มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สู่เส้นทางเพื่อห่างการเกิด






วันมาฆบูชา นี้
เพื่อให้เกิดบุญกุศลกันเต็มที่ จึงขอเชิญชวนพี่น้องทุกๆ ท่านที่เคยเดินทางไปประเทศอินเดีย
(หรือแม้ไม่คยได้เดินทางก็ตาม)
ร่วมรำลึกถึงสถานที่ๆ เกิดโอวาทปาฏิโมกข์

จึงได้นำเรื่อง สู่เส้นทางเพื่อห่างการเกิด ตอนที่ 2
ซึ่งเป็นตอนที่ อาจารย์บุษกร ได้พาคณะศิษย์ร่วมร้อยคนไปยังสถานที่ต่างๆ รวมทั้ง วัดเวฬุวัน ณ ประเทศอินเดีย เมื่อปีพ.ศ.2541

มานำเสนอด้วยหวังว่าทุกๆ ท่านคงจะเกิดกุศลอปรเจตนาโดยทั่วหน้ากัน นะคะ

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 18:28:09 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

สู่เส้นทาง เพื่อห่างการเกิด

วัดไทยพุทธคยา

15 มกราคม 2541
กราบเท้า “พ่อ” ผู้เป็นที่รักยิ่ง

วันนี้ลูกตื่นขึ้นมาโดยไม่ลืมที่จะสวดเบญจคุณ เพื่อเพิ่มทุนกุศลให้กับตน นับเป็นวันที่ 2 ที่ลูกได้มาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นแผ่นดินของสมเด็จพ่อ

ตามกำหนดการวันนี้ พวกเราจะต้องเดินทางออกจากเมืองปัตนะ สู่เมืองนาลันทา และพุทธคยา ชมมหาวิทยาลัยนาลันทา ตโปธาราม วัดเวฬุวนาราม และเขาคิชกูฏ

ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา สถานศึกษาพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
แต่บัดนี้สภาพที่หลงเหลือนั้นสร้างความสลดหดหู่ให้เกิดขึ้นในจิตใจของทุกคน เพราะเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพังที่ได้ถูกบูรณะซ่อมแซมขึ้นเป็นมรดกโลก นั่นคือรูปธรรมที่พวกเรามองเห็น แต่ด้านนามธรรมกลับก่อนำความรู้สึกที่ดีให้เกิดขึ้นกับสถานที่แห่งนี้ เพราะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกรู้สึกชื่นชมกับปัญญาของผู้ที่ก้าวเข้ามาศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาในสมัยนั้นอย่างแท้จริง
เพราะก่อนที่จะเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะต้องมีการทดสอบภูมิปัญญา
ซึ่งวันนั้นพระวิทยากรได้แสดงให้พวกเราชมเป็นขวัญตาที่ตรงหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย โดยพระอาจารย์จะออกมาคอยต้อนรับและทดสอบผู้ที่มาสมัครตัวเป็นศิษย์ ด้วยการนำบาตรที่ใส่น้ำมาส่งให้โดยไม่ได้บอกกล่าวอะไร แต่เป็นวิธีการบอกใบ้ให้ศิษย์รู้ว่าวิชาทางพุทธศาสนาล้ำลึกยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร แล้วคอยดูการตอบโต้ด้วยไหวพริบทางปัญญาของบุคคลผู้ที่จะเข้ามาเป็นศิษย์นั้นว่า สามารถรู้ซึ้งในความหมายของปัญหาที่ตั้งขึ้นมาเพียงใด หากเป็นลูกก็คงคิดว่าท่านอาจารย์เอาน้ำมาต้อนรับ คงตอบสนองความมีน้ำใจของท่านด้วยการรับมาดื่มเป็นแน่ แต่ผู้ที่มีปัญญาในสมัยนั้นกลับตอบรับด้วยการเปิดย่ามเพื่อหาเข็มเย็บผ้า แล้วนำมาใส่ลงในบาตรอันนั้น เสมือนการตอบรับว่า
“ข้าพเจ้าจะขอใช้ปัญญาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดดั่งเข็มเล่มนี้ หยั่งลงเพื่อศึกษาให้เข้าถึงความลึกซึ้งของวิชาอันเปรียบเป็นมหาสมุทรนั้นให้ได้”

.....นี่คือลักษณะของผู้ที่มีปัญญา พร้อมที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยนาลันทา
ฉะนั้นเมื่อสำเร็จออกมาบุคคลเหล่านี้คือ ผู้ที่เป็นกำลังของกองทัพธรรมให้กับศาสนาพุทธได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็อีกนั่นแหละถ้าลูกเกิดในสมัยนั้น และเป็นผู้ที่ถูกทดสอบลูกคงต้องหอบหิ้วย่ามกลับบ้านเพราะไปรับน้ำมาดื่มเข้า นี่คงเป็นข้อหนึ่งที่ทำให้ลูกต้องเป็น “ผู้หลุดทาง” ซึ่งต้องหลงค้างอยู่จนถึงทุกวันนี้

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 18:32:56 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 2


ส่วนที่ “ตโปธาราม” สถานที่อาบน้ำร้อนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้คนทั่วสารทิศต่างแห่กันมาใช้ จนดูเสมือนเป็นงานมหกรรม
เมื่อพวกเราเข้าไปดูเหมือนกับไม่มีอะไร แต่ลึกๆลงไปแล้ว ลูกคิดว่าสถานที่นี้สร้างความภูมิใจให้กับคนไทยถึงความเป็นไทของเรา
เพราะที่เมืองไทยไม่ว่าจะเป็นสวนสนุก สวนสยาม หรือทะเลที่ว่างามในจังหวัดต่างๆ เราไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะในการลงเล่นน้ำ ชาวไทยทุกคนระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงประกาศเลิกทาส ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ซึ่งปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

แต่ในประเทศอินเดียยังมีการแบ่งชั้นวรรณะ มีการยอมรับสภาพในวรรณะของตน
...วันนั้นลูกได้เห็นว่าบริเวณแอ่งที่อาบน้ำชั้นล่างของตโปธารามนั้นคือน้ำครำบ้านเรานั่นเอง เป็นน้ำสีดำคล้ำ เพราะผ่านการอาบแล้วจากพวกวรรณะที่สูงกว่า จึงดูสกปรกไม่น่าใช้ แต่พวกเขาซึ่งยอมรับในวรรณะต่ำของตนยังใช้อาบ และซักได้อย่างสบายใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส ในขณะที่พวกที่วรรณะสูงจะขึ้นไปชั้นบนเพื่ออาบน้ำที่ค่อนข้างสะอาด น้ำที่ใช้แล้วก็ไหลลงไปให้พวกวรรณะที่ต่ำกว่าใช้ ผู้ใดที่วรรณะสูงยิ่งกว่าก็จะขึ้นไปชั้นบนที่สูงขึ้นไปอีก อาบน้ำอุ่นที่ไหลมาจากยอดเขา
ลูกดูแล้วนึกถึงคำสอนของพ่อที่ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ทางของการเลิกทาส เลิกจากการมีชั้นวรรณะ เพราะเมื่อย้ายเข้าสู่ตระกูลของโคตมะแล้ว วรรณะย่อมต้องหมดไป
ดั่งเช่นที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้กับอุบาลี ช่างตัดผมประจำพระราชวัง ก่อนที่จะบวชให้ภัททิยะ อนุรุททะ อานนท์ ราคุ คิมพิละ และเทวทัต เพื่อเป็นการบังคับให้ศากยะวงศ์ทั้งหกซึ่งบวชทีหลังแสดงคารวะต่ออุบาลี ซึ่งเป็นผู้อาวุโสกว่าในฐานะที่บวชก่อน
...นับเป็นการทำลายการยึดมั่นอยู่กับชั้นวรรณะ แม้เมื่อเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัตรแล้ว ก็ยังต้องเดินตามทาง ตามพระวินัย เพื่อฝึกใจให้เลิกจากการเป็นทาสของกิเลส ด้วยการสร้างเหตุของพรหมจรรย์เพียงอย่างเดียว นับว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่ทรงยิ่งใหญ่และน่ายกย่องพระองค์หนึ่ง

สำหรับ “วัดเวฬุวนาราม” นั้น เมื่อเข้าไปแล้วลูกมองไม่เห็นวัดเลย
แต่ได้รับฟังมาว่า เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้มอบถวาย เพื่อให้พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเวลาเสด็จมาเมืองราชคฤห์ และเป็นที่ประทับของพระธรรมราชาในพรรษาที่ 2 และ 3

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 18:40:53 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 3

และ
ที่สำคัญที่ทำให้ลูกตื้นตันและปีติใจก็คือ ลูกได้มีโอกาสไปนั่งบนพื้นแผ่นดินเดียวกับพระอรหันตสงฆ์ที่เป็นองค์เอหิภิกขุอุปสัมปทาจำนวน ๑๒๕๐ รูป ในวันมาฆบูชา ซึ่งมีความเป็นมาของเหตุการณ์ จนเรียกว่า “จตุรงคสันนิบาต”
แผ่นดินที่ลูกล้มกราบด้วยเศียรด้วยเกล้าในวันนั้น สร้างความมั่นใจให้กับลูกว่า เส้นทางเดินของชีวิตที่ลูกได้เลือกแล้ว หนทางนี้เองจะไม่ทำให้ลูกต้องหลุดออกไปจากทางเช่นกาลครั้งก่อน

ขณะที่นั่งสมาธิ ภาพของเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เรียน และรับฟังมาก็เกิดขึ้นในมโนสำนึก
ณ ที่แห่งนี้องค์พระชินสีห์ทรงประทานตำแหน่งอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย ให้แก่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ โดยเฉพาะธุระที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาคือการแสดง “โอวาทปาฏิโมกข์” ซึ่งลูกยังจำได้ถึงคำสอนที่พ่อให้ไว้ก่อนวันมาฆปุณมีในปีนี้เมื่อเดือนกุมภา ถึงใจความในพระโอวาทว่า

นัยที่ ๑ เป็นลักษณะธรรมที่ทรงประกาศ
๑. ทรงประกาศยกย่องขันติว่าเป็นตบะอันยิ่ง นอกจากพระนิพพานแล้ว ขันติเป็นสิ่งสูงสุด
๒. ทรงประกาศว่าพระพุทธเจ้าองค์ที่มีมาทรงยกย่องว่าพระนิพพานเป็นธรรมที่สูงสุด
๓. ทรงประกาศว่าบุคคลใดที่ฆ่าหรือเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย

นัยที่ ๒ เป็นลักษณะแบบแผนที่ทรงวางเป็นรากฐานในการเผยแพร่
๑. ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งปวงที่เกิดขึ้นทางไตรทวาร ควรชำระให้หมดไป
๒. กุศลทั้งปวง จงทำให้ถึงพร้อม ทั้งทางกาย วาจา และใจ
๓. จงยกจิตขึ้นให้มีความผ่องแผ้ว สมบูรณ์ หมดจดจากกิเลส

นัยที่ ๓ เป็นลักษณะที่ส่งเสริมให้ประพฤติ นับเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะเผยแพร่
๑. ภิกษุทั้งปวงจะต้องมีความสำรวมระวังในระเบียบวินัย
๒. ภิกษุทั้งปวงจะต้องเป็นผู้รู้จักประมาณ
๓. ภิกษุทั้งปวงจะต้องมีความเพียรอันชอบแล้ว

“ขอพระโอวาททั้ง ๓ ที่ลูกระลึกได้ในขณะนี้ ณ ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจของสังฆฤทธิ์ จากพระอรหันต์จำนวน ๑๒๕๐ รูป ที่มาประชุมพร้อมกันโดยที่มิได้นัดหมายนั้น จงทำให้ลูกเป็นคนขยัน มีความเพียรอันชอบธรรม ที่จะนำชีวิตเพื่อยกจิตออกจากกิเลส ด้วยการสร้างเหตุของขันติทั้งสามคือ อดทนต่อความลำบาก อดทนต่อทุกขเวทนา และอดทนต่ออารมณ์ให้ได้ เพื่อจุดหมายปลายทางของชีวิต คือพระนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทรงยกย่องว่าเป็นบรมธรรม ด้วยเทอญ”

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 18:46:02 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 4


แต่เหตุการณ์ที่สะเทือนความรู้สึกของลูกได้มากที่สุดในวันนี้ คือเมื่อขึ้นเขาคิชกูฏ เพื่อเดินทางไปยังพระคันธกุฎีที่พระพุทธชินสีห์ทรงใช้เป็นที่ประทับ ลูกได้รับฟังจากพระวิทยากรพร้อมทั้งได้เห็นสถานที่ ที่เคยมีเหตุการณ์ทั้งที่เป็นบาป และเป็นบุญ นั่นคือ สถานที่ที่พระเทวทัตกลิ้งหินลงมาเพื่อทำร้ายพระพุทธองค์ และ “มาตากุจิ”อันสถานที่พระนางโกศลเทวี พยายามรีดพระครรภ์เพื่อทำลายพระราชโอรสคือพระเจ้าอชาตศัตรู นับเป็นเรื่องราวที่น่าสลดและรันทดยิ่ง

แต่ขณะเดียวกัน ณ ที่เดียวกันนี้ก็ยังมีอดีตกาลที่น่าชื่นชมยินดี เพราะเป็นสถานที่ที่พระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทรงสนทนาธรรม และปรึกษาปัญหาต่างๆ ระยะทางที่ขึ้นในสมัยนั้นย่อมลำบากยากเข็ญกว่าในสมัยนี้ ซึ่งแม้จะทำบันไดและทางขึ้นเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม พวกเราก็ยังมีอาการหอบและล้าเกือบหมดกำลัง แต่เพราะพลังใจที่ได้รับมาจากพ่อก่อนเดินทาง ประกอบเรื่องราวของพระเจ้าพิมพิสารที่ได้รับฟังว่า เมื่อยามว่างจากงานราชการแล้ว พระองค์จะต้องเดินทางขึ้นเขาแห่งนี้ แม้ตอนแรกจะเดินทางมาด้วยช้างพร้อมทหารเสนาอำมาตย์ และข้าราชบริพาร รวมทั้งพสกนิกรที่ตามเสด็จมาส่ง แต่เมื่อเดินทางมาถึงเชิงเขา และทรงลงจากช้างราชพาหนะแล้ว พสกนิกรทั้งหลายจะต้องคอยพระองค์อยู่ ณ เชิงเขาแห่งนี้ จากนั้นพระองค์จะเสด็จดำเนินขึ้นเขาด้วยพระบาทพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ต่อไปอีกช่วงระยะ เมื่อถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ทหารรักษาพระองค์ก็หยุดรอพัก โดยที่พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดเพียงไม่กี่คน จะทรงดำเนินต่อไปจนเกือบถึงยอดเขา เมื่อเริ่มเห็นพระคันธกุฎี พระองค์จะทรงเปลี่ยนเครื่องทรง โดยแต่งแบบสามัญชนสีขาวและเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระบรมศาสดาโดยลำพังเพียงพระองค์เดียว

พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นถึงกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แล้วลูกๆ คือใคร ?
แต่เพราะความศรัทธาที่พระองค์ทรงมีอย่างเปี่ยมล้น จึงดั้นด้นจนถึงยอดเขาได้ ทำให้พวกเราเกิดกำลังใจผลักดันให้เกิดกำลังกาย บ่ายหน้าพาตัวเองขึ้นไปถึงยอดเขาได้ทุกคน

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 18:51:43 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 5


ในระยะทางที่ผ่านมาเราได้ผ่านถ้ำพระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องจากพระศาสดา และเป็นที่ยอมรับในหมู่พุทธบริษัทว่า เป็นผู้ล้ำเลิศในทางอิทธิฤทธิ์และปาฏิหารย์ต่างๆ ซึ่งท่านได้ใช้ฤทธิ์เหล่านั้นไปในทางที่เป็นประโยชน์พระพุทธศาสนา ได้รับฟังมาว่า ณ เขาคิชกูฏ ท่านสาวกผู้นี้จะมีหน้าที่ดูแลและตรวจสอบบุคคลที่ขึ้นไปหาพระบรมศาสดานั้นว่าเป็นคนดีหรือคนร้ายด้วยอำนาจของฤทธิ์ที่ท่านมี นับเป็นด่านที่ทดสอบการผ่านเข้าเฝ้าเป็นด่านแรก ณ ตรงนี้ดูเหมือนจะมีเสียงหลวงพ่อเตือนให้ลูกนึกถึงความสำคัญของแรงอธิษฐาน ลูกจึงกราบกรานสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น พร้อมตั้งเจตนาว่า

“ขอการผ่านด่านครั้งนี้ของลูก จงปลูกความสำนึกขึ้นในจิตใจ ให้ลูกมั่นใจในความดี มั่นคงในการกระทำความดี หากเมื่อใดที่ลูกจะมีการพลาดพลั้งไปกระทำกรรมชั่ว ขอให้ลูกเกิดฤทธิ์ทางใจให้รู้สึกตัวได้ทัน ด้วยอำนาจใจที่ลูกได้อธิษฐานไว้ ณ ถ้ำของท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์ครั้งนี้ ขอให้ลูกสัมฤทธิ์ผลตามคำอธิษฐานด้วยเทอญ”

...เสียงของพ่อยังย้ำเตือนให้ลูกได้ระลึกอีกว่า ฤทธิ์ทางใจที่ลูกขอนั้น จะได้มาก็ต่อเมื่อลูกต้องรู้ว่า อิทธิฤทธิ์ที่ดีที่สุดคือ ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากอิทธิบาท ๔ อันได้แก่
๑. ฉันทะ ลูกต้องพอใจที่จะเป็นคนดี ทำแต่ความดี
๒. วิริยะ ลูกจะต้องมีความเพียร เรียนรู้ว่าความดีคืออะไร มีอะไรบ้าง จะต้องทำอย่างไร และให้ผลอย่างไร พร้อมลงมือทำสิ่งนั้นๆ ให้ได้ เพราะเมื่อเรารู้จักทางของความดี เราย่อมเดินไปในทางแห่งความดีนั้นได้
๓. จิตตะ ลูกจะต้องตั้งมั่น อยู่กับเป้าหมายของความดีที่วางไว้ โดยไม่ลังเล ไม่ท้อถอย และไม่น้อยใจ แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น ก็ไม่ควรหวั่นไหวจนผิดไปจากเป้าหมายที่ตั้งไว้
๔ วิมังสา ลูกจะต้องใช้ปัญญาตัดสินอารมณ์ที่เกิดขึ้น ว่าสิ่งนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับผลนั้น
เมื่อนั้นแหละ...ลูกพ่อจะได้ในสิ่งที่ลูกอธิษฐาน คือฤทธิ์ทางใจ อำนาจที่จะทำให้ลูกรู้สึกตัวได้ทัน ! และเป็นคนดีได้ตามที่ปรารถนา

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 18:54:22 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 6


จากนั้นพวกเราก็เดินผ่านถ้ำ “สุกรขาตา”ของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า โอวาทคำสอนของท่านนั้นเป็นเสมือนโอวาทของพระพุทธองค์ และเป็นผู้ที่สามารถหมุนธรรมจักรให้เป็นประโยชน์สุขแก่คนทั้งปวงได้
ฉะนั้นผู้ใดสนทนาธรรมกับพระสารีบุตรก็เหมือนได้สนทนาธรรมกับพระพุทธองค์
และที่สำคัญถ้ำแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาว่า เป็นที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม “เวทนาปริคคหสูตร” เพื่อโปรดทีฆนปริพาชก ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตรซึ่งได้มาติดตามลุง ธรรมที่แสดงในวันนั้นยังผลให้พระสารีบุตรสำเร็จพระอรหันต์ ในขณะที่กำลังทรงงานพัดให้กับพระพุทธเจ้า ส่วนทีฆนปริพาชกหมดความเคลือบแคลงใจ และเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ถ้ำแห่งนี้สะกิดใจให้ลูกได้คิดว่า การที่บุคคลใดจะมีดวงตาเห็นธรรม หรือสำเร็จพระอรหันต์นั้น ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอยู่ตามลำพังคนเดียว หากปัญญาบารมีที่สร้างสมอบรมไว้มีมากจนเกิดอำนาจพอรอเวลาเท่านั้น เพราะเมื่อมีปัจจัยมากระตุ้นย่อมเกิดการสำเร็จได้ เสมือนผลไม้ที่สุกงอม เพียงแค่ลมกรรโชกก็ร่วงหล่นได้ ดั่งเช่นพระสารีบุตร เมื่อผ่านด่านนี้ลูกจึงอธิษฐานว่า

“ขอหนทางชีวิตของลูกที่จะต้องเดินทางต่อไปข้างหน้า จงได้คบหาแต่คนดี มีกัลยาณมิตร มีจิตที่คล้อยไปตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สดับรับฟังสัจธรรม และมีความเข้าใจ สามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของสภาวธรรมนั้น ขอปัญญาที่ลูกสร้างสมมาในอดีตชาติที่ไม่อาจระลึกรู้ได้ จนปัจจุบันชาติที่ระลึกรู้ได้ และอำนาจของกุศลในขณะนี้ที่ลูกได้นำกาย วาจา และใจ มาน้อมกราบสิโรราบ ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ จงรวมเป็นพลังสร้างสรรค์จิตใจให้ลูกเป็นคนฝักใฝ่อยู่ในปัญญา มีไหวพริบ มีปฏิภาณที่จะปหาณอนุสัยจนสามารถไปไกลจากความทุกข์ ถึงซึ่งสันติสุข คือพระนิพพานโดยเร็วเทอญ”

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 18:57:56 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 7


เมื่อเดินขึ้นไปถึงยอดเขา ก่อนเข้าไปกราบพระคันธกุฎี พวกเราจะต้องผ่านกุฎีของพระอานนท์ ผู้เป็นเสมือนราชเลขาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทุกคนจึงเข้าไปน้อมกราบเสมือนเป็นการขออนุญาตเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา เพราะทราบมาว่าหนึ่งในพร ๘ ประการ ที่พระอานนท์ได้ตรัสทูลขอเมื่อคราที่รับตำแหน่งพุทธุปฐาก ว่า ขอให้ท่านได้เป็นผู้พาพุทธบริษัทเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าจอมมุนีในยามที่เขาทั้งหลายมาเพื่อจะขอเข้าเฝ้า ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงประทานให้
แต่ที่ลูกประทับใจคือพรในข้อสุดท้ายที่ทูลขอว่าหากพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมในที่ใด แก่ผู้ใด ซึ่งถ้าท่านไม่ได้อยู่ในที่แห่งนั้นด้วย ขอได้ทรงโปรดเล่าพระธรรมเทศนานั้นแก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง
ฉะนั้นเมื่อระลึกนึกถึงพระอานนท์ครั้งใด ลูกจะคิดไปถึงความมีน้ำใจ โดยเฉพาะความเป็นไปในทางพหูสูตร และความสามารถอันแม่นยำในการจดจำพระธรรมคำสอนของท่าน จนเป็นบุคคลที่สำคัญในการรวบรวมคำสอนทางพระพุทธศาสนา
แม้ในวันนี้เมื่อตอนที่พวกเรายืนอยู่ชั้นบนของตโปธาราม พระอาจารย์วิทยากรได้ชี้ไปที่ภูเขาเวภาระ ซึ่ง ณ ที่นั้นมีเหตุการณ์ที่สำคัญคือ การสังคายนาครั้งแรก โดยที่พระอานนท์ เป็นผู้วิสัชชนาพระธรรมโดยตลอด แต่ที่เขาคิชกูฏแห่งนี้ท่านคอยทำหน้าที่เป็นอุปฐาก ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบงานด้านนี้ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าไม่มีภิกษุอื่นใดทำเทียบได้ ลูกซาบซึ้งกับการกระทำของพระอานนท์ สหชาติที่คอยปรนนิบัติวัฏฐากพระพุทธเจ้าจอมมุนี จนแทบไม่มีเวลาที่จะหาโอกาสทำความเพียรเพื่อความหลุดพ้นให้กับตนได้ นับเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระอานนท์ผู้เป็นพุทธอนุชา

“ลูกขอใช้กาย วาจา ใจ เป็นเครื่องสักการะต่างดอกไม้ ธูป เทียน กราบนมัสการพระอานนท์เถระ พระผู้มีน้ำใจ และมีชีวิตที่เป็นไปในทางพหูสูตร อีกทั้งเป็นผู้ที่มีสติ มีความดำริในการเป็นผู้เสียสละเพื่อธุระอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา ขอความรู้สึกที่ระลึกถึงท่าน จงเหหันชีวิตของลูกออกจากเรื่องราวที่ไร้สาระ มาทำธุระเช่นท่าน สามารถสดับรับฟังสิ่งที่เป็นธรรมวิเศษได้ทุกเรื่อง มีความแม่นยำจดจำในธรรมที่เป็นประโยชน์ได้ทุกอย่าง และสามารถก้าวย่างตามรอยท่าน พระอรหันต์ผู้เสียสละ”


เมื่อลูกได้มีโอกาสนั่งอยู่หน้าพระคันธกุฎี ลูกรู้สึกว่าชีวิตลูกชาตินี้เกิดมาคุ้ม เพราะการลงทุนแรงกาย และแรงใจให้กับทางโลก ลูกได้อะไรมาบ้าง โลกธรรมที่ปั่นชีวิตของลูกให้หมุนเหมือนลูกข่าง แล้วก็สร้างปัญหาที่ทำให้เกิดความวุ่นวายใจ แต่มาวันนี้ลูกได้มานั่งสงบนิ่งในสถานที่ที่กาลครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงออกมาให้คำปรึกษา และแสดงธรรมแก่พระเจ้าพิมพิสาร

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 19:06:07 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 8


ขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น ลูกมีความรู้สึกชัดถึงใจที่เหนื่อยล้าจากปัญหาที่มีอยู่มากมาย ล้วนเป็นปัญหาที่คิดว่าแก้ไม่ตก อีกทั้งยังปลงและปลดภาระเหล่านั้นออกวางไม่ได้ เวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่าลูกได้เก็บและกดเรื่องราวของปัญหาทั้งหมดไว้ด้วยการงานที่เป็นกุศลโดยเฉพาะความรู้สึกที่คิดว่าเราเป็นลูกพ่อ พ่อเราอดทนแค่ไหน เราต้องทำให้ได้เหมือนพ่อ
แต่มาบัดนี้เมื่อได้มานั่งสมาธิ ณ สถานที่ที่พระพุทธองค์เคยทรงออกมาแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ที่มาเฝ้าและกำลังตกอยู่ในห้วงเหวแห่งความทุกข์ สิ่งหนักอึ้งที่ท่วมท้นอยู่ภายในความรู้สึกก็ล้นทะลักออกมา น้ำตาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ว่าในชีวิตของการเกิด เราร้องให้มาหลายครั้ง จำนวนที่หลั่งออกมานั้นมีมากมายยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร มาบัดนี้น้ำตาที่ว่ามากนั้นก็ยิ่งเพิ่มปริมาณขึ้นกว่าเดิม
ขณะนั้นลูกรู้สึกเหมือนว่ามีลมเย็นพัดมาโชลมกาย ดุจเป็นพระพุทธดำรัสที่ทรงตรัสปลอบประโลมใจให้กับลูก ทุกครั้งที่ลูกมีคำถามของปัญหา กระแสลมก็จะพาคำตอบมาให้ กระแสใจนั้นลูกได้รับรู้ถึงความสัมผัสที่อบอุ่นและอ่อนหวาน
“ยามปีนขึ้นเขานี้ ยิ่งสูงขึ้น ยิ่งรู้สึกว่าตัวเรามีความหนักขึ้น...นั่นแหละชีวิต ถ้าเปรียบแล้วตอนเด็กความรับผิดชอบยังไม่มีเพราะภาระยังไม่มาก แต่เมื่อเติบโตขึ้นภาระความรับผิดชอบย่อมมีมาก ยิ่งสูงมากเท่าไร ภาระของความหนักย่อมต้องมากขึ้น เช่นเดียวกันที่ลูกรู้สึกหนักก็เพราะลูกกำลังคิดถึงภาระที่ตนเองมีอยู่ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ลูกสามารถทำความธรรมดาให้ไม่ธรรมดาได้ นั่นคือทำชีวิตที่มีภาระ ให้เป็นชีวิตที่หมดภาระ และทำชีวิตที่หมดภาระให้หมดไปจากการมีชีวิต เมื่อไม่มีชีวิตย่อมไม่มีภาระ”
ทำให้ลูกนึกถึงภารสุตตคาถา ที่ว่า
ภารา หะเว ปัญจักขันธา
ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ
ภาระหาโร จะปุคคโล
บุคคลแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก
การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก
ภาระนิกเขปะณัง สุขัง
การสลัดของหนักทิ้งลงเสีย เป็นความสุข
นิกขิปิตวาคะรุง ภารัง
พระอริยเจ้า สลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว
อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ
ทั้งไม่หยิบฉวย เอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก
สมูลัง ตัณหัง อัพพุยหะ
ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้ กระทั่งราก
นิจฉาโต ปะรินิพพุโตติ
เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิท ไม่มีส่วนเหลือ

ฉะนั้นมีทางเดียวเท่านั้นที่ลูกสามารถพ้นจากภาระอันหนักนี้ได้ คือลูกจะต้องเดินตามทางพระอริยเจ้า ผู้ซึ่งสลัดทิ้งของหนักลงได้แล้ว แต่ขณะที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูกควรจะทำอย่างไรกับชีวิต? ดูเหมือนจะมีเสียงกระซิบบอกลูกให้ระลึกถึงหลักที่พ่อเคยสอนพวกเราว่า จงแจ้งแก่ใจ สลดจิต เปลี่ยนวิถีชีวิต และอย่าคิดกลับคืน

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 19:10:28 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 9

พระอรหันต์ท่านก็ล้วนมาจากปุถุชน แต่เป็นคนที่สร้างสมบุญบารมีมามากพอเพียงจนมีเหตุปัจจัยให้ได้พบพระพุทธองค์ หรือพระอรหันต์สาวกองค์ใดองค์หนึ่ง ได้ฟังธรรมจนแจ้งแก่ใจในความจริงคืออริยสัจ ๔ และเกิดสลดจิตไม่ยึดติดในขันธ์ ๕ เป็นอนุปาทานขันธ์ หันเปลี่ยนวิถีชีวิตจากปุถุชนสู่อริยบุคคล ๘ โดยไม่คิดกลับคืนมาสู่วัฏฏสงสาร คือเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
ในเมื่อลูกจะเดินตามทางท่าน ลูกจงสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง ด้วยการเริ่มต้นมั่นคงกับเป้าหมายของชีวิตที่คิดแน่นอนแล้วว่าจะเดินไปทางทิศใหน เมื่อตัดสินใจแล้ว จงเดินหน้าไม่ว่าของเก่า และไม่เล่าอดีต เพราะอดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ส่วนปัจจุบันคือความจริง

ฉะนั้นลูกจงตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันให้ได้ ปัญหาทุกอย่างเกิดจากเรื่องราว เรื่องราวมีจบ แต่เพราะเราไม่จบ นำมาขบคิดจนเกิดเป็นปัญหา เมื่อเรื่องราวมีมากปัญหาย่อมต้องมีมากด้วย เรื่องราวทุกอย่างเมื่อจบไปแล้ว มันก็คืออดีต ล้วนเป็นความหลัง อย่าลืมว่า อดีตและอนาคตเกิดขึ้นได้จากจิตที่ซัดซ่ายไม่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ฉะนั้นลูกจะต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้ และรู้สึกตัวให้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต สิ่งนั้นเป็นกุศล หรืออกุศล ผลจะเป็นอย่างไร จงใช้ศรัทธานำหน้าชีวิต คือ
๑. เชื่อเรื่องกรรม เชื่อว่า การทำกรรมดีเป็นการสร้างเหตุให้ได้รับผลดี ส่วนการทำกรรมชั่วย่อมต้องได้รับผลชั่วในภายภาคหน้า
๒. เชื่อเรื่องวิบากกรรม เชื่อว่าสิ่งต่างๆ เรื่องราวทุกอย่างที่ได้รับทุกวันนี้ ล้วนเป็นผลจากการทำกรรมในอดีตชาติทั้งสิ้น
๓. เชื่อเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของของตน ไม่มีใครรับผลกรรมแทนใครได้ ใครสร้างเหตุไว้อย่างไรย่อมต้องได้รับผลที่ตนทำทั้งสิ้น
๔. เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งสอนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต การเวียนว่ายตายเกิด เหตุที่ทำให้ต้องเกิดอยู่ในวัฏฏะ และให้ทางการตัดต้นตอแห่งวัฏฏะนั้น

โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ว่า “ชาติ เป็นทุกข์ ; อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ ; ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี” ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่าชีวิตเป็นทุกข์
จงทำความคุ้นเคยกับความทุกข์ของชีวิต เพราะถ้าไม่รู้จักทุกข์ชีวิตจะพ้นไปจากทุกข์ไม่ได้ ลูกเองก็เรียนมาแล้วว่าทุกข์คือการทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไปไม่พ้น
แล้วลูกจะเห็นว่าแม้ไม่มีเรื่องราวเข้ามาเกี่ยวข้อง ลูกก็ยังหนีความทุกข์ไปไม่พ้น เพราะทุกข์เกิดขึ้นจากชีวิต ชีวิตมีได้เพราะการเกิด
พระพุทธองค์จึงทรงบอกว่า “ชาติปิทุกขา”
และเมื่อผู้ใดเข้าถึงธรรมผู้นั้นย่อมถึงตถาคตอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้คือความต้องการของลูกมิใช่หรือ ?
แล้วลูกจะยังกลัวทุกข์ เสียใจไปกับทุกข์ทำไม


แต่จงแยกทุกข์ให้ออก ดูทุกข์ให้เป็น เพราะหนึ่งในอริยสัจนั้นบอกว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้
จงพยายามกำหนดรู้ทุกข์ที่เกิดขึ้น แล้วลูกจะเห็นว่าชีวิตหรือขันธ์ห้าของลูกเองนั่นแหละ คือตัวทุกข์
เพราะเป็นภาระอันหนักที่ลูกต้องแบกอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถวางลงได้เลย เรื่องราวบางเวลายังวางได้ ลืมได้ แต่ลูกไม่เคยลืมเลยว่านี่คือตัวเรา ความยึดมั่นในตัวตนหรืออุปาทานขันธ์ห้านี่แหละคือตัวทุกข์


โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 19:18:45 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )


  สลักธรรม 10


….จงน้อมนำปัญญาเข้ามาสู่ตัวให้ได้เห็นความจริงดั่งเช่นที่พระพุทธอง์ทรงตรัสสอน พระอรหันต์ท่านก็เคยมีความรู้สึกเช่นลูกในอดีต แต่เพราะท่านไม่ผูกติดกับเรื่องราว เพียงคอยสาวเหตุและหาผลให้กับตนตลอดเวลา ว่ามีความจริงอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งมีทุกข์ที่ต้องแก้ไขอยู่ทุกขณะ ล้วนไม่มีสาระทั้งสิ้น ท่านจึงเห็นว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่น่ายึดติด เพราะความไม่ยึดติด ชีวิตท่านจึงหมดจากอุปาทาน เสมือนท่านได้ปลดวางซึ่งภาระอันหนักนั้นลงได้แล้ว
นี่ไง ! เป็นการทำชีวิตที่มีภาระให้หมดภาระ และเมื่อท่านจบวาระของชีวิต การตัดแล้วซึ่งต้นตอของตัณหา แม้กระทั่งรากของอวิชชาที่ท่านเหล่านั้นถอนได้แล้ว ยังผลให้ท่านไม่ต้องเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องมีชีวิต หมดสิ้นไปจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง “นิพพานัง ปรมัง สุขขัง”

มาถึงตอนนี้ความรู้สึกอึดอัดที่ลูกมีอยู่ค่อยๆเบาบางลง นึกทบทวนคำสอนของพ่อ บ่อยครั้งที่พ่อพยายามปลูกฝังความจริงในเรื่องของชีวิตให้กับลูก ปลุกใจลูกให้เกิดปัญญาและยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ล้วนเป็นของเก่า เป็นกระจกเงาที่ส่องให้ลูกเห็นว่า ในอดีตชาตินั้นลูกได้ทำอะไรมาบ้าง พ่อพยายามสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในใจลูก โดยเฉพาะในเรื่องของกรรม และวิบาก พ่อสอนให้ลูกรู้จักสาวเหตุมาหาผลให้กับตนตลอดมา และตอกย้ำให้ลูกมั่นใจว่าถ้าลูกยังสร้างเหตุของกรรมเช่นนั้น ลูกย่อมต้องได้รับผลอันเป็นวิบากเช่นนี้อย่างแน่นอน ...และที่ได้รับอยู่ทุกวันนี้บางครั้งก็สุข บางเวลาก็ทุกข์
- ยามสุขจงเตือนตนว่า นี่คือสุขวิปลาส
- ยามทุกข์จงบอกตนว่า นี่ไง! ทุกขสัจจะ
ทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงให้กำหนดรู้ ลูกจงพยายามกำหนดรู้ให้ได้

ก่อนอื่นลูกคงจะต้องรู้ว่าทุกข์นั้นเป็นทุกข์อะไร วิปากทุกข์ หรือกิเลสทุกข์
เพราะการรู้เท่าทันว่า ทุกข์ที่กำลังได้รับนี้เกิดจากวิบากอันเป็นของเก่าเสมือนเราต้องชดใช้หนี้
“ที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำคือกรรม” ความรู้สึกเช่นนี้จะเป็นปัญญาพากั้นกิเลสจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าลูกมีสติไม่เท่าทันต่อเหตุการณ์ ความพอใจ หรือไม่พอใจที่เกิดขึ้นนั้น จะผกผันชีวิตลูกให้แล่นไปในกิเลสทุกข์ทั้งสิ้น เพราะกิเลสนี้จะเป็นตัวผลักดันให้ลูกกระทำกรรมต่อไป เมื่อมีกรรมก็ต้องมีเกิด เมื่อมีเกิดก็ต้องมีทุกข์ นี่คือ ชีวิตที่ต้องเวียนวนอยู่ในสังสารวัฏด้วยการหมุนของเฟืองแห่งวัฏฏะสาม คือ กิเลส กรรม วิบาก

หากลูกต้องการหยุดการมีชีวิต ซึ่งเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดทุกข์ ลูกจะต้องเอาความทุกข์ที่มีอยู่ในชีวิตมาทำความเข้าใจ และนำมาใช้เป็นบันไดไต่เต้าไปหาปัญญาให้ได้ ดั่งคำที่ว่า ถ้าไม่รู้จักทุกข์ ชีวิตย่อมพ้นทุกข์ไปไม่ได้

โดย วยุรี [12 ก.พ. 2549 , 19:23:25 น.] ( IP = 58.136.212.14 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org