มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอริยมรรค องค์ที่ ๘ " สัมมาสมาธิ "




สำหรับ วิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นทางเดียวของญาณปัญญา ให้แจ้งซึ่ง พระอริยสัจจ์ ๔ นั้น
สมาธิ ของพระอริยมรรคองค์ที่ ๘ ซึ่งนำสู่ญาณปัญญา คือ สมาธิชนิด ขณิกสมาธิ
เพราะ สัมมาสติ คือ พระอริยมรรค องค์ที่ ๗ ที่มีความเพียรโดยถูกต้อง เป็นปัจจัยแก่ขณิกสมาธิ จะต้องประกอบด้วยความรู้ตัวคือสัมปชัญญะ
การมีตัวเพ่งในฐานที่ตั้งแห่งสติ ทั้ง ๔ ใดใด อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสติคือปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนไปเสมอ เช่นในอิริยาบถ ๔ ในรูปนั่ง เมื่อความจำเป็นด้วยเหตุใดใดให้ต้องเดินเพราะ เมื่อย หรือเพราะธุระจำเป็น หรือในการใช้อิริยาบถย่อย เช่น แต่งตัว ทำอาหาร กวาดบ้าน เป็นต้น
สัมปชัญญะคือความที่รู้ตัวนี้ รู้ตามไปตลอดในอิริยาบถ ๔ หรือ ในอิริยาบถย่อยใดใด เหล่านั้นและสติความระลึกได้ก็มีตัวเพ่งที่เปลี่ยนโดยเป็นจริงในปัจจุบัน อยู่เสมอ มิได้เพ่งอยู่ในคำภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงสิ่งเดียว ( ซึ่งจะมีสติความระลึกได้อยู่ในตัวเพ่ง แต่จะไม่ประกอบด้วยความรู้ตัวคือสัมปชัญญะ )
ขณิกสมาธิ อันเกิดจากสติความระลึกได้ในปัจจุบัน เพราะประกอบด้วยสัมปชัญญะความรู้ตัว มีติดต่อไปในอารมณ์ปัจจุบัน ตามที่เป็นอยู่จริงนี้ เมื่อมีกำลัง ย่อมส่งผลให้เกิด ญาณปํญญา เห็นพระไตรลักษณ์ ชัดเจน โดยจะอยู่ในสัมมาสมาธิ ของขณิกสมาธิ นั้น
เพราะสติ สัมปชัญญะ ที่เพ่ง ที่ตามดูอยู่ ในฐานที่ตั้งของสติทั้ง ๔ ใดใดนั้น ย่อมจักต้องเปลี่ยนตัวเพ่งไปตามเหตุปัจจัย อยู่เสมอๆ มีการเกิด และดับไป ของรูป นามทั้งหลายเสมอ ตามที่เขาเป็น อยู่จริงๆ ความไม่เที่ยงของรูปนามที่เห็นเกิดแล้วก็ดับไป ความเป็นทุกข์ของรูปนามที่กำลังเกิดอยู่และรู้ว่ากำลังจะดับไป ความที่ดับไปของรูปนามทั้งหลาย โดยที่ไม่อาจบังคับเขาให้เกิดหรือให้ดับไปได้
สัมมาสมาธิ ชนิด ขณิกสมาธินี้ ซึ่ง เป็นพระอริยมรรค องค์ที่ ๘ จึงมิได้เป็นสภาวะที่สุข สงบ หรือ เยือกเย็นน่ายินดีแต่ประการใด แต่เป็นทางของ การละ การวางตัณหา ความยินดี ( คือสมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ทั้ง ๓ นั้น ) โดยปรากฎเป็นภาวะ ของนิโรธ ความดับไปของทุกข์ ( ทุกข์ในพระไตรลักษณ์ในสัมมาสมาธินั้น )ในที่สุด เมื่อการปฏิบัติในทางแห่งพระอริยมรรค คือ ญาณปัญญานี้ได้ดำเนินไปสุดทางของพระอริยมรรค ในระดับนั้นๆ

โดย กัลยารัตน์ [22 ก.พ. 2549 , 21:49:19 น.] ( IP = 61.47.123.81 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิ ( ความตั้งจิตมั่นชอบ ) เป็นอย่างไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามารมณ์ สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศล เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตกและวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก เพราะความที่วิตกและวิจารระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสใจ ( ปีติเจตสิก ) ณ ภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขที่เกิดจากสมาธิ
เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมาสมาธิ

โดย จิตรามาศ [23 ก.พ. 2549 , 14:35:07 น.] ( IP = 203.172.117.42 : : )


  สลักธรรม 2

สมาธิมีอยู่ ๓ ขั้น คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ขณิกสมาธิเป็นได้ทั่วไปในอารมณ์ทั้ง ๖ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ขณะย้ายอารมณ์ไปตามทวารทั้ง ๖ ด้วยเหตุใดก็ตาม ขณิกสมาธิจะติดตามไปด้วยเสมอ ขณิกสมาธิดังกล่าวนี้จึงเป็นปัจจัยหรือเป็นบาทฐานให้แก่วิปัสสนา เพราะการเปลี่ยนอารมณ์ที่เป็นไปตามเหตุผลนั้นเอง ที่เป็นเหตุให้เห็นถึงความเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์และของจิตได้ถ้าหากไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์แล้ว ยากที่จะเข้าใจถึงสภาวะของความเกิด ความดับ ของจิตได้

(วิสุทธิ. อ. ภาค ๒ / ๒๙)

ความเกิดของจิตในอารมณ์หนึ่ง ๆ นั้น รวดเร็วมากจนไม่ทันเห็นความดับของจิตได้ จึงคิดว่าอารมณ์มีอยู่ ดังนั้น สมาธิที่แน่วแน่จึงไม่เป็นบาทแก่วิปัสสนา และไม่เป็นเหตุให้เห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของจิตและอารมณ์ ความสามารถในการรู้ทุกข์ในจิตหรือในอารมณ์นั้น ไม่อาจรู้ได้ด้วยสมาธิ แต่จะรู้ได้ด้วยปัญญา จิตที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน จึงเป็นบาทให้เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์ได้ ผู้บำเพ็ญเพียรจะโดยสมถะก็ดี หรือวิปัสสนาก็ดี สิ่งสำคัญอยู่ที่อารมณ์ที่ใช้ในการพิจารณา จึงต้องศึกษาเรื่องอารมณ์ว่าอารมณ์อย่างไร จึงจะเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนา และอารมณ์อย่างไรเป็นปัจจัยแก่สมถะ

สมาธิที่เป็นจิตตวิสุทธิ จะต้องเป็นไปในอารมณ์ของสติปัฏฐาน เพราะทำลายกิเลส คือ อภิชฌาและโทมนัส ถ้าสมาธิไม่มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์แล้ว จะทำให้เกิดความสงบ มีความสุข มีความพอใจในความสงบหรือความสุขนั้น ความพอใจเป็นกิเลสอย่างหนึ่งอาศัยสมาธิเกิดขึ้น สมาธิเช่นนี้จึงไม่สามารถทำลายอารมณ์วิปลาสได้

สำหรับการเจริญวิปัสสนาของผู้ที่ได้ฌานแล้ว มีวิธีทำอย่างไร (อัฏฐสาลินี อ. ๑ / ๓๕๕) ที่เรามักได้ยินกันว่า ยกองค์ฌานขึ้นสู่วิปัสสนา นั้นหมายความว่า ในองค์ฌานทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข และเอกัคคตา ผู้ที่ได้ฌานมักจะติดในสุข และเพลิดเพลินในสุข ความสุขนี้เกิดจากปิติเป็นเหตุ ฉะนั้น การยกองค์ฌานจึงอาศัยการเพ่งปิติซึ่งเป็นองค์ฌานและเป็นนามธรรมนั่นเอง ธรรมชาติของปิตินั้นจะเพ่งหรือไม่เพ่งก็มีการเกิดดับ แม้จิตที่เป็นสมาธิก็มีการเกิดดับ ปิติซึ่งอาศัยจิตที่ได้ฌานแล้ว ยิ่งเกิดดับรวดเร็วมาก ปิตินั่นแหละจะแสดงความเกิดดับให้ปรากฏแก่ผู้เพ่งพิจารณา เมื่อเห็นว่าปิติมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว จิตก็จะดำเนินไปในอารมณ์ของวิปัสสนาด้วยอำนาจของการเพ่งลักษณะของปิติ (ไม่ใช่เพ่งอารมณ์บัญญัติ) วิปลาสก็จับในอารมณ์นั้นไม่ได้

ดังนั้น ถ้าฌานใดที่เพ่งลักษณะ หรือสมาธิใดที่พิจารณาลักษณะที่กำลังเปลี่ยนแปลง
(ลักขณูปนิชฌาน) สมาธินั้นชื่อว่าเป็นบาทของวิปัสสนา และเรียกสมาธินั้นว่า จิตตวิสุทธิ ส่วนสมาธิใดที่เพ่งอารมณ์บัญญัติ (อารัมมณูปนิชฌาน) ไม่เพ่งลักษณะ ไม่จัดว่าเป็นจิตตวิสุทธิ

โดย จิตรามาศ [23 ก.พ. 2549 , 15:04:28 น.] ( IP = 203.172.117.42 : : )


  สลักธรรม 3



คุณจิตรามาศ อธิบายได้ถูกต้องอย่างยิ่งค่ะ ดิฉันเคยได้ทราบมาในที่ตรงนั้น ข้อเขียนของคุณตรงเข้ามาอยู่ในใจของดิฉันจริงๆ
ปริยัติที่ถูกต้อง ทำให้การปฏิบัติเกิดผลสำเร็จ การรู้ให้มากในสิ่งที่เกี่ยวข้อง โดยรอบ โดยรวม อย่างกว้าง และ การเปิดใจรับฟังในสิ่งที่ " ต่าง " หรือ ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ทำให้ปัญญา สามารถมีโอกาสได้พิจารณาแยกแยะ และคัดสิ่งซึ่งมีคุณประโยชน์ นำมาใช้มาปฏิบัติได้
ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน การศึกษาเรียนรู้ถึงลักษณะของ " โยนิโสมนสิการ การกำหนดไว้ในใจโดยแยบคาย " มีความสำคัญมาก
สติปัฏฐาน ทั้ง ๔ มีการกำหนด ( การตามดู การเพ่ง ) ที่ "ใจ " ต้องมีความ " เข้าใจ " อย่างถูกต้องแท้จริง ( ในการดู การกำหนด ในฐานที่ตั้งของสติทั้ง ๔ นั้นใดใด ) จิตจึงจะพบสภาวะธรรม อันเป็นสัจจธรรม คือ พระอริยสัจจ์ ๔ ได้
เหตุเพราะปัญญาที่รู้ด้วยสัญญานั้น ยังไม่ปลอดภัยในสังสารวัฏฏ์ จึงไม่ควรประมาทในสัญญาทั้งหลายนั้นเลยค่ะ



โดย กัลยารัตน์ [23 ก.พ. 2549 , 20:18:31 น.] ( IP = 221.128.101.47 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org