| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เครื่องกลั่นกรองธรรม
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1บิดา มารดา รักบุตรหลาน บุตรหลานรักบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย สามีภรรยารักใคร่ชอบใจในกันแลกัน เรื่องเหล่านี้ เป็นสัญชาติญาณของสัตว์โลกย่อมมีได้ทั่วไป แต่ยังไม่ได้จัดเข้าในเกณฑ์ของการกลั่นกรองธรรม แต่ผู้ใดที่มีความรักใคร่ หรือเคารพนับถือในผู้มีพระคุณ หรือมีหิริโอตัปปะอยู่ในใจ แล้วงดเว้นจากความชั่วบาปกรรมนั้นๆ เพราะกลัวความดีของตนจะเสื่อมเสียไป ผู้นั้นจัดได้ชื่อว่า เป็นผู้ก้าวขึ้นสู่ขั้นความเจริญแล้ว
ศีล จัดเป็นเครื่องสำหรับกลั่นกรองคน ออกจากสัญชาตญาณของสัตว์ทั่วไปได้ดีที่สุด เพราะว่าสัญชาตญาณของมนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย ที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นมูลฐาน แล้วก็อิจฉา ริษยา ฆ่าฟัน บั่นทอนกำลังของผู้อื่น เพื่อจะยื้อแย่ง หยิบฉวยเอาเนื้อหนังแลทรัพย์สิ่งของของคนอื่นมาเป็นของตัว ไม่คิดถึงความชั่วช้าสามานย์ในการกระทำอันเป็นบาปกรรมนั้นเลย
ศีล
ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องกลั่นกรอง อย่างหยาบ ก็ยังได้ชื่อว่า ละบาป ทางกาย แลวาจา ซึ่งปรากฎออกมาแก่สายตาของสามัญชนทั่วไป เช่น งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ถึงใจยังปรารถนา อยากได้เนื้อของเขามาบริโภคอยู่เพื่อชีวิตของตัว แต่เมื่อนึกถึงศีลข้อนี้แล้วกาย แลวาจา ไม่กล้าจะลงมือทำได้ ท่านก็ไม่จัดว่าศีลขาด เพราะไม่พร้อมด้วยองค์สาม คือกาย วาจา แลใจ ศีลข้ออื่นๆทั้งศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ แลศีล ๒๒๗ ของภิกษุก็ใน ทำนองเดียวกันนี้ ศีล จึงได้ชื่อว่าเป็นเครื่องกลั่นกรองของไม่ดี ออกไปจากกาย วาจา ได้ชั้นหนึ่งโดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:14:01 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 2
อนึ่ง บางคนรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นผิดจากศีลแล้วไม่ยอมละการกระทำชั่วนั้น หรือละได้แล้วเป็นครั้งคราวแล้วกลับทำอีก เช่นการดื่มเหล้า ก็เข้าใจดีอยู่แล้วว่าผิดศีลข้อห้า เมื่อถึงเวลาพระเข้าพรรษาก็เข้าบ้างพอออกแล้ว ยิ่งดื่มหนักกว่าเก่า คล้ายๆกับว่าดื่มเหล้าบาปแต่ในฤดูเข้าพรรษา ก็เข้าบ้างออกพรรษาแล้วไม่บาปเลยดื่มทดแทนในพรรษาเสียให้คุ้ม อย่างนี้เรียกว่าเครื่องกรองขาด ใช้ไม่ได้ ผู้มีศีลตามภูมิของตนๆจะสมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม ก็จัดได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเครื่องกรองมาใช้แล้ว
สมาธิ ได้แก่ การหัดใจให้สงบจากอารมณ์ต่างๆ จะด้วยการใช้บริกรรม นึกแต่ในใจว่าพุทโธ ๆๆ หรืออรหังๆๆ มรณังๆๆ บทใดบทหนึ่งก็ได้ หรือบทบริกรรมนอกเหนือไปจากนี้ก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่จะชอบใจ คือเมื่อบริกรรมแล้ว จิตสงบ สบาย โล่งดี ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ให้เอาบทเดียว อย่าไปเอาโน่นบ้าง นี่บ้าง ใช้ไม่ได้ ในขณะที่กำลังบริกรรมอยู่นั้น ให้ตั้ง สติ ประคอง จิต (คือผู้รู้สึก หรือผู้นึกคิด) ให้แน่วอยู่ที่คำบริกรรมนั้นแห่งเดียว กลั่นกรองเอาความคิด ความนึก ที่นอกเหนือจากนั้น สละทิ้งหมด เช่น คิดนึกส่งส่าย หรือทะเยอทะยานอยากโน่นอยากนี่แม้แต่จิตที่จะแว่บออกไปจากเอกัคคตารมณ์ ก็อย่าให้มี ปลิดทิ้ง สละให้หมด อย่าให้มีเหลือไว้ ณ ที่นั้น ให้คงยังเหลืออยู่แต่ เอกัคคตาจิต คือ จิตที่ปราศจากความกังวล วุ่นวาย ส่งส่าย แล้วสงบสุขเย็นอยู่เฉพาะมันคนเดียว
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:17:23 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 3เมื่อเราฝึกหัดจิตให้ได้อย่างนั้นแล้ว เราก็จะเห็นตัวจิตได้ชัดทีเดียวว่า จิตแท้จริงไม่มีอะไรที่มีเรื่องยุ่งเหยิง และวุ่นวายเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ นั้นมิใช่จิต แต่จิตไปรับเอาเรื่องภายนอกจากจิตมาประสมโรงต่างหาก แล้วจิตก็ไปเดือดร้อน โวยวาย โน่นนี่ แล้วอยากหนีจากความเดือดร้อนวุ่นวายนั้นๆ
จิตนี้ชอบกล ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัด ยิ่งมัดยิ่งผูกให้แน่นตึงเข้าไปทุกที หากเรานิ่งเฉยเสีย ถึงมันจะไม่หลุด แต่มันก็ไม่รัดให้เดือดร้อนเกินไป
ปัญญา เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนไม่เลือกชั้น ไม่ว่าไพร่ ผู้ดี มี จน ย่อมปรารถนาด้วยกันทั้งนั้น ถ้าได้ทราบว่า คนนั้น คนนี้ แม้จะไม่ใช่ลูกหลานเหลน หรือญาติมิตรของเราก็ตาม ว่าเขาเป็นผู้ดีมีปัญญา เฉลียวฉลาดแล้ว ก็จะแสดงความสนใจเป็นพิเศษในบุคคลนั้น อย่างน้อยก็อยากจะดูว่าหน้าตาเขามีลักษณะท่าทีเป็นอย่างไร
บางคนทั้งๆที่ตนก็สนใจอยู่กับเรื่องปัญญานั้น แล้วก็ใช้ปัญญานั้น ซึ่งมีประจำอยู่ในตัว เท่าทีมีอยู่ แต่ก็หาได้รู้ไม่ว่า ปัญญามีลักษณะและคุณประโยชน์อย่างไร คนชนิดนี้ คิดๆดูแล้วก็น่าขบขัน และคนที่น่าขบขันยิ่งกว่านั้นก็คือ.. ผู้ที่ไม่รู้จักลักษณะของปัญญา และปัญญานั้นก็ไม่มีในตนเสียด้วย แต่อยากจะแสดงภูมิปัญญาให้ปรากฎแก่สายตาของคนอื่น
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:25:09 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 4ปัญญามีชื่อหลายอย่างต่างๆกัน และชื่อเหล่านั้นไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ต้นบัญญัติ แลบัญญัติมาแต่เมื่อไร จะมีความหมายเหมือนคนปัจจุบันนี้เข้าใจหรือไม่ ก็ไม่ทราบ ปัญญา วิชชา เมธี ญาณ เป็นต้น เหล่านี้เป็นชื่อของปัญญาทั้งนั้น
พระพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงเปล่งอุทาน ครั้งทรงแสดงปฐมเทศนา พระธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร เพื่อยืนยันความตรัสรู้ของพระองค์แก่พระปัญจวัคคีย์ว่า...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ(คือดวงตา ปัญญาเห็นธรรม) ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่วในธรรม ทั้งหลาย ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา วิชชา ความรู้แจ้ง แสงสว่าง ไม่มีเครื่องปกปิดในธรรมทั้งหลายว่า นี่ทุกข์ นี่สมุทัย นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา โดยที่เรามิได้ฟัง ได้เรียนมากับใครเลยแต่ก่อน
หมายความว่า ปัญญาจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ทั้ง ๕ นี้ เป็นชื่อปัญญาญาณ เครื่องตรัสรู้ของพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า โดยมิได้เคยได้ยิน ได้ฟังได้เรียนมาจากใครๆเลย แต่มาปรากฎขึ้นในพระทัยอันบริสุทธิ์ของพระองค์เอง ฉะนั้น พระองค์จึงทรงอุทานขึ้นด้วยความกล้าหาญ เบิกบาน อย่างนั้นโดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:29:07 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 5ปัญญาญาณ ทั้ง๕ เป็นต้นนั้น ของพระพุทธเจ้า อาจมีความหมายผิดกันบ้าง หาไม่แล้วคงจะพูดคำเดียวตรัสคำเดียวก็พอ ภาษาคำพูดสมัยสองพันกว่าปีมาแล้ว นำมาใช้ในสมัยนี้ อาจตีความหมายผิดกันไปบ้าง ยิ่งภาษาคนละภาษากัน ก็ยิ่งจะห่างกันไม่มาก หากเราจะนำเอามา อธิบายสู่กันฟัง พอเข้าใจกันง่ายๆเห็นจะได้แก่
เมื่อพระองค์ทรงดำเนินตามพระอริยมรรค อันมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องดำเนินอยู่ มีสัมมาสมาธิเป็นหลักหนักแน่น มีสัมมาสติ เป็นผู้ควบคุมแล้ว ความรู้ทั้ง ๕เป็นต้นนั้น ก็เกิดขึ้น ณ ที่นั้น จักษุ เกิดขึ้น
เหมือนคนตาบอดมาแต่กำเนิด เมื่อมาถูกยาดีเข้า ตาเลยสว่างมองเห็นสิ่งรอบๆตัวด้วยความปีติยินดียิ่งเหลือประมาณ เมื่อตาสว่างแล้ว ญาณ คือความรู้เห็นสิ่งต่างๆจนไม่มีขอบเขต จนเป็นเหตุให้เกิดความตื่นเต้น แล้วก็เกิด ปัญญา เข้ามาสกัดวงล้อมเอาไว้ อยู่ในขอบเขตของเหตุผล ดี ชั่ว ควร แลไม่ควร เป็นต้น วิชชา ความฉลาดเฉียบแหลม รู้จริงเห็นจริง ในสิ่งนั้นๆในธรรม ธรรมก็ผุดโผล่ขึ้นมาเป็นเครื่องตัดสิน อโลโก ความสว่างสิ้นสงสัย ในเหตุปัจจัย แลในธรรมนั้น ก็เกิดขึ้นในที่สุด
นี่เป็นข้ออุปมาอุปมัยของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ไม่รับรองว่าถูกต้องทั้งหมด ที่นำมาอุปมาอุปไมยนี้ก็พอเป็นแนวความคิดของนักศึกษาเท่านั้น ข้ออุปมาอุปมัยใครๆก็ทราบดีอยู่แล้วว่า มิใช่ของจริง เมื่อเราจะนำเอาของจริงนั้นมาพูดให้ตรงๆไม่ได้จึงใช้อุปมาอุปไมย เพื่อไขข้อความนั้นให้กระจ่างออกไป ฉะนั้นข้ออุปมาอุปไมยนั้น อาจถูกก็ได้ ผิดก็ได้ ทั้งสองอย่างโดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:34:32 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 6ชื่อเหล่านี้ คือ ปัญญา วิชชา เมธี ญาณ สองอย่างเบื้องต้นเป็นชื่อของความรู้ คือปัญญา ความรู้รอบ รู้ทั่วไป ไม่เลือก เป็นปัญญาที่เป็นรากฐาน เมื่ออบรมปัญญานี้ให้เจริญก้าวหน้า วิชชา ความรู้แจ้งในประเภทของความรู้นั้นๆก็เกิดมีขึ้น
สำหรับนักปฏิบัติแล้ว เมื่อปฏิบัติกันจริงๆแล้วเรื่อง ปริยัติ ไม่คำนึงถึงเลย ปริยัติจะว่าอย่างไรก็ช่าง ตั้งหน้าตั้งตาลงมือปฏิบัติไปอย่างเดียว ปฏิบัติก็เพื่อละ สัญญา สังขาร ไม่ให้มีเกี่ยวข้องอยู่ในจิต ถ้ามีสัญญา สังขาร อยู่ในจิตแล้วภาวนาก็จะไม่เกิดเลย เมื่อภาวนาเป็นไปได้ที่แล้ว นั่นแหละ จึงเอาปริยัติมาพิจารณา แล้วก็ถูกต้องได้อย่างดี ทุกประการ ทั้งชัดเจนขึ้นในใจของตนเองด้วย ที่เรียกว่า ปริยัติกับปฏิบัติแยกกันนั้น มันแยกกันตรงนี้
ถ้าผู้ที่ไม่มีปริยัติเสียเลย ไม่ได้เรียนปริยัติมาก่อน เรียนมาเล็กๆน้อยๆ จากครูบาอาจารย์มาพอปฏิบัติเท่านั้น เมื่อปฏิบัติถูกต้องเป็นไปแล้ว จะมีความรู้เกิดขึ้นในตัวเอง ก็จะเป็นบท เป็นบาทสั้นๆ เช่น
เกิดขึ้นว่าสมถะ คือความสงบ ....วิปัสสนา คือความรู้แจ้ง ดังนี้ เป็นต้น แต่ความรู้อันนั้นเป็นของมีค่ามาก ชัดเจนแจ่มแจ้งมาก เกิดขึ้นแล้ว ตลอดชีวิตจะไม่ลืมเลย
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:37:56 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 7
ผู้ที่ได้เรียนปริยัติมาก่อน แล้วปฏิบัติ ย่อมได้เปรียบคนที่ไม่ได้เรียน ตรงที่แตกฉาน ฉลาดมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เรียน แต่ผู้เรียนปริยัติมากนั้น ปฏิบัติไม่ค่อยได้ผล เพราะมัวแต่ติดอยู่กับปริยัติ หรือปฏิบัติเป็นไปแล้วแต่สมาธิไม่แน่นหนา เมื่อนำเอาปริยัติมาพิจารณา มักจะส่งออกไปนอก ปฏิบัติเลยเสื่อม ทีหลังทำสมาธิไม่ได้ หรือไม่ยอมเชื่อเอาดื้อๆว่า สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาได้แท้จริง
สมัยพุทธกาล ท่านมีบุญบารมีมาก เช่นอย่างพระราธะ เมื่อก่อนเคยเป็นคนอาศัยเศษข้าววัดเลี้ยงชีพ อยากจะบวชพระใครก็ไม่บวชให้ พระสารีบุตรท่านรับไปบวชให้ เพราะมีบุญคุณแก่ท่านด้วยการเคยตักบาตรให้ท่านเพีงทัพพีเดียวเท่านั้น เมื่อบวชแล้วก็ไม่นานได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ท่านก็คงไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรมากนัก นอกจากจะเรียนพระกรรมฐานทั้ง๕ มี เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ที่ พระอุปัชฌาย์ท่านสอนให้นั้น ใจเลื่อมใสศรัทธายิ่งในกรรมฐานนั้น เลยได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
บางองค์เรียนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพระคาถาเดียวสามเดือนล่วงไปแล้วก็ไม่จำ เช่นอย่างพระจุลลบันถกะ พระมหาบันถกะผู้พี่ชาย เห็นทื่อนัก จำอะไรไม่ได้ จึงขับส่ง พระพุทธเจ้าจึงทรงรับมาสอนเอง มันยากนัก เรียนมากไม่ได้ ก็เรียนเอาบาทเดียว ว่า รโช หรณํ รชํ หรติ แล้วทรงประทานผ้าท่อนเก่าๆให้ท่อนหนึ่ง แล้วท่านก็ท่องไป ขยี้ผ้าไป เลยได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วปรากฎว่าท่านเป็นผู้มีฤทธิ์มาก แสดงท่านองค์เดียวให้เห็นพันองค์โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:43:46 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 8
มนุษย์คนเราที่เกิดมาในโลกนี้ ได้ชื่อว่าได้มรดกอันล้ำค่า เพราะเราได้ร่างกายอันนี้เปล่า ไม่ได้ซื้อไปหามาจากที่ไหน คลอดออกมาก็สำเร็จรูปมาพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นแต่บำรุงให้เติบโต แล้วก็ใช้ได้เลย จะใช้ให้ทำอะไรก็ได้ มีไว้พร้อมทุกอย่าง
เช่น จะทำอะไรก็มีกายไว้รับรองไว้พร้อม จะทำมาค้าขาย เกษตรกรรม แลรับราชการเป็นเจ้าเป็นนายใหญ่โตก็ได้ เป็นเศรษฐี เป็นนักเลงฆ่าฟันกันก็ได้ ล้วนแล้วแต่กายนี้กระทำทั้งนั้น บิดา มารดา ให้พร้อมแล้ว ไม่ต้อง ไปยืมคนอื่นมาทำให้ เราทำเองได้สำเร็จเลย เมื่อจะใช้เสียงพูดให้คนอื่นเขาได้ยิน ก็มีปากไว้ให้พูด ไม่ต้องใช้ลำโพง มีลิ้นพร้อมแล้วในตัว จะพูดค่อย พูดดังก็ได้ จะพูดอ่อนหวาน เสนาะเพราะโสต ให้คนหลงตายก็ได้ จะพูดกระทบกระแทก แดกดัน จนคนมองไม่ได้ก็ได้ ตา หู จมูก แลกายอันนี้ ล้วนแต่สื่อแสดงให้คนอื่นดู ให้เห็นว่าของเราเป็นของน่ารัก แลน่าเกลียดทั้งนั้น
ส่วนภายใน ยิ่งพิสดารยิ่งกว่านัก ถึงแม้จะไม่แสดงออกมาภายนอกให้เห็นก็ตาม แต่มันทำตามอัตโนมัติของมันเอง เช่น อาหารที่เราส่งเข้าไป ในช่องมุขททวารปากเมื่อกลืนเข้าไป พ้นลำคอเข้าไปแล้ว ก็หมดเรื่องของเรา ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของภายในที่จะจัดการของมันเอง แล้วก็จัดการได้ดีเสียด้วย อาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารหวาน คาว เผ็ด เค็ม หรือของอะไรก็ตาม ที่จะนำไปหล่อเลี้ยงร่างกายแล้ว จำเป็นจะต้องใส่เข้าไปในปากนี้ทั้งนั้น เมื่อเข้าไปแล้ว เครื่องจักรทั้งสี่ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ยังทำงานเป็นปกติอยู่ จะบดให้ละเอียด ย่อยละลายกระจาย แล้วนำไปเลี้ยงๆส่วนต่างๆทั่วสรรพางค์กาย ตั้งแต่พื้นเท้า ตลอดถึงศีรษะ สิ่งที่เป็นดิน แข็งขันก็นำไปหล่อเลี้ยงเพิ่มเติม ไม่ให้สึกหรอ เป็นต้นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น เป็นต้น สิ่งที่เป็นน้ำเหลวๆก็นำไป หล่อเลี้ยงที่เป็นน้ำด้วยกัน เช่น น้ำดี น้ำเสลด น้ำเลือด น้ำเหลือง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ แต่ละอย่างย่อมมีลักษณะต่างๆกัน จักรทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ย่อมจัดการนำไปหล่อเลี้ยงให้ ตามต้องการทุกอย่าง ดีไม่มีใครเหมือน.
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:48:23 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 9ถึงแม้มนุษย์ ในโลกนี้ จะสร้างจักรกลไกได้ดีสักปานใด ถ้าจักรทั้งสี่ตัวนี้ไม่มีทำงานเสียแล้ว มนุษย์จะสร้างจักรกลไกไม่ได้เด็ดขาด มนุษย์สรรหาโลหะ ของแข็ง จนกระทั่ง หล่อหลอม ด้วยไฟมาทำถึงขนาดนั้นก็ยังแพ้ จักร๔ ของมนุษย์ ซึ่งบุญ-กรรมก่อสร้างมาด้วยเนื้อหนังมังสัง ซึ่งเป็นของอ่อนนิ่ม จักร ๔ นี้ใช้ได้ทนทานบางเครื่องใช้ได้ตั้งเป็น ๗๐ -๘๐ ปีก็มี จึงได้ชื่อว่า... เป็นมรดกอันล้ำค่า เมื่อจักรภายใน อันนี้ยังเป็นไปอยู่ จักรภายนอก คืออิริยาบถทั้งสี่ จะหมุนไปตลอดเวลา
ของทั้งหลายเหล่านี้ ที่อธิบายมานี้ มีอยู่ในกายเรานี้ทั้งหมด ล้วนแต่เป็นมรดกอันล้ำค่า โดยที่เรามิได้แลกเปลี่ยนซื้อหาแต่ไหนเลย หากเกิดเอง เป็นเอง มีมาพร้อมทุกอย่าง จะซื้อขายกันก็ไม่ได้ สัพพวัตถุสิ่งของ มีเพชร นิล จินดา แก้ว แหวน ของมีค่า เป็นต้น เวลาจนเข้า เราก็ยังเอาไปขายเพื่อแก้จนได้ แต่ของในกายเราที่ว่านี้ จะจนแสนจน ไม่เคยเห็นใครเอาไปวางตลาดขายเลยสักคนเดียว ถึงแม้จะมีคนเอาไปวางตลาดขายก็ไม่มีใครซื้อเหมือนกัน เพราะไม่ทราบว่า จะเอาไปทำอะไร เพราะทุกๆคนต่างก็มีด้วยกันพร้อมแล้ว.โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:52:26 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )
สลักธรรม 10ส่วนมรดกอันล้ำค่า ยิ่งกว่านั้น ซึ่งมนุษย์คนเรามองเห็นได้ยาก คือคุณธรรม ซึ่งมีพร้อมแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกัน อันมีอยู่ในตัวของมนุษย์เรานี้ ตั้งแต่ปฏิสนธิเกิดมา
ซึ่งท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปฏิสนธิกถา ว่า "มาตา เปสิกสัมภโว" สัมภวธาตุของมารดา บิดาประสมกันเข้า เป็นน้ำใสๆนิดเดียว ซึ่งมองไม่เห็นด้วยสายตาเปล่า ของบุคคลธรรมดา ปฏิสนธิวิญญาณเข้ามาเกาะอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ก็หมด เรื่องของมารดา บิดา แล้ววัฒนากลายมาเป็น "กลละ" เป็นน้ำใสๆ เป็น"ฆน"เป็นก้อนเลือด แล้วแตกเป็นปัญจสาขา อย่าง คือ แขน๒ ขา๒ ศีรษะ๑
ถ้าหาก สัมภวธาตุของบิดา มารดา ไม่สมดุลกัน เช่นสัมภวธาตุอีกฝ่ายหนึ่งแดง หรือเหลือง หรือดำเสียสัมภวธาตุอันนั้นก็ประสมกันไม่ติด คือไม่มีเชื้อและมีตัวสเปอร์มาโตซัวนั้นเอง วิญญาณก็จะไม่เกาะไม่ติด คือไม่เป็นตัว
โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:55:39 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |