| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๐๗)
ตอนที่ (๑๐๖) อ่านที่นี่
เมื่อผมได้บรรยายเรื่องสัมผัปปลาปะ คือ การพูดเพ้อเจ้อแล้ว ผมก็คิดว่าน่าที่จะให้ท่านนักศึกษามีความเข้าใจกว้างขวางขึ้น จะได้เอาไว้เป็นแนวทางที่จะคิดพิจารณาในปัญหาชีวิตที่ละเอียดขึ้นต่อไป
คำว่า ติรจฺฉาน นั้นแปลว่า สัตว์เดรัจฉาน หมายถึงผู้ไปโดยขวาง คือขวางต่อหนทางที่จะไปสู่การพ้นทุกข์ ได้แก่การขวางต่อมรรคผลนิพพาน
สัตว์เดรัจฉานมีคติอยู่ ๓ ประการเท่านั้น คือรู้จักกิน รู้จักนอน และรู้จักเสพเมถุน ความดี ความชั่ว บุญหรือบาปได้เคยได้คิด
การที่มีคติทั้ง ๓ ประการนี้เพียงเท่านั้น จึงเป็นเครื่องสกัดกั้นหนทางเดินของตนที่ควรจะไปในทิศทางที่ดีที่สุดที่ควรจะไปได้ เพราะเป็นผู้ที่ไม่รู้จักความดี ไม่รู้จักความชั่ว ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักบาป กระทำการใดๆ ลงไปก็อยู่ในข่ายของสัญชาติญาณ หรือกระทำไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ โดยที่ไม่ได้รับการอบรมให้บังเกิดความรู้ ความคิด และมีสติปัญญาสามารถรู้ความจริงในเรื่องของชีวิต ถ้าเป็นคนก็อยู่ในพวกบุคคลปัญญาอ่อนมาก และบุคคลที่ติดสุราในขณะที่กำลังมึนเมาไร้สติ ไม่มีปัญญาที่จะคิดถึงความดีความชั่วอะไรเลย
สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมีคติ ๓ ประการ คือรู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักเสพเมถุนเช่นนี้แล้ว จึงมิได้มีปัญญาทำจิตของตนให้เกิดขึ้นซึ่งญาณสัมปยุต เมื่อปัญญาในปัญหาชีวิตมิได้บังเกิดขึ้นเสียแล้ว หนทางเดินไปสู่มรรคผลนิพพานเพื่อความพ้นทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดจึงตั้งต้นขึ้นไม่ได้ จึงต้องเกิดแล้วเกิดอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก ต่อๆ ไปจนนับชาติที่เกิดขึ้นมาไม่ไหว โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 ก.พ. 2549 , 06:11:00 น.] ( IP = 58.136.209.151 : : )
สลักธรรม 1
คำว่า วิชา นั้นแปลว่า ความรู้ ดังนั้นเมื่อเอามารวมเข้ากับคำว่า ติรัจฉานเป็นติรัจฉานวิชา ก็แปลว่า วิชาความรู้ที่เป็นไปเพื่อจะกิน เพื่อจะนอน เพื่อจะเสพเมถุน ไม่ได้เป็นหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ พ้จจากการเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้นการศึกษาวิทยาการใดที่เป็นไปเพื่อคติดังกล่าว โดยที่มิได้เหิดปัญญาในปัญหาของชีวิต จึงได้ชื่อว่าเป็น เดรัจฉานวิชา ทั้งนี้ไม่เลือกว่าจะเป็นการศึกษาในวิทยาการประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในโลกหรือนอกโลก และไม่ว่าจะเป็นเรื่องหยาบๆ หรือเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ต้องศึกษากันนานนับสิบๆ ปีก็ตาม
คำว่า เดรัจฉานวิชานั้น ก็ได้แก่วิชาของเดรัจฉาน คือ ความรู้ที่เป็นไปโดยขวางต่อมรรคผลนิพพาน ฉะนั้นคำว่าเดรัจฉานกถาก็ได้แก่การพูดจาที่ไม่มีประโยชน์หาสาระมิได้ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในสามัญญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรคพระบาลี คือคำพูดที่จัดเข้าใน นิรตฺถกถา อันหมายถึงคำพูดที่ไม่มีสาระ มิได้เป็นเครื่องนำทางให้เกิดปัญญาในปัญหาของชีวิต ทั้งเป็นตัวช่วยให้กิเลสเพิ่มพูนขึ้นด้วย คำพูดต่างๆ เหล่านี้ ชื่อว่า ติรัจฉานกถา นั่นเอง มีอยู่ ๓๒ ประเภทด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
โลกกฺขายิกํ พูดเรื่องโลก และผู้สร้างโลก สมุทฺทกฺขยิกํ พูดเรื่องมหาสมุทร และผู้สร้างมหาสมุทร นานตฺตกถํ พูดเรื่องราวร้อยแปด เป็นต้น
คำพูดที่ไม่มีสาระประโยชน์นั้น มักจะปรากฏในพวกแสดงในมหรสพต่างๆ เช่น หนัง หรือละคร และนักประพันธ์ที่แสดงหรือประพันธ์ขึ้นโดยที่มิได้แฝงคติธรรมสั่งสอนให้คนประพฤติดีมีศีลธรรม มีความเข้าใจในเรื่องชีวิต หรือนำทางชีวิตของบุคคลให้เห็นหนทางเดินที่ถูกต้อง หากแต่มีเจตนาที่จะให้คนหลงใหลเพลิดเพลินใจเป็นที่ตั้ง บุคคลจำพวกนี้ตามพุทธภาษิตในสฬายตนสังยุตตพระบาลี แสดงว่า ถ้าประพฤติเป็นไปอยู่เสมอแล้ว เมื่อล่วงลับจากโลกนี้ย่อมไปบังเกิดในทุคติภูมิ ผมจะขอเล่าเรื่องให้ท่านฟังสักเรื่องหนึ่ง โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 ก.พ. 2549 , 06:11:35 น.] ( IP = 58.136.209.151 : : )
สลักธรรม 2
สมัยหนึ่งในครั้งพุทธกาล เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้กลับมาจากการบิณฑบาตและเมื่อฉันอาหารกันเรียบร้อยแล้ว ก็มิได้มีธุระอะไรจะทำ จึงได้เปิดการสนทนากันขึ้นเป็นกลุ่มๆ ในธรรมสภา เรื่องที่สนทนากันนั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อความรู้ เพื่อผ่อนคลายกิเลส หรือจะเป็นไปในเรื่องของความพ้นทุกข์ หากแต่ได้สนทนาปราศรัยกันแต่ในเดรัจฉานกถาอันหาสาระมิได้ทั้งนั้น เช่นสนทนากันว่า
ลูกชายของบ้านนี้จะแต่งงานกันกับลูกสาวของบ้านโน้นในวันพรุ่งนี้ ครอบครัวภายในบ้านนั้นไม่ค่อยจะสามัคคีกัน บ้านนี้ถวายอาหารบิณฑบาตล้วนแต่ประณีต พูดเรื่องถนนหนทางต่างๆ พูดเรื่องอำมาตย์ราชมนตรี และเรื่องการโจรกรรมต่างๆ พูดเรื่องกลิ่นของดอกไม้ต่างๆ ตลอดไปจนอาหารและเครื่องดื่ม
เมื่อการสนทนาของพระภิกษุทั้งหลายได้ตั้งต้นขึ้นมาแล้ว การพูดจาก็ขยายออกไปในเรื่องราวต่างๆ มากมายซึ่งล้วนแต่ไม่มีสาระ แต่ละท่านก็มีความเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับเรื่องไม่มีสาระเหล่านั้นกันอย่างเต็มที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ภายในกุฎี ได้เล็งพระญาณดูก็ทราบว่า พระภิกษุทั้งหลายต่างสนทนากันด้วยเรื่องอะไร พระองค์จึงได้เรียกพระโมคคัลลานะเข้ามาหา แล้วตรัสว่า บรรดาพระภิกษุทั้งหลายบนธรรมสภานั้น กำลังกล่าวเดรัจฉานกถา คือ เรื่องราวที่ไม่มีสาระกันอยู่ ขอให้พระโมคคัลลานะไประงับเสีย โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 ก.พ. 2549 , 06:11:54 น.] ( IP = 58.136.209.151 : : )
สลักธรรม 3
พระโมคคัลลานะจึงไป ณ ธรรมสภานั้นแล้ว จึงได้เอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงไปบนธรรมสภา แล้วแสดงอำนาจที่เรียกว่า อภิญญาจิต ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษสำหรับผู้ที่ได้ฌาน แล้วฝึกฝนอำนาจนี้ขึ้น (ท่านนักศึกษาจะได้ทราบเมื่อศึกษาไปมากกว่านี้) อำนาจของอภิญญาจิตกระทำให้ธรรมสภาสั่นสะเทือนขึ้นมา บรรดาพระภิกษุทั้งหลายที่ต่างก็กำลังเพลิดเพลินกับการสนทนาเดรัจฉานกถากันอยู่ ต่างก็พากันมองหาว่า อะไรทำให้ธรรมสภานั้นสั่นสะเทือนขึ้นมาได้ เมื่อหันไปมองเห็นพระโมคคัลลานะยืนอยู่ ก็พากันทราบว่า พระโมคคัลลานะมาแสดงให้ทราบ เพื่อให้ระงับการสนทนาในเดรัจฉานกถานั้น พระภิกษุทั้งหลายก็มีความละอายใจพากันเลิกสนทนาในเรื่องที่ไร้สาระเหล่านั้นเสีย
ส่วนพระโมคคัลลานะ เมื่อเห็นพระภิกษุทั้งหลายมองมายังตนโดยทั่วกันแล้ว ก็กลับไปมิได้ว่ากล่าวหรือมีคำสั่งประการใด เพราะทราบดีว่า พระภิกษุทั้งหลายต้องมีความเข้าใจแล้วคงจะหยุดการสนทนาอันเป็นเดรัจฉานกถากันต่อไป
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงอบรมสั่งสอนแก่สาวกทั้งหลายอยู่เสมอว่า "ทฺวินนํ โว ภิกฺขเว สนฺนิปติตานํ ทวยํ กรณียํ ธมฺมีวากถา ตณฺหิภาโววาฯ" แปลว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย เมื่อได้มีการพบกันระหว่าง ๒ องค์แล้ว การงานที่ควรประพฤตินั้นมี ๒ อย่าง คือกล่าวถ้อยคำที่เกี่ยวกับธรรมะ หรือมิฉะนั้นก็นิ่งเฉยเสีย"
คำว่า ภิกขุ นั้นแปลว่า ผู้ขอ ถ้าว่าโดยความหมายแล้วก็หมายถึง ผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏะ คือเห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ แล้วก็หาหนทางที่จะให้พ้นไปเสียจากการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ด้วยเหตุนี้ภิกษุทั้งหลายก็จำเป็นที่จะต้องสนทนาปราศรัยกันแต่ในเรื่องของภัยอันตนเองพากเพียรพยายามแสวงหาอยู่ การแสดงออกซึ่งเดรัจฉานกถานั้นพร่ำเพรื่อ ก็จะเสียเวลา เสียประโยชน์อันควรจะได้รับ และถ้าเป็นไปอยู่อย่างสม่ำเสมอเพลิดเพลินไปกับเดรัจฉานกถามิได้ยอมปล่อยแล้ว เดรัจฉานกถาก็จะเป็นมารมาสกัดกั้นหนทางที่จะไปสู่มรรคผลนิพพานของตน แล้วอาจจะพาตนเองไปสู่ความตกต่ำ หรืออาจนำให้ปฏิสนธิในทุคติภูมิได้ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 ก.พ. 2549 , 06:12:14 น.] ( IP = 58.136.209.151 : : )
สลักธรรม 4
สัมผัปปลาปะนี้ขอให้ท่านนักศึกษาจำไว้ด้วยว่า มีปโยคะ ๒ คือ วจีปโยคะ ได้แก่การกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำ เช่นการพูดจาต่างๆ และกายปโยคะ ได้แก่การแสดงออกมาทางกาย เช่นขีดเขียนขึ้นอันเป็นบทประพันธ์เป็นต้น
สัมผัปปลาปะนั้นแบ่งออกเป็นอัปปสาวัชชะ และมหาสาวัชชะ
ผู้พูดสัมผัปปลาปะอยู่เสมอๆ เพราะมีอัธยาศัยพอใจในอารมณ์ที่ไร้สาระนั้น อันทำให้ผู้อื่นเสียหายและไร้ประโยชน์ ก็ย่อมจะจัดว่า เป็นมหาสาวัชชะ มีกำลังมาก แต่ถ้าพูดชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็นอัปปสาวัชชะมีโทษน้อย
ผมก็ได้บรรยายอกุศลวจีกรรม ๔ มีมุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะไปแล้ว เป็นการแสดงออกของอกุศลทางถ้อยคำ ๔ ประการ แต่อย่างไรก็ดีอกุศลทั้ง ๔ ประการนี้เป็นไปในทางวาจาเป็นส่วนมากเท่านั้น อาจจะเกิดขึ้นได้ทางกาย แต่เรียกว่า วจีกรรม ซึ่งเป็นส่วนน้อยก็ได้ เช่นการสั่นหน้าปฏิเสธ เป็นการแสดงออกทางกายก็จริง แต่ในใจนั้นปรารถนาที่จะพูดเท็จ จึงได้ชื่อว่าเป็นวจีกรรม เป็นต้น
วจีกรรมนี้ เป็นการแสดงอาการของปากอันเป็นเหตุให้เกิดเสียงอันเป็นความหมายออกมา ที่เรียกกันว่า วาจา โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 ก.พ. 2549 , 06:12:40 น.] ( IP = 58.136.209.151 : : )
สลักธรรม 5
วาจามีอยู่ ๔ อย่าง คือ
๑. สัททวาจา ได้แก่ เสียงที่พูด ๒. วิรตีวาจา ได้แก่ การเว้นจากวจีทุจริต ๓. เจตนาวาจา ได้แก่ เจตนาที่ทำให้วจีวิญญัติรูปเกิด ๔. โจปนวาจา ได้แก่ กิริยาอาการพิเศษที่เป็นไปอยู่ในคำพูด ซึ่งสามารถทำให้ผู้ฟังรู้ตามความประสงค์ของตนได้
ในวาจาทั้ง ๔ ประการนี้ โจปนวาจา ได้ชื่อว่าเป็นวจีวิญญัติรูป วจีวิญญัติรูปนี้ จิตเป็นตัวการให้เกิดรูปหรือเป็นประตู เราเรียกว่า วจีกรรม ๔ คือ มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ หรืออกุศลวจีกรรม ๔ อันเป็นเหตุให้สำเร็จเป็นกรรมขึ้น
เสียงที่เกิดขึ้นนั้นมีสมุฏฐาน ๒ คือ สมุฏฐานหนึ่งนั้นอาศัยอุตุเป็นแดนเกิด เพราะความร้อนทำให้รูปเปลี่ยนแปลงไป สมุฏฐานที่ ๒ อาศัยกำลังอำนาจของจิตเป็นแดนเกิด (อุตุก็ร่วมด้วย เพราะจิตใจเฉยๆ อย่างเดียวทำเสียงไม่ได้) เพราะอาศัยจิตเป็นสมุฏฐานนั่นเอง จึงก่อให้เกิดเสียงสูงเสียงต่ำตามที่ผู้พูดต้องการจะพูดว่ากระไร และเพราะอาศัยอำนาจของจิตหรืออกุศลจิต วจีกรรมนั่นเองที่ทำให้ออกเสียงเป็นเสียงต่างๆ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้ถึงความหมายนั้นได้ เสียงที่แสดงออกให้รู้ความหมายได้นี้ ในทางธรรมะเรียกว่า วจีวิญญัติรูป คือรูปของความหมายที่แสดงออกทางวาจา โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 ก.พ. 2549 , 06:13:02 น.] ( IP = 58.136.209.151 : : )
สลักธรรม 6
วจีวิญญัติรูป ๔ ประการนั้นเป็นประตูสำหรับให้เกิดอกุศลกรรมบถ และอกุศลกรรมบถเหล่านี้เองเป็นตัวอุดหนุนหรือเป็นประตูนำผู้ประพฤติปฏิบัติทุจริตไปสู่ทุคติได้ แล้วก็ได้นำไปอยู่เสมอตลอดมา ผู้ที่มิได้ศึกษาเล่าเรียนให้เข้าใจดีก็ไม่ได้คิดว่าจะมีผลร้ายแรงถึงเช่นนี้
วจีวิญญัติรูปได้ชื่อว่า เป็นวจีทวาร ดังแสดงวจนัตถะ ว่า
"วาจาเอว ทฺวารํ = วจีทฺวารํ"
วจีวิญญัติรูปนั่นแหละเป็นทวาร จึงชื่อว่า วจีทวาร
การแสดงออกทางวจีทวาร (ส่วนมาก) ชื่อว่า วจีกรรม ดังวจนัตถะแสดงว่า
"วจีทฺวาเร เยภุยฺเยน ปวตฺตํ กมฺมนฺติ = วจีกมฺมํ"
กรรมที่เกิดในวจีทวาร (ส่วนมาก) ฉะนั้น จึงชื่อว่า วจีกรรม
ในวันนี้ผมก็ได้บรรยายถึงอกุศลวจีกรรม ๒ ประการ คือ ผรุสวาจา การกล่าวคำหยาบคาย และสัมผัปปลาปะ การกล่าวคำเพ้อเจ้อให้คนอื่นเสียประโยชน์ ไปแล้วก็เป็นเวลาพอสมควร ผมจึงขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 ก.พ. 2549 , 06:13:22 น.] ( IP = 58.136.209.151 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากเลยครับ ผมได้ความรุความเข้าใจเรื่องสัมผัปปลาปะ มากขึ้นครับ และจะระวังรักษาวาจาให้ดีขึ้นครับท่านอาจารย์
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ และระลึกในพระคุณนั้นไว้เหนือเกล้าครับผม
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [14 ก.พ. 2549 , 06:47:48 น.] ( IP = 58.8.10.248 : : )
สลักธรรม 8กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
โดย เซิ่น [14 ก.พ. 2549 , 18:21:36 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |