| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การทะเลาะกัน นำมาซึ่งความพินาศ
สลักธรรม 1อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่หากินอาหาร มีนกกระจาบตัวหนึ่ง บินลงพื้นที่หากินเหยียบถูก หัวนกกระจาบอีกตัวหนึ่งเข้า ตัวถูกเหยียบหัวโกรธ จึงเป็นเหตุให้ทะเลาะกันลามไปทั้งฝูงว่า " เห็นจะมีแต่ท่านเท่านั้นกระมัง ที่ยกตาข่ายขึ้นได้ ตัวอื่นไม่มีกำลังหรอกนะ "
ฝ่ายนกกระจาบจ่าฝูง เห็นพวกนกมัวแต่ทะเลาะกัน ก็คิดว่า ..
" ขึ้นชื่อว่า การทะเลาะกัน ย่อมไม่มีความปลอดภัย ความพินาศจะเกิดขึ้น " จึงได้พาบริวารส่วนหนึ่งบินหนีไปอยู่ที่อื่น
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [4 ก.พ. 2549 , 06:38:04 น.] ( IP = 61.90.12.137 : : )
สลักธรรม 2ฝ่ายนายพราน พอผ่านไปสองสามวัน ก็มาดักตาข่ายอีก พอฝูงนกกระจาบติดตาข่ายนายพรานในครั้งนี้อีก ต่างทะเลาะกันเกี่ยงกันบินขึ้น จึงถูกนายพรานรวบไปเป็นอาหารและขายทั้งหมด
นายพรานจึงกล่าวเป็นคาถาว่า...
" นกกระจาบทั้งหลาย ร่าเริง บันเทิงใจ พาเอาข่ายไปได้ เมื่อใดพวกมันทะเลาะกัน เมื่อนั้น พวกมันจักตกอยู่ในเงื้อมมือของเรา "
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... การทะเลาะกัน นำมาซึ่งความพินาศ
![]()
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [4 ก.พ. 2549 , 06:41:34 น.] ( IP = 61.90.12.137 : : )
สลักธรรม 5เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้เลยนะคะพี่เณร ...และสวัสดีค่ะคุณครูสังข์ทอง
เพราะนับตั้งแต่เรื่องการโอนย้ายสังกัดของโรงเรียนในบางระดับ มาจนถึงเรื่องของความไม่พอใจส่วนตัวที่ลุกลามมาเป็นกระแส ที่มีผลกระทบถึงความร่มเย็นเป็นสุขของส่วนรวม
อีกไม่นานถ้ามีนายพรานผู้ชำนาญมาดักตาข่าย ความพินาศก็จะถึงแก่นกกระจาบที่แตกสามัคคีเช่นนั้น
ขอบพระคุณในการเตือนสติค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2549 , 11:10:44 น.] ( IP = 58.136.206.53 : : )
สลักธรรม 6สวัสดีครับคุณสังข์ทอง
ที่พี่เณรยกตัวอย่างเรื่องการทะเลาะวิวาทตั้งกระทู้ในวันนี้ เพื่อมุ่งหมายที่จะให้รู้ถึงผลที่เกิดขึ้นจากการทะเลาะวิวาทนะครับ
ในส่วนตัวของพี่เณรเองก็มิใช่ไม่เคยไม่ทะเลาะกับใคร เป็นธรรมดาที่สุดของปุถุชนอย่างเราๆ ที่ย่อมมีเรื่องขัดเคือง ขุ่นข้อง คับแค้น เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ประกอบกับกิเลส(โทสะ) ที่มีอยู่ภายในจิตใจของตนเองนั้น พร้อมที่จะปะทุขึ้นมาได้ตลอดเวลาถ้ามีเหตุมากระตุ้น
พี่เณรสังเกตตนเองทุกครั้งที่เกิดอารมณ์ไม่ดี จิตใจจะหดหู่ไม่อยากจะทำอะไร แม้กระทั่งเรื่องนั้นรู้อยู่ว่าเป็นความดี ยังทำให้นอนไม่หลับด้วยผลตามมาก็คือความฟุ้งซ่าน เช้าขึ้นมาก็ไม่สดชื่นตื่นมาอย่างซังกะตาย สิ่งเหล่านี้นี่เองที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นโทษ ที่เกิดขึ้นกับตนเองโดยที่ไม่มีใครรับแทนไปได้
หลังจากที่พี่เณรได้เจริญเมตตาจิตให้มากขึ้น ด้วยการมองหลักธรรมตามความเป็นจริง มองให้เห็นเจตนาผู้อื่น มองให้รู้จักอารมณ์ของตนเอง ค้นสาเหตุให้พบว่าทำไมเราจึงโกรธ
พี่เณรของสรุปว่า เพราะเราไม่สมความปรารถนา หรือเรียกว่าไม่ได้ดั่งใจเรานั่นเอง เราจึงโกรธ ซึ่งในเรื่องเรื่องเดียวกันนี้ อาจเป็นเรื่องที่ได้ดั่งใจของคนหลายๆคน (ที่ไม่ใช่เรา) ก็ได้ เขาเหล่านั้นจึงสบายใจ และไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งขัดใจกัน
การคิดได้อย่างนี้นี่เองเราจึงต้องพยายามฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้มีสติระลึกให้รอบคอบ และต้องประกอบไปด้วยปัญญารู้ว่า จะบาปหรือจะบุญ จะเป็นคุณหรือเป็นโทษ ล้วนเกิดขึ้นที่เราคนเดียวเท่านั้น
โดย พี่เณร [4 ก.พ. 2549 , 13:49:19 น.] ( IP = 58.136.209.191 : : )
สลักธรรม 7
ทุกวันนี้ เราก็บอบช้ำมากมายเหลือเกินจากวิบากกรรมที่ส่งผลมา ทำให้เราต้องได้รับอารมณ์แตกต่างกันออกไป สุขบ้างทุกข์บ้างโดยเลือกไม่ได้ แต่ถ้าเราใช้ชีวิตให้ประมาทน้อยลงอีกนิดคิดให้ถูกเราจะเห็นว่า เราไม่ควรสร้างความบอบช้ำให้กับตนเองมากไปกว่านี้อีกแล้ว
ยิ่งเป็นการทะเลาะเบาะแว้งด้วยแล้ว พยายามปลีกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น อยู่ให้ห่างจากบุคคลที่เรารู้ว่า ถ้าเราเข้าใกล้แล้วเราจะอารมณ์เสีย พูดให้น้อยถ้าเรารู้ว่า คำพูดของเราแม้จะมีเจตนาดีขนาดไหน แต่ผู้ที่รับฟังไม่เคยเห็นความหวังดีของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่พูดดีกว่า เพื่อเป็นการปลีกออกจากความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวล
เราห้ามใครไม่ได้หรอกครับ แต่เราสามารถหักห้ามจิตใจของตนเองได้ ไม่ให้คิด ไม่ให้ทำ ไม่ให้พูดในสิ่งที่ไม่ดี และหันมาสร้างสมเมตตาธรรม กรุณาธรรม ซึ่งในที่นี้พี่เณรหมายถึง การทำดีกับบุคคลทั่วๆไป ที่เราเห็นว่า เขายังมีโอกาสรับทราบถึงความรู้สึกที่ดีของเราได้ จะไม่ดีกว่าหรือครับ
พี่เณรว่าดีกว่าจะมุ่งแก้ไขให้ใครคนใดคนหนึ่งรู้จักเรา เราหันมารู้จักตัวเองให้ดีที่สุด และทำดีที่สุดเพื่อให้ชีวิตที่ยังมีลมหายใจในภพนี้ให้เป็นไปด้วยคุณธรรมประจำใจเถิดครับ
สำหรับเรื่องของคุณ โดยส่วนตัว ..สิ่งที่คุณตั้งคำถามมาสั้นมาก แต่พี่เณรตอบเสียยาว อย่างน้อยขณะที่คุณอ่านมาถึงตรงนี้ ความสงบคงเกิดขึ้นบ้างในจิตใจคุณนะครับ ตรงนี้นี่แหละ ทุกข์ทางใจก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณ มิหนำซ้ำยังเป็นบุญอีกด้วย นี่แหละสิ่งที่พี่เณรหวังที่จะมอบให้คุณด้วยความปรารถนาดีครับ
![]()
โดย พี่เณร [4 ก.พ. 2549 , 13:55:26 น.] ( IP = 58.136.209.62 : : )
สลักธรรม 9
ในฐานะคนกลางก็คงลำบากใจชอบกลนะคะ ฝ่ายนู้นก็มาปรึกษา ฝ่ายนี้ก็มาปรึกษา เขาคงเห็นว่าเรามีบุคลิกลักษณะแบบประณีประณอม ยอมรับฟังความไม่สบายใจของแต่ละฝ่าย หรือไม่ก็เป็นผู้มีอำนาจสั่งการบางอย่างตามที่แต่ละฝ่ายต้องการได้
ส่วนเราก็ทนเห็นความขัดแย้งไม่ได้เสียด้วย ก็เลยพยายามไกล่เกลี่ยให้ทั้ง 2 ฝ่ายยอมความกัน
เนื่องจากยังขาดข้อมูลหลาย ๆ อย่าง อย่างที่พี่เณรบอกน่ะค่ะ การวิเคราะห์จึงทำได้ลำบาก เช่น
ฐานะของคุณ(ในหน่วยงาน) ความสัมพันธ์ของคุณกับแต่ละฝ่าย เป็นผู้บังคับบัญชา - เป็นหัวหน้างาน - เป็นเพื่อน - เป็นลูกน้อง - เป็น site line ???
ที่สำคัญคือไม่ทราบลักษณะของความขัดแย้ง อาจเป็นเรื่องผลประโยชน์ - งาน - เงิน - นโยบาย - ความต้องการของแต่และฝ่าย หรือเรื่องส่วนตัว ฯลฯ
จึงยากจะเดาว่าความพยายามแก้ปัญหาที่ได้ตรึกตรองไว้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ความพยายามเหล่านั้นอาจเป็นดาบ 2 คม ย้อนกลับมาก็เป็นได้ ไม่มีใครรู้
เรื่องของความไม่พอใจ ไม่ได้ดังใจจะสะสมเป็นความโกรธ ในที่สุดอาจต้องใช้กำลังภายนอกเพื่อลดกำลัง(ความโกรธ)ภายในก็ได้ ขออธิบายอย่างสั้น ๆ ถึงเหตุของความโกรธ ความไม่พอใจของคนเราสักเล็กน้อยนะคะ
โทสมูลจิต เป็นจิตทีมีความโกรธความเกลียดเป็นมูลเหตุ หรืออจิตที่กระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบก็ได้ เหตุให้เกิดโทสะ มี ๕ ประการ ได้แก่
๑. มีอัธยาศัยเป็นคนมักโกรธ
๒. มีความคิดไม่สุขุม
๓. มีการศึกษาน้อย
๔. ได้ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ดี
๕. ได้ประสบอาฆาตวัตถุ
อาฆาตวัตถุนี้ มีบุคคล 3 ฝ่าย คือ ตัวเรา คนที่เรารัก และคนที่เราเกลียด เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งต่อไปนี้คือ
- อาฆาตโดยคิดว่า เขาได้เคยทำ ความเสื่อมเสียแก่ตัวเรา - คนที่เรารัก
- อาฆาตโดยคิดว่า เขากำลังทำ ความเสื่อมเสียแก่ตัวเรา - คนที่เรารัก
- อาฆาตโดยคิดว่า เขาจักทำ ความเสื่อมเสียแก่ตัวเรา - คนที่เรารัก
- อาฆาตโดยคิดว่า เขาได้ทำคุณทำประโยชน์แก่ผู้ที่เราเกลียดเราชัง
- อาฆาตโดยคิดว่า เขากำลังทำ ทำคุณทำประโยชน์แก่ผู้ที่เราเกลียด
- อาฆาตโดยคิดว่า เขาจักทำ ทำคุณทำประโยชน์แก่ผู้ที่เราเกลียด
นอกจากนี้คือ อาฆาตที่เกิดขึ้นในฐานะอันไม่สมควร เช่นเกิดโกรธขึ้นเมื่อสะดุดตอไม้หรือเหยียบหนาม เป็นต้น
ถ้าเราไม่ได้อยู่ในฐานะมีอำนาจชี้ขาดแล้ว คิดว่าคำแนะนำของพี่เณรนั้นเหมาะสมที่สุดค่ะ
มีคำกล่าวนะคะว่า "ไม่รู้จริง นิ่งเสียดีกว่า ไม่รู้แจ้งอย่าแสดงกิริยา ไม่รู้ข้างหน้า อย่ากล้าเดิน"...
![]()
โดย มาลี [4 ก.พ. 2549 , 22:43:08 น.] ( IP = 61.90.82.205 : : )
สลักธรรม 10ต้องขอขอบคุณ คุณมาลีเป็นอย่างสูงที่ได้แนะนำ ชี้แนะการปฏิบัติตนเอง ผมอาจจะถลำเข้าในเหตุการณ์เกินความจำเป็น ผมไม่ได้มีอำนาจเป็นผู้สั่งการแต่อย่างไร เพราะฝ่ายหนึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาอีกฝ่ายก็เป็นเพื่อนร่วมงาน ทั้งสองฝ่ายเกิดความเห็นขัดแย้งกัน เกิดความทะเลาะกัน โดยมีการอาฆาตว่าเขาเคยทำ กำลังทำและจักทำความเสื่อมเสีย ฝ่ายที่เขาคิดว่าถูกกระทำ(เพื่อนร่วมงานของผม) เขาจึงตอบโต้ขยายวงออกไปพอสมควร มีการดึงเอานักเรียน ผู้ปกครองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สาเหตุเกิดจากความเข้าใจผิดคิดว่าแต่ละฝ่ายนั้นเคยทำ กำลังทำและจักกระทำ ทั้งสองฝ่ายได้มาปรึกษาผมว่าจะทำอย่างไรดี แต่มาปรึกษาคนละครั้ง ผมชอบใจข้อความของคุณมาลีตรงที่ว่า ถ้าม่ใช่ผู้มีอำนาจชี้ขาดแล้วให้นิ่งเสียและมันอาจจะเป็นดาบสองคมก็ได้ ผมถือว่าเป็นข้อเตือนใจได้เป็นอย่างดี ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ
โดย ครูสังข์ [5 ก.พ. 2549 , 05:47:22 น.] ( IP = 203.113.55.206 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |