที่คอของไก่ เห็นไก่เลือดไหลออกมาแดงฉาน เห็นไก่ดิ้นพราพๆ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสด้วยน้ำมือของตนเอง
ถึงแม้ว่าจะครบองค์กรรมบถด้วยกันก็ตาม การฆ่าด้วยตนเองก็ย่อมจะมีกำลังมากกว่า ด้วยเหตุดังกล่าว ถ้าอกุศลกรรมปาณาติบาตนี้เป็นชนกกรรม คือนำเกิดในชาติหน้าแล้ว ผู้ฆ่าสัตว์เองก็จะต้องไปปฏิสนธิในนรกเบื้องต่ำคือก้นบึ้ง ผู้สั่งให้ผู้อื่นฆ่าครบองค์กรรมบถเหมือนกันก็จะหนีจากนรกไปไม่พ้น แต่ก็จะเป็นนรกที่ถัดขึ้นมา ดังนี้เป็นตัวอย่าง โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:30:54 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 6
ถาม ถ้าเราไปซื้อเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าแล้ว แช่นหมูเป็นต้น มาใฃ้เป็นอาหาร จะเกิดอกุศลประการใดหรือไม่ จะเป็นอกุศลกรรมบถครบองค์ได้หรือประการใด มีคนชอบพูดกันว่า บาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่ที่คนกิน เพราะถ้าไม่มีใครไปซื้อก็จะไม่มีใครฆ่าให้สัตว์นั้นต้องตาย
ตอบ เมื่อเอาคำว่า ซึ่งหมายถึงกรรม คือการกระทำออกมาวางไว้แล้ว พิจารณาให้ดีๆ ก้ย่อมจะเห้นได้ว่า ผู้กินเนื้อสัตว์ทั้งหลายมิได้มีความจงใจโดยตรงเลย เพราะจะพูดว่าซื้อหมู ซื้อเนื้อนเฉยๆ มิได้เกี่ยวกับการฆ่าเลย ในเรื่องที่คล้ายๆ กันนี้ ผมเคยได้รับคำถามมาแล้วรื่องหนึ่ง ถ้ายกขึ้นมาอีกสักครั้ง ก็คงจะทำให้ท่านนักศึกษาเข้าใจเรื่องเจตนามากขึ้น
เคยมีผู้ตั้งคำถามและเสนอความคิดเห็นแก่ผมว่า เทียนขี้ผึ้งนั้นเอามาจากรังของผึ้ง การที่เราจุดเทียนทุกๆ ครั้ง ก็เท่ากับว่าเราได้เบียดเบียนสัตว์ เพราะถ้าไม่มีใครจุดเทียนเลยก็จะไม่มีใครไปตีผึ้งเอามาทำขี้ผึ้ง ท่านผู้ถามเสนอความเห็นว่า พวกเราควรจะจุดน้ำมันมะพร้าวกันดีกว่า จะได้ไม่เป็นบาปเป้นกรรมต่อไปในภายภาคหน้า
ในเรื่องนี้ ได้มีนักศึกษาถกเถียงกันหลายท่าน บางท่านก็คัดค้าน บางท่านก็สนับสนุน ดูท่าว่าจะจบลงได้ยากเสียแล้ว เพราะต่างก็แสดงความคิดเห็นกันไปมากมาย โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:31:18 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 7
ผู้จุดเทียนทั้งหลาย จุดเทียนมากมายเท่าใดๆ ก็ไม่เคยนึกถึงตัวผึ้งหรือการตีผึ้งแม้แต่สักครั้ง การที่เรานึกถึงตัวผึ้ง แล้วว่ามันเป็นเจ้าของขี้ผึ้งนั้น เป็นการนึกคิดขึ้นมาใหม่ ย้อนเข้าไปในเรื่องของอดีต เจตนาที่เกี่ยวกับการจุดเทียนมิได้เกี่ยวเข้าไปในการเบียดเบียนสัตว์เลย ถ้าจะเป็นก็พยายามคิดให้มันเป็น ด้วยเหตุดังนี้ จึงไม่มีอกุศลเกิดขึ้นจากการจุดเทียนขี้ผึ้งเลยอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี เจตนาในขณะที่กำลังซื้อเนื้อสัตว์อยู่นั้น ก็ย่อมจะมีอกุศลจิตปะปนอยู่บ้าง แล้วแต่ความรู้สึกในขณะนั้นว่าอย่างไร อกุศลก็จะเกิดขึ้น ณ ที่นี้ เช่นในการเจาะจงเป็นต้น ยิ่งไปสั่งผู้ขายหรือกำหนดกับผู้ขายเอาไว้ว่า เอาหมู ๑ ตัว เอาเนื้อ ๑ ขา เอาไก่ ๕ ตัว แล้วนัดว่าจะมารับในวันนั้นวันนี้ การสั่งดังกล่าวก็จะกลายเป็นการฆ่าสัตว์ที่สั่งด้วยวาจาไป
หญิงคนหนึ่งมาจ่ายตลาด ครั้นมาถึงหน้าร้านคนขายปลาที่เขาขังเอาไว้ในถาด เห็นปลานั้นกำลังเป็นๆ อยู่จึงไม่กล้าแวะเข้าไปได้แต่มองดู เพราะกลัวว่าคนขายจะฆ่าต่อหน้าตน จึงได้เลยไปซื้อของอื่นๆ เสียก่อน ครั้นกลับมาปลาก็ได้ถูกหักคอตายไปแล้วนอนกลิ้งอยู่ จึงได้ตกลงซื้อขายกัน ได้เคยปฏิบัติเช่นนี้มาหลายครั้งแล้วจนเป็นที่เข้าใจกันดีทั้ง ๒ ฝ่าย เรื่องดังกล่าวมา ถ้าจะปฏิเสธว่าผู้ซื้อมิได้สั่งให้ฆ่า ผู้ขายฆ่าเองต่างหาก ดังนี้แล้ว ก็เป็นการปฏิเสธที่ฟังไม่ขึ้น ถ้าว่าตามสภาวธรรมแล้ว ก็จะต้องคำนึงถึงว่าในขณะที่มองเห็นปลากำลังดิ้นอยู่นั้น ตนคิดอย่างไร เมื่อเดินออกไปซื้อของอื่นนั้นทราบหรือไม่ว่า ผู้ขายเขาจะฆ่าปลาเตรียมเอาไว้ให้ อกุศลกรรมจะเกิดหรือไม่ก็อยู่ที่ตรงเจตนา จะแก้ตัวว่าตนไม่ได้สั่งจะได้หรือไม่
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [1 ก.พ. 2549 , 13:31:41 น.] ( IP = 203.172.117.69 : : )
สลักธรรม 8วันนี้ได้รับทราบความละเอียดละออของเรื่องอกุศลกรรมที่ท่านอาจารย์อธิบายมากครับ เช่นคำว่า.. เถยยเจตนา คือเจตนาในการที่จะได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาโดยมิชอบครับท่านอาจารย์
จึงเกิดรู้สึกเป็นห่วงพฤติกรรมการกระทำของเพื่อนร่วมทุกข์อย่างมากเลยครับ แม้กระทั่งตัวของผมเองครับ เพราะโอกาสพลาดไปในการคิดที่ผิดไปจากความจริงตามที่อาจารย์อธิบายมานั้น มีมากเหลือเกินครับ โดยถือเอาเองว่าเป็นของเรา เช่นเราเป็นผู้หามา ทั้งๆที่เป็นของส่วนร่วมครับ
และผมจะตั้งใจรักษาดูแลชีวิตที่เป็นอยู่ให้รอบคอบกว่านี้ครับผม กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับที่ได้อธิบายความจนลึกซึ้งเข้าใจมากเลยครับ.
กราบระลึกในพระคุณของท่านอาจารย์ไว้เหนือเกล้าครับ.
![]()
![]()
โดย พี่เณร [1 ก.พ. 2549 , 16:21:35 น.] ( IP = 58.8.106.219 : : )
สลักธรรม 9ได้รายละเอียดมากขึ้นค่ะ จากการอ่านอกุศลกรรมบถข้อ 2..อทินนาทาน
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะโดย เซิ่น [1 ก.พ. 2549 , 22:37:41 น.] ( IP = 61.91.127.153 : : )
สลักธรรม 10,font color = blue size=4>กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ในอกุศลข้อนี้แล้ว เห็นปโยคะในแต่ละรูปแบบ กับเจตนาของการกระทำแล้ว ทำให้นึกถึงผลที่จะเกิดในภายหน้าโดย น้องอุ๊ [2 ก.พ. 2549 , 14:14:50 น.] ( IP = 61.47.102.115 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |