มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เครื่องกลั่นกรองธรรม




สิกขาสาม
เป็นเครื่องกลั่นกรองธรรมในโลกนี้



เมื่อของสะอาด กับของไม่สะอาด ปนกันอยู่ ผู้มีปัญญาปรารถนาจะเอาของสะอาด สามารถกลั่นกรองเอาของสะอาดมาใช้ได้ เหมือนน้ำที่ไม่สะอาด กลั่นกรองเอาแต่น้ำสะอาดมาบริโภคใช้สอยได้ฉะนั้น โลก กับ ธรรม เป็นของประสมโรงกันมาแต่ดั้งเดิม ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้น ผู้ที่ยังติดรสชาติของโลก ไม่รู้สึกอิ่มเบื่อ ก็เสวยนัวกันไป ผู้อิ่มแล้ว เห็นเป็นภัยร้ายแรงของชีวิต เบื่อหน่าย คลายความพอใจ ในรสนั้น ก็พยายามกลั่นกรอง แก้ไข จนสละหลุดพ้นไปได้

เครื่องกลั่นกรองของธรรม เพื่อให้ใสสะอาดจากโลกนั้น นอกเหนือจาก ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วไม่มี พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านคิดค้นหามาใช้ ได้ผลสำเร็จมาแล้วเป็นอย่างดี แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาแล้วตั้งสองพันกว่าปีก็ตาม ผู้มีปัญญาจะนำมาใช้ให้ถูกต้อง ตามวิธีการของท่าน ก็ยังได้ผลอยู่เช่นเดิม

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 14:08:44 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

ท่านกล่าวไว้ว่า คนเราเมื่อจะเกิดมา สัมภวธาตุของมารดา บิดา สมดุลกันแล้ว วิญญาณจึงมาเกาะติด จึงวัฒนามาโดยลำดับ คือ ธาตุเกิดก่อน วิญญาณจึงมาปฏิสนธิ เมื่อตาย วิญญาณดับแล้ว ธาตุจึงค่อยดับภายหลัง จะเห็นได้เมื่อวิญญาณดับ คือหมดความรู้สึกแล้ว แต่ความอบอุ่นยังมีอยู่

วิญญาณคนเรา เมื่อเข้ามาสู่ปฏิสนธิ มารดาบิดาก็หาได้รู้ไม่ วิญญาณนั้นจะต้องเป็นของภพก่อน ยึดถือในภพที่ตนปฏิสนธินั้นๆว่าเป็นของดิบของดี หาได้รู้ไม่ว่ามันจะทุกข์ เรียกว่า อวิชชา ความอยากมาเกิดในภพที่ตนปฏิสนธิอยู่นั้น เรียกว่า ตัณหา ความเข้าไปยึดเอาภพที่ตนถือปฏิสนธิอยู่นั้น เรียกว่า อุปาทาน ทั้งสามอย่างนี้คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็น กรรม ของ วิญญาณ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ มาพร้อมกันกับ ปฎิสนธิวิญญาณ แต่วิญญาณหาได้รู้ตัวไม่ ถ้ารู้ตัวแล้ว ก็ไม่ได้มาเกิดอีก

ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ กรรม ทั้งนั้น เป็นต้นว่าเมื่อปฏิสนธิวิญญาณ จิตมาเกาะกับสัมภวธาตุอันละเอียดนิดเดียว จนมองด้วยตาเปล่าไม่สามารถจะเห็นได้แล้ว

อยู่ประมาณ ๗ วัน ก็เปลี่ยนมา เป็น "กลละ" น้ำเหลวๆใสๆ ต่อจากนั้นมาประมาณ ๗ วัน ก็จะกลายมาเป็นก้อนเลือด ก้อนเนื้อ ตัวเซลล์ก็จำแนกให้เป็นปัญจขันธ์ห้า คือ ขาสองขา แขนสองแขน ศีรษะอันหนึ่ง โดยลำดับ ตลอดถึงอวัยวะประกอบชิ้นส่วนต่างๆให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ตามภาวะของสัตว์นั้นๆ จนใช้การได้ทุกประการ จึงได้ชื่อว่า เราได้มรดกอันล้ำค่า หาที่ไหน ไม่ได้อีกแล้ว ที่จะได้ของวิเศษเช่นนี้.


โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 15:00:30 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )


  สลักธรรม 12

เมื่อได้ของล้ำค่าอย่างนี้แล้ว ยังมีของอันล้ำค่ายิ่งกว่านั้น อีก คือ ธรรมอันวิเศษ ก็เกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน โดยไม่ได้เรียกร้อง และแสวงแต่ที่ไหนเลย แต่ ธรรม ก็เกิดขึ้นมาเองพร้อมกับปฏิสนธินั่นเอง ธรรมอันนี้ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สามอย่างนี้ เป็นของหาค่ามิได้แท้จริง

ของอันนี้ คือ บุคคลในโลกนี้หาซื้อไม่ได้ ไม่มีใครซื้อขายกันในโลก ที่ซื้อขายกันตามตลาดนั้น ซื้อขายกันแต่เพียงแค่กระดาษและใบลานซึ่งจารึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยตัวอักษรเท่านั้น พระธรรมแท้ไม่มีใครจารึกและซื้อขายกันได้

ธรรมเกิดพร้อมกันแต่ปฏิสนธิวิญญาณ แล้วก็แปรสภาพมาเป็นน้ำล้างเลือดมาเป็นก้อนเลือด มาเป็นปัญจขันธ์ห้าแห่ง คือ ขาสองขา แขนสองแขน ศีรษะอันหนึ่ง ตลอดถึงอวัยวะทุกชิ้นส่วน จนครบบริบูรณ์ใช้การได้ นั่นเป็น อนิจจัง ของไม่เที่ยงแปรเปลี่ยนไปตามสภาพของมัน ทนทุกข์ ทรมานนอนอยู่ท่าเดียวตั้ง ๘-๙ เดือน จึงคลอดออกมา เมื่อคลอด ก็ช้ำทุกข์แสนสาหัสเข้าไปอีก เป็นอนัตตา มิใช่ของตนของตัว มันหากเกิดขึ้นมาตามกรรมของสัตว์ แล้วก็แก่ชราไปตามสภาพของมัน ผลที่สุดก็แตกดับในที่สุด

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 15:04:17 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )


  สลักธรรม 13

นี่พูดเฉพาะธรรม ที่เกิดขึ้นในขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา แต่เมื่อคลอดออกมาแล้ว มีมากมาย หลายเหลือที่จะพรรณนาให้จบสิ้นได้

แต่ก็ไม่นอกเหนือไปจากกายนี้ทั้งนั้น เป็นต้นว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย แลใจ ทั้งหกนี้ ล้วนแต่เป็นบ่อเกิดของธรรมทั้งสิ้น

เมื่อ ตา เห็นรูป หู ได้ฟังเสียง จมูก ได้สูดกลิ่นเหม็น กลิ่นหอม ลิ้น ได้รับรสชาติของเผ็ด เค็ม หวาน เปรี้ยว กาย ได้ถูกสัมผัส ของนิ่มนวล อ่อนแข็ง ใจ ได้สัมผัสอารมณ์ ที่ชอบใจแลไม่ชอบใจ แล้วเกิดความโลภมากไม่เห็นเป็นธรรม จึงจมอยู่ในกองกิเลส เดือดร้อนวุ่นวาย

นักปราขญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรม เป็นของควรพิจารณาให้รู้เหตุผลของมัน ท่านจึงไม่เดือดร้อน เย็นสงบ สุขสบายแล้ว.



คัดลอกมาให้ท่านอ่านพิจรณาธรรมกันครับhttp://www.thewayofdhamma.org/page2/moradok214.html

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [2 ก.พ. 2549 , 15:08:35 น.] ( IP = 58.8.95.2 : : )


  สลักธรรม 14

ขอบพระคุณค่ะที่นำธรรมที่ดีมาฝาก

เครื่องกลั่นกรองธรรม มีประโยชน์ต่อการพิจารณาในการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง

และการเกิดขึ้นของชีวิตคงหนีจากคำว่าทุกข์ไม่ได้เลย แค่เกิดก็ทุกข์แล้ว และการดำเนินชีวิตภายหลังการเกิดทุกข์สลับรูปแบบตลอดเวลา

โดย น้องอุ๊ [2 ก.พ. 2549 , 20:07:30 น.] ( IP = 61.47.122.120 : : )


  สลักธรรม 15

ใช้ชีวิตให้ดี.. ด้วยการมีเครื่องกลั่นกรองธรรม ที่จะกรองจิตใจให้สะอาด จนกระทั้งหมดจดจากกิเลส
ขอบพระคุณคุณทับตะวันค่ะ

โดย เซิ่น [2 ก.พ. 2549 , 20:18:05 น.] ( IP = 58.10.90.168 : : )


  สลักธรรม 16

เป็นเนื้อหาที่ยาวเหมือนกันนะคะ แต่เมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกกระชับสั้นในทุกขั้นตอนทั้งในส่วนของการเริ่มชีวิต ความเป็นอยู่ และสิ่งที่ควรกระทำด้วยการใช้เครื่องกลั่นกรอง ....และสรุปลงในสายทางแห่งธรรม

ขอบพระคุณมากค่ะคุณทับตะวัน

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2549 , 10:06:05 น.] ( IP = 203.172.117.74 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org