| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๐๖)
ตอนที่ (๑๐๕) อ่านที่นี่
ผมได้อธิบายถึงอกุศลวจีกรรมตัวที่ ๓ คือ ผรุสวาจา การกล่าววาจาหยาบคายที่เต็มไปด้วยอำนาจของโทสะ เช่น การด่า การสาปแช่งที่หยาบคายด้วยถ้อยคำหรือกิริยาอาการ อันมีเจตนาประสงค์ร้ายแฝงอยู่ภายในที่สามารถทำให้ผู้อื่นบังเกิดความอับอาย เจ็บใจ เสียใจ เร่าร้อน ต่อถ้อยคำนั้น แล้วก็ได้แบ่งเป็นอัปปสาวัชชะมีโทษน้อย และมหาสาวัชชะมีโทษมาก สำหรับต่อนี้ไป ผมจะได้บรรยายถึงอกุศลวจีกรรมตัวที่ ๔ คือ สัมผัปปลาปะ ได้แก่การพูดเพ้อเจ้อ
๔. สัมผัปปลาปะ คืออะไร
สัมผัปปลาปะนี้แยกออกได้เป็น ๒ บท คือ สมฺผ + ปลาป สมฺผ แปลว่า การทำลายประโยชน์และความสุข ปลาป แปลว่า การกล่าว เมื่อรวมกันเข้าแล้ว สมฺผปฺปลาป ก็แปลว่า การกล่าววาจาที่ทำลายประโยชน์และความสุข มีวจนัตถะดังนี้ " สํหิตสุขํ ผลติ วินาเสตีติ = สมฺผํ" วาจาอันใดย่อมทำลายประโยชน์และความสุขต่างๆ เสีย ฉะนั้น วาจานั้นชื่อว่า สัมผะ
หรือ "สมฺผํ ปลปนฺติ เอเตนาติ = สมฺผปฺปลาโป" การกล่าววาจาที่ทำลายประโยชน์ และความสุขต่างๆ เสียด้วยเจตนานั้น ฉะนั้น เจตนาที่เป็นเหตุนั้นชื่อว่า สัมผัปปลาปะ
คำว่า สัมผัปปลาปะนั้น บางท่านก็แปลว่า การพูดเพ้อเจ้อ หมายถึงพูดเรื่องราวที่เหลวไหลไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร หรือพูดจาตลกขบขันต่างๆ เล่าเรื่องหนังเรื่องละครที่มิได้มีคติสอนใจ ผู้ฟังอาจจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องไม่มีสาระแก่นสารนี้เพียงชั่วระยะหนึ่ง ทำให้ประโยชน์ทั้งหลายที่ควรจะได้ต้องเสียไป โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ก.พ. 2549 , 11:32:41 น.] ( IP = 58.136.212.37 : : )
สลักธรรม 1
ตามธรรมดาปุถุชนผู้ยังหนาไปด้วยกิเลสทั้งหลาย ก็ย่อมจะต้องมีความปรารถนาที่จะรื่นเริงสนุกสนานบ้างเพื่อจะได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้จิตใจแจ่มใสคลายลงไปซึ่งความทุกข์ร้อน ดังนั้น จึงต่างก็พยายามแสวงหาหนทางที่จะทำให้จิตของตนได้รับอารมณ์ต่างๆ จากเรื่องที่เขียนหรือคำพูดที่พูดเล่นสนุกๆ อยู่เสมอเป็นประจำ
บางท่านเมื่อไม่ได้รับอารมณ์ที่สนุกสนานรื่นเริงใจ ก็บังเกิดความว้าเหว่หงอยเหงาแฝงไว้ซึ่งความเศร้า จึงได้พยายามแสวงหาหนทางแก้ความว้าเหว่หงอยเหงาจองตนด้วยคำพูดหรืออ่านจากหนังสือที่ตลกคะนองต่างๆ
ถ้าหากว่า ความเป็นไปทั้งหลายดังกล่าวมา เป็นไปชั่วครั้งชั่วคราวก็ไม่สู้กระไรนัก แต่ผู้ที่มิได้ทราบถึงทุกข์โทษภัยของการพูดเพ้อเจ้อที่จะเกิดขึ้นได้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงได้มีความหลงใหลติดอกติดใจใฝ่แต่หาอารมณ์ตามที่ตนมีความสันทัดจัดเจนหันหลังให้กับความจริงในเรื่องของชีวิตที่ควรจะได้ศึกษาหาความรู้ จะได้มีปัญญาชี้หนทางเดินไปในทางที่ดีที่จะพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ก.พ. 2549 , 11:33:08 น.] ( IP = 58.136.212.37 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อพิจารณาดูให้ดีถึงคำว่าสัมผัปปลาปะแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า การพูดเพ้อเจ้อไม่ได้เรื่องราวที่เป็นสาระแก่นสารนี้ มีอำนาจของโมหะ คือความไม่รู้ ไม่เข้าใจในเรื่องของชีวิตแอบแฝงอยู่ ในปรากฏการณ์ต่างๆ ของอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ทำให้บังเกิดความหลงใหลไปในสายทางที่ไม่เป็นประโยชน์จริงๆ คืออำนาจของโมหะอันได้แก่ความหลงใหลหนุนหลังให้แสดงออกซึ่งการพูดหรือการแสดงเพ้อเจ้อนั้นไปในเรื่องราวที่เหลวไหล
ด้วยเหตุดังกล่าว สัมผัปปลาปะคือการพูดเพ้อเจ้อนี้จึงได้จัดลงไปในกุศลเจตนาโดยมีองค์ ๒ คือ
๑. นิรตฺถกาปุรกฺขาโร ตั้งใจกล่าววาจาที่ไม่มีประโยชน์ ๒. กถนํ กล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นขึ้น
เมื่อได้กล่าววาจาเพ้อเจ้อออกไปในเรื่องที่ไร้สาระแล้ว ถ้าผู้ฟังอยู่มีความเชื่อถือหลงใหลตามไปด้วย ผู้พูดเพ้อเจ้อก็จะได้ชื่อว่า กระทำสำเร็จลงเป็นอกุศลกรรมบถ แต่ถ้าหากว่าผู้ฟังๆเล่นสนุกๆ มิได้หลงใหลตามไปด้วย ผู้พูดก็มีอกุศลเพียงสัมผัปปลาปะพูดเพ้อเจ้อเท่านั้น ไม่ล่วงกรรมบถ และเมื่อไม่ล่วงกรรมบถแล้ว ก็ไม่มีกำลังนำไปสู่การปฏิสนธิ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ก.พ. 2549 , 11:33:24 น.] ( IP = 58.136.212.37 : : )
สลักธรรม 3
ความจริงผู้พูดทั้งหลายส่วนมากก็มีความตั้งใจที่จะให้ใครๆ ติดอกติดใจ แล้วหลงใหลเชื่อในคำพูดของตน การหลงใหลติดใจเชื่อในคำพูดแล้ว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแล้วเกิดความเสียหาย หรือเสียประโยชน์ของตนไป จึงได้จัดว่าเป็นสัมผัปปลาปะ และเป็นอกุศลกรรมบถ มีโทษมาก
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเรื่องที่พูดนั้นจะไม่เป็นความจริง ถ้าผู้พูดมีความปรารถนายกขึ้นมาเพื่อประกอบการอธิบายในการสอน ในการแสดง เพื่อจะให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ คำพูดเหล่านั้นก็ไม่จัดว่าเป็นสัมผัปปลาปะ
และโดยทำนองคล้ายๆ กันนี้เอง ถ้าเรื่องที่กล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง ผู้พูดก็พูดไปตามความจริงเหล่านั้น แต่ผู้ฟังมิได้รับประโยชน์อะไรเลย ดังนี้ คำกล่าวเหล่านั้นก็ไม่จัดว่าเป็นสัมผัปปลาปะ
อาจจะมีผู้สงสัยแล้วตั้งคำถามว่า ผู้พูดเรื่องที่ไม่เป็นความจริงนั้น เป็นการมุสาคือพูดเท็จต่างหาก เหตุใดจึงได้ถือว่าเป็นสัมผัปปลาปะไปเสียเล่า โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ก.พ. 2549 , 11:33:41 น.] ( IP = 58.136.212.37 : : )
สลักธรรม 4
ความสงสัยดังนี้ก็นับว่าเป็นความสงสัยที่มีคุณประโยชน์ เพราะการพูดเท็จ คือพูดเรื่องไม่จริงแล้วจะปรับเข้ามาสัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อได้อย่างไร
ในการตัดสินคดี เราจะต้องพิจารณาโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาเป็นเรื่องใหญ่ ว่าจำเลยหรือผู้ต้องหามีความตั้งใจหรือมีเจตนาประการใด แล้วการตัดสินคดีก็จะเป็นไปอย่างรัดกุมเหมาะสมด้วยเหตุผล ด้วยเหตุนี้ การตัดสินสภาวธรรมก็จะต้องยึดเจตนาเป็นหลัก เพราะเจตนานั้นก็คือกรรมนั่นเอง
สัมผัปปลาปะ คือการพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไม่ได้เรื่องราว แล้วพูดในเรื่องที่ไม่เป็นจริงอะไรนั้น ผู้พูดมีความปรารถนาที่จะให้คนฟังหลงใหลเพลิดเพลินสนุกสนานเป็นหลักใหญ่ จึงจัดว่าเป็นมุสาวาท คือกล่าวเท็จไม่ได้
ผู้กล่าวมุสาวาท คือพูดเท็จนั้นมีความปรารถนาที่จะให้คนอื่นเชื่อเรื่องไม่จริงที่ตนพูดนั้น คือมีเจตนาจะให้คนเชื่อเรื่องเท็จ แล้วผู้ฟังด็ได้หลงเชื่อตามไปด้วย
มีความแตกต่างกันที่ตรงเจตนาดังนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [12 ก.พ. 2549 , 11:33:58 น.] ( IP = 58.136.212.37 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |