| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การขาดจากพระรัตนตรัย
สลักธรรม 1สวัสดีครับ..คำว่าการขาดจากพระรัตนตรัยนั้น ผมว่าเป็นการบัญญัติขึ้นมาเองนะครับผม ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลนั้นมา มีแต่คำว่า.. การถึงซึ่งพระรัตนตรัยนะครับ
และลองทำความเข้าใจเสียก่อนนะครับว่า จะถึงซึ่งพระรัตนตรัยได้ด้วยอย่างไร คุณจะมีคำตอบให้กับตนเองแน่นอนครับ ลองทำความเข้าใจในคำว่าพระรัตนตรัยก่อนนะครับ
![]()
ผมขอยกการบรรยายบางตอนของอาจารย์บุษกร เมธางกูร มาลงไว้สักนิดนะครับว่า...
ชาวพุทธทั้งหลายควรจะต้องหันหน้ามาศึกษาและทำความเข้าใจในคำที่เราพูดว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ขอถึงซึ่งพระธรรมเจ้า และขอถึงซึ่งพระสังฆเจ้า
เราต้องทราบว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เราจัดว่าเป็นรัตนะทั้ง ๓ หมายความว่าอย่างไรโดย พี่เณร [21 ก.พ. 2549 , 07:09:32 น.] ( IP = 58.8.43.63 : : )
สลักธรรม 2คำว่า พระรัตนตรัยคืออะไร
คำตอบคือ
พระพุทธเจ้า ๑
พระธรรมเจ้า ๑
พระสังฆเจ้า ๑
ถ้าตั้งคำถามว่าเหตุไฉนจึงตั้งชื่อเหล่านี้ว่า พระรัตนตรัย ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้านั้น บัณฑิตทั้งหลายนับถือว่าเป็นของประเสริฐยิ่ง และทำให้เกิดความยินดีแก่ผู้ที่นับถือและปฏิบัติตาม เปรียบเสมือนยอดรัตนะ ซึ่งในบรรดาอัญมณีทั้งหลายที่เรียกว่า นพเก้า มีเพชรดี มณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาล มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์ นพเก้าก็ดึงเอาเพชรขึ้นมาเป็นยอดที่สุด โลกยอมรับนับถือว่าเป็นของประเสริฐ เพราะเป็นสิ่งที่หายาก เพชรหาได้ยากจึงมีราคาแพง
เมื่อใครได้แล้วย่อมมีความยินดีฉันใด พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า บัณฑิตย่อมนับถือว่าเป็นของประเสริฐ เป็นของสูง เป็นของหาได้ยากเช่นเดียวกัน ถ้าเรามีโอกาสประสบของที่หาได้ยากเช่นนี้แล้ว เราจะต้องรักษาและเทิดทูนไว้เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดจะมีราคาเสมอเหมือน ผู้ใดเลื่อมใสผู้นั้นก็นิยมยินดี เหตุนั้นเราจึงเรียกว่า รัตนะ และรัตนะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
อ่านทั้งหมดได้ที่นี้นะครับhttp://www.tourtham.com/thamma/han/a13.htm
![]()
โดย พี่เณร [21 ก.พ. 2549 , 07:14:15 น.] ( IP = 58.8.43.63 : : )
สลักธรรม 3ถ้าเราเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
ก็หมายความว่า ขอทำความดีตามที่พระพุทธองค์สอนไว้
บางทีความดีที่พระองค์สอนไว้ก็ไปคล้ายกับศาสนาอื่น
ทำตามที่พระพุทธองค์สั่งสอน คือไม่ประมาท
ทำยังไงก็ไม่ขาดจากพระรัตนตรัย
ถึงจะไปเข้ารีตในศาสนาใด...ก็ไม่ขาด
ในทางกลับกัน ผู้ที่ทำดีตามคำของศาสดาอื่น
หากจะทำดีตามพุทธศาสนาบ้าง..ก็ไม่ขาดจากศาสนาเดิม
เพราะที่พึ่งทางจิตใจยังเหมือนเดิม...ไม่เปลี่ยนแปลง
นี่ว่าไปแบบความเห็นส่วนตัว...อาจขัดกับคำภีร์บางฉบับ...
คนไม่เข้าใจ ก็เอาเรื่องรูปธรรมมาตัดสิน เอาทะเบียนมากางกั้น
เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาภายหลัง เพื่อระเบียบในการปกครองเท่านั้น
นามธรรมคือ จิตใจ และสิ่งที่อยู่ในใจ ไม่เปลี่ยนแปลง
ก็ถือว่าเป็นคนดีของศาสนานั้นๆ รวมทั้งเป็นคนดีของทุกศาสนาด้วย
ศาสดาทั้งหลายสอนให้คนเป็นคนดี แต่ทุกศาสนาก็มีคนเลว
การพูดจึงต้องแยกแยะบุคคล ภูมิ กาล ด้วย
รวมทั้งต้องพูดตาม(อนุโลม) หรือพูดแย้ง(ปฏิโลม)ได้ด้วย
มิฉะนั้นการแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ
จะมีส่วนที่แสดงไม่หมดโดย ลุงเล็ก [21 ก.พ. 2549 , 11:11:31 น.] ( IP = 202.5.86.149 : : )
สลักธรรม 4ไม่ต้องไหว้ ไม่ต้องเคารพใคร(อามิสบูชา)
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้ถูกทาง
ก็ถึงนิพพานได้ครับโดย ขาจร [21 ก.พ. 2549 , 13:47:23 น.] ( IP = 203.146.81.198 : : unknown )
สลักธรรม 5คุณขาจร พูดเหมือนการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นเรื่องง่าย
ผมขอแสดงความเห็นว่า ควรมีครู มีอาจารย์
ควรไหว้ครู ควรเคารพอาจารย์ครับ
ปฏิบัติไปแล้วมีปัญหา ก็มีที่พึงในการแก้ปัญหา
ท่านเรียกว่า มีกัลยาณมิตร
การพึ่งปัจจัยภายนอกยังจำเป็นสำหรับผู้ที่ยังอ่อน
หากสอนว่าไม่ต้องมีอามิส..
สงสัยต้องปีนต้นไม้ฟัง
ธรรมนี้มันสูงนะครับ...
ไม่ได้โต้แย้งอะไร..ออกความเห็นมาเป็นอีกทางเลือกครับโดย ลุงเล็ก [21 ก.พ. 2549 , 23:08:55 น.] ( IP = 202.5.81.225 : : )
สลักธรรม 6ขอเสริมคุณลุงเล็กครับ
อย่างที่ลุงบอกก็ถูก ไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง
ธรรมสูงมากก็จริง แต่คนที่ทำได้ก็มี
พระปัจเจกพุทธเจ้าก็มีอยู่
ที่คุณลุงบอกมา จริงๆ เป็นส่วนลึกๆ ในจิตใจที่แย้งออกมาเพราะทนไม่ได้มากกว่าครับ เป็นสิ่งที่สั่งสอนกันมาตามทรรศนคติของคนไทย
การนับถือผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ เป็นสิ่งสำคัญ
คำตอบผมไปสะกิดกิเลสส่วนนั้นของจิตใจคุณมากกว่าครับ
แยกให้นะครับ ว่าอะไร ตรรก อันไหน ทรรศนะโดย ขาจร [23 ก.พ. 2549 , 10:48:40 น.] ( IP = 203.146.81.198 : : unknown )
สลักธรรม 7เรียนคุณขาจรครับ...
ผมมีความเห็นว่า...
หากจะปฏิบัติแนวทางวิปัสนาจริงๆ...ก็ควรศึกษาเล่าเรียนก่อน
ทั้งนี้ควรมีครู อาจารย์ ช่วยแนะนำสั่งสอน
เมื่อศึกษาแล้วจะเดินทางได้ถูกต้อง
ลำพังความเห็นสั้นๆ
"..ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้ถูกทาง ก็ถึงนิพพานได้ครับ..."
อย่างนี้ก็นับว่าเป็นข้อความที่ถูกต้อง..แสดงว่ารู้จริง..แต่
ก็เกิดความสงสัยว่า ถูกทางคือ อย่างไร ?
พูดไว้สั้นมาก ...ผมก็เลยอยากให้ขอขยายบ้าง
หากคุณขาจรรู้ทางที่ถูกต้อง..ลองขยายให้เกิดประโยชน์แก่คนอ่านหน่อยเป็นต้นว่า
วิปัสสนาในแต่ละระดับ...มีอะไรเป็นอารมณ์ครับ ?
โดย ลุงเล็ก [23 ก.พ. 2549 , 22:50:47 น.] ( IP = 202.5.85.134 : : )
สลักธรรม 8การไล่ลำดับ ว่าปฏิบัติถึงขั้นไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง
คุณลุงเล็กครับ
ถ้าจะขยายความอะไรขึ้นมา ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติ ได้ผลจริงหรือไม่หรอกครับ เรียนสูตร กับปฏิบัติจริง คนละเรื่อง
อ้างอิงใครๆ ก็ทำได้ครับ เรื่องง่ายๆ(อย่างเก่งก็ท่องจนจำขึ้นใจ)
๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นรูปเห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้
๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป เกิดนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ
๓. สัมมสนญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่า สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์
๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาด คือ เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่เกิดและขณะที่ดับ
อุทยัพพยญาณนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่ และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว
๕. ภังคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นความดับแต่อย่างเดียว เพราะความดับของรูปนามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด
๖. ภยญาณ บ้างก็เรียกว่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย เป็นที่น่ากลัว เหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น
๗. อาทีนวญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น
๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า เกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม เบื่อหน่ายในปัญจขันธ์
๙. มุญจิตุกมยตาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม ใคร่จะพ้นจากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็น ๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง
๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบายที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากปัญจขันธ์
๑๑. สังขารุเบกขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว
๑๒. อนุโลมญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตามอริยสัจจญาณนี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได้
๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็นโคตรอริยชน
๑๔. มัคคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาณ
๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นใน มัคคจิต,ผลจิต,นิพพาน, กิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่
ตั้งแต่ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ รวม ๑๐ ญาณ นี้เรียกว่า วิปัสสนาญาณ เพราะสัมมสนญาณนั้น เริ่มเห็นไตรลักษณ์แล้ว
บางแห่งก็จัดว่า วิปัสสนาญาณ มีเพียง ๙ คือ นับตั้งแต่ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ เพราะอุทยัพพยญาณเป็นญาณแรกที่รู้เห็นไตรลักษณ์ ด้วยปัญญาชนิดที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัย จินตามยปัญญาเข้ามาช่วย
วิปัสสนาญาณ หมายถึง ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นประจักษ์แจ้งซึ่ง ไตรลักษณ์ แห่งรูปนาม
โดย ขาจร [24 ก.พ. 2549 , 15:42:47 น.] ( IP = 203.146.81.198 : : unknown )
สลักธรรม 9
อ้างอิงนี้ ผมนำมาจากแถวๆ นี้แหละครับ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล
ส่วนสภาพจิตจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เกิดอารมณ์อะไรบ้าง ตัดกิเลสอะไร ไล่ไปตามลำดับ
คนเรียนเฉพาะอภิธรรมถึงจะรู้ส่วนประกอบโดยละเอียดครับ
หลายๆ ท่าน(ผมไม่ได้ระบุว่าใคร) เรียนอภิธรรม แล้วก็จะเกิดความรู้ รู้อย่างยิ่ง แต่ก็ยังเป็นรู้แบบ สุตตมยปัญญา แล้วก็จินตมยปัญญา อยู่ดีครับ
โดย ขาจร [24 ก.พ. 2549 , 15:59:00 น.] ( IP = 203.146.81.198 : : unknown )
สลักธรรม 10สวัสดีครับ คุณขาจร
ขอบขอบคุณที่สามารถลอกเอาหัวข้อของวิปัสสนาญาณขึ้นมาแสดง
ขอเรียนว่าแม้เป็นแค่เพียง "หัวข้อ" ที่คุณยกขึ้นมา
ฟังหัวข้อแล้วคุณคงจะรู้ว่า....มีเรื่องราวมากมาย
ยังต้องศึกษารายละเอียดอีกมาก
ผมจึงว่าต้อมีกัลยาณมิตรช่วย...ควรมีการศึกษา
และเมื่ออ่านแล้วก็ยังไม่เห็นข้อปฏิบัติที่ถูกทาง ที่คุณแสดงไว้
ผมเรียนถามว่า...หากคุณขาจรรู้ทางที่ถูกต้อง..ลองขยายให้เกิดประโยชน์..
คุณก็กล่าวสั้นๆ... แล้วขยายข้อปฏิบัติไม่แจ่มแจ้ง..
ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก
เพียงแค่เป็นโวหาร สำบัดสำนวนของคุณเอง
คุณกล่าวว่า "...ไม่ต้องไหว้ ไม่ต้องเคารพใคร(อามิสบูชา)
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้ถูกทาง
ก็ถึงนิพพานได้ครับ...."
จะทำยังไง...ไม่มีรายละเอียด
จะทำยังไงจึงจะตัดสินได้ว่า ถูกทาง
ผมแสดงว่า..
...หากจะปฏิบัติแนวทางวิปัสนาจริงๆ...ก็ควรศึกษาเล่าเรียนก่อน
ทั้งนี้ควรมีครู อาจารย์ ช่วยแนะนำสั่งสอน
เมื่อศึกษาแล้วจะเดินทางได้ถูกต้อง .....
คุณมีโวหารครอบคลุมได้ดีนะครับ..
แต่คนพูดแบบรวบนี้ หากเดินตามไป
ผมว่า..ก็ไม่มีวันจะได้ประโยชน์อะไร
ได้ฟังก็เหมือนไม่ได้ฟังอะไร
สงสัยก็เหมือนไม่สงสัยอะไร
กรณีคุณกล่าวกลบเกลื่อนการศึกษาอภิธรรม...
คุณควรชี้ให้ชัดว่า มันมีข้อไม่ดีอย่างไร
เสียเวลาเปล่าอย่างไร ...ฯลฯ
จะกล่าวแค่ว่า " ปฏิบัติให้ถูกทาง"
แล้ว อย่างไหน "เป็นทางที่ผิด"
หรือว่า..การเรียนอภิธรรมเป็นทางที่ผิดด้วย
พอให้แสดงรายละเอียด...ก็ไม่มี
เพียงกล่าวว่า .." ปฏิบัติให้ถูกทาง"
แค่นี้..บอกตรงๆว่า.. ทำไม่ถูก..ปฏิบัติไม่ถูกครับ
อีกเรื่องที่อยากคุยด้วย...ขอยกคำกล่าวของคุณขึ้นมาก่อน
"....อ้างอิงใครๆ ก็ทำได้ครับ เรื่องง่ายๆ(อย่างเก่งก็ท่องจนจำขึ้นใจ)..."
ถ้าคุณเห็นการศึกษาอภิธรรมเป็นเพียงการท่องจำ
และเป็นเรื่องง่ายๆ...
ผมก็ต้องขอแสดงความเห็นมาด้วยคนหนึ่ง...
ผมว่า...การท่องจำเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน
ผลของการเรียนอย่างอื่นยังมีอยู่อีก
ไม่ใช่แค่เอาแค่จำได้ อย่างที่คุณเข้าใจ
คุณสรุปว่าเรียนแล้วก็แค่จำได้ คือความไม่เข้าใจ
คุณจึงสรุปว่าไม่ต้องเคารพอาจารย์ ไม่ต้องไหว้
การเรียนจะเกิดประโยชน์ก็ต้องนำไปปฏิบัติ
คุณยืนยันว่า..อย่างเก่งก็แค่จำได้...
ผมว่าอย่างคุณ..ก็แค่มีแต่โวหารสวยๆเท่านั้นเอง
เมื่อได้ฟังแล้ว...รู้สึกว่า
นี่เป็นการลดความสำคัญของวิชานี้ แบบแอบแฝง
คุณไม่เห็นความสำคัญ..ก็เป็นเรื่องของคุณ
เป็นความเห็นส่วนตัว..ที่แสดงภูมิธรรมของคุณ
แต่ผมมองอีกด้านว่า การศึกษาอภิธรรม
ทำให้ได้รับรู้ธรรม และได้ข้อคิดอีกมากมาย
จะพูดถึงประโยชน์ออกมาอีกกี่เดือน กี่ปีถึงจะหมด ก็ไม่ทราบได้
คนที่โจมตีวิชานี้...น่าเสียดาย ที่ไม่ได้เรียน
ผมก็ฟังพวกที่โจมตี..ก็กล่าวซ้ำๆ เหมือนคุณ
เหมือนมาจากที่เดียวกัน ลอกเอามาจากที่เดียวกัน
ขออภัย...ส่วนมากมักมาจากศาสนาอื่น ที่คอยทำลายพุทธศาสนา
หวังว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ
มีคำสอนของจีนกล่าวว่า..
คนที่ฆ่าเสือโดยใช้มือเปล่า
คนที่ข้ามแม่น้ำโดยไม่ใช้เรือ
บุคคลอย่างนี้ เอาเป็นเพื่อนไม่ได้
เหตุผลก็คือ คนอย่างนี้จะทำการอะไร จะทำโดยไม่เตรียมการ
ใช้การลุยลูกเดียว ไม่มีการวางแผน ไม่มีทิศทาง
คุณจะให้คนปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องศึกษาเล่าเรียน...
ขออภัย..ผมไม่เห็นด้วย....แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบทำอย่างนั้น
ผมเห็นว่า ควรศึกษาก่อน แล้วจึงเข้าปฏิบัติครับ..
อย่างไรก็ตาม..แม้จะเป็นความเห็นที่แตกต่างกับคุณ
ผมก็ยังขออนุโมทนาการปฏิบัติธรรมกับคุณด้วยนะครับ
ผมหมายถึงว่า...
แม้ไม่ได้ศึกษา...ก็ปฏิบัติธรรมได้
แม้ได้ศึกษาแล้ว...ก็ปฏิบัติธรรมได้
ไม่มีข้อห้ามอะไร เลือกเดินทางเอาเองได้ทุกท่าน
ผมเพียงเห็นคล้อยไปทางที่..ควรศึกษาก่อนครับ
โดย ลุงเล็ก [24 ก.พ. 2549 , 20:13:08 น.] ( IP = 202.5.86.196 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |