| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำไมจึงมาเข้าปฏิบัติ ทำไปเพื่ออะไร?(ตอนที่๒)
ศาลาธรรมสภา สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
เวลา ๑๔.๐๐ - ๐๕๓๐ น.
ตอนที่ (๑) อ่านที่นี่
ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
คำว่าปัจจุบันมี ๒ อย่าง คือ ปัจจุบันธรรม และปัจจุบันอารมณ์ แล้วความสำคัญอยู่ตรงไหน ระหว่างปัจจุบันสองอย่างนี้
ปัจจุบันธรรม คือ ธรรมที่มีอยู่ตลอดไม่ขาดสาย เป็นเรื่องของธรรมะที่มีอยู่ เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ เป็นต้น เป็นธรรมะทั้งสิ้นที่มีอยู่คู่กับโลก
ปัจจุบันอารมณ์ คือ ธรรมหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราที่ปัจจุบัน
ตรงปัจจุบันอารมณ์นี้แหละค่ะ ถ้าหากเราไม่มีสติปัญญามาสะกัดกั้น ตรงปัจจุบันอารมณ์นี้ก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่มีกิเลสตัณหาเข้าครอบครอง คือ ปัจจุบันอารมณ์กลายเป็นที่เกิดของอภิชฌาและโทมนัส คือความยินดีและความไม่ยินดี
ฉะนั้น ท่านต้องวางใจให้ถูก คือ หมั่นเพียรตรวจดูที่อารมณ์ของท่านเท่านั้น จึงไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่ต้องนั่งภาวนามาก คอยสังเกตความปรากฏขึ้นที่อารมณ์ปัจจุบันของท่าน อยู่กับปัจจุบันให้ได้โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 07:12:41 น.] ( IP = 61.90.12.184 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1บางท่านอาจยังเข้าใจไม่ละเอียดในเรื่องของปัจจุบันที่แตกต่างกันระหว่างปัจจุบันธรรม กับปัจจุบันอารมณ์ จึงขอยกตัวอย่างไว้ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า โดยการถามท่านว่า ในขณะนี้มีคนถูกยุงกัดอยู่ไหม? มี มีคนกำลังถูกรถชนอยู่ไหม? มี มีคนกำลังคลอดลูกอยู่ไหม? มี เหล่านี้เป็นปัจจุบันธรรม
ธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา ขณะนี้เราไม่ได้ถูกยุงกัด ขณะนี้ไม่มีความเจ็บเกิดขึ้นกับเรา แต่เราปฏิเสธได้ไหมว่าคนอื่นไม่มี? ไม่ได้ เพราะธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป จะเกิดกับบุคคลใดก็แล้วแต่วิบากอกุศลจะส่งผลเขาในขณะนั้น แต่ถ้าหากในขณะนั้นวิบากอกุศลจะส่งผลให้เราในขณะปัจจุบันนี้ ขณะนี้เรากำลังถูกยุงกัด ตรงนี้เป็นปัจจุบันอารมณ์ของเราแล้ว และเมื่อเราถูกยุงกัด เราก็อาจมีอาการคันหรือเจ็บขึ้นมา ถ้าหากเราไม่เท่าทัน เราก็จะเกิดความไม่พอใจ ที่เราเกานั้นเกิดเพราะเราพอใจใช่ไหม? ไม่ใช่ แต่เพราะมันเกิดอาการคันซึ่งเราไม่พอใจ เราก็แก้ไข เพราะมันเกิดทุกข์ ฉะนั้น ตรงปัจจุบันนี้ เราจึงต้องมีมนสิการ คือ มีโยนิโสมนสิการรู้อยู่ตลอดเวลาว่า จะทำไปเพื่ออะไร ทำไมจึงต้องทำ เราต้องมีเหตุผลให้กับตนเองเสมอๆ นี่คือเรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 07:17:07 น.] ( IP = 58.8.10.207 : : )
สลักธรรม 2การแก้ไขทุกข์
วิปัสสนากรรมฐานนั้น นอกจากความเข้าใจว่ามีนามรูปเป็นอารมณ์ และมีปัจจุบันอารมณ์ที่ต้องคอยดักคอยแก้ไข มิให้เกิดเป็นอภิชฌาและโทมนัส เพราะมิฉะนั้นแล้ว วิปลาสธรรมก็จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
กิจของผู้ปฏิบัตินั้นก็คือดูทุกข์ หากปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอนั้น ก็จะเห็นทุกข์ขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา และเมื่อเห็นทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็จะรู้ว่ามีทุกข์ซ้อนทุกข์อยู่ในการแก้ไข เช่น นั่งแล้วเมื่อย อย่างนี้มีทุกข์เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องมีมนสิการอยู่ในใจว่า รูปนี้เป็นทุกข์ แล้วจะทิ้งการดูไปเลยไม่ได้ เพราะไม่ได้มีทุกข์นี้อยู่เพียงอย่างเดียว มีทุกข์คือเมื่อยแล้วก็ต้องมีการแก้ไขความเมื่อยนั้น และการแก้ไขทุกข์นั้นให้สำเร็จในครั้งเดียวก็ไม่ได้ แต่จะต้องมีการพยายามในการแก้ไขนั้น เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า เราจำเป็นต้อง ๆๆๆๆๆ สารพัดอย่างอยู่ตลอดเวลา
ตรงนี้แหละที่รู้ว่าต้องทำนั้น เมื่อประจักษ์เข้าไปมากๆ ก็จะละแล้วก็คลายจากความยินดีหรือวิปลาสธรรมที่เคยเห็นว่า ชีวิตนั้นเป็นของดี เพราะจะเห็นว่าชีวิตไม่ดีเลย เช่น ตั้งแต่เช้าตื่นลืมตาจนหลับตาลงในตอนกลางคืนนั้น เราต้องแก้ไขทุกข์กันไม่รู้เท่าไร นับไม่ได้เลยเพราะแม้กระทั่งหลับ เราก็ยังต้องหายใจ
การตัดสังสารวัฏ
สมัยก่อนนั้นที่มาที่นี่กับคุณพ่อ คือท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ท่านจะเดินเข้าไปสอบอารมณ์ ที่สูญญาคาร ท่านตั้งคำถามว่า "วันนี้ที่คุณดูทุกข์อยู่นี้ คุณบอกผมได้ไหมว่าทุกข์เกิดขึ้นกับคุณเท่าไหร่?" ผู้ที่ถูกถามนั้นตอบไม่ได้ เพราะนับไม่ถ้วน แต่ถ้าหากตอบว่าทุกข์เกิดขึ้นสองครั้ง นั่นก็แสดงว่า นอกนั้นต้องเป็นสุข ซึ่งก็คือสุขวิปลาส เพราะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงแล้ว เพราะความจริงมีแต่ทุกข์ที่ไม่สุข มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 07:26:49 น.] ( IP = 58.8.66.153 : : )
สลักธรรม 3
ท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติอยู่นี้ ท่านต้องคอยสังเกตตัวเองว่า ท่านดูทุกข์อยู่หรือเปล่า แล้ววันต่อวันนี้ ท่านสามารถรู้ได้เลยว่าท่านรู้สึกอย่างไร วันนี้กับเมื่อวานนี้รู้สึกต่างกันอย่างไร ถ้าหากท่านตอบว่าสบายขึ้น นั่นเป็นคำตอบที่ผิด เพราะมีอะไรสบายขึ้นที่ไหนมีแต่ทุกข์อยู่ตลอดเวลา การแก้ไขการคอยเยียวยาก็เป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง อารมณ์ที่วิบากส่งผลมาต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ก็เป็นทุกข์ ต้องรับประทานอาหารด้วยความจำเป็นเพราะมีทุกข์เกิดขึ้น
ฉะนั้น สัตวโลกทั้งหลายก็ได้รับอดีตเหตุ จึงมีปัจจุบันผล แล้วก็ทำปัจจุบันเหตุให้มีอนาคตผล ชาติหน้าจึงมีอยู่แน่นอน วัฏฏสงสารจึงมีอยู่เรื่อยไป แต่ท่านทั้งหลายที่มาปฏิบัติจึงเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำวัฏฏะให้ยืดยาวแต่มาทำวิวัฏฏะ คือมาทำลายวัฏฏสงสารออกไป คือพยายามตัดรอนสิ่งที่ทำให้เกิดก็คือตัณหา
เพราะที่เราเกิดมาก็ด้วยอำนาจกรรมจึงมีความแตกต่างกันออกไป คือ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นคนความจำดี เป็นคนความจำไม่ดี ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเพราะกรรมที่ทำมาต่างกัน แต่ไม่ว่าใครที่เกิดมาก็ล้วนมีตัณหา คือความยินดีติดใจในกาม ในภพ เป็นต้น
ผู้ที่เข้าปฏิบัติจะไม่รู้ความจำเป็นไม่ได้ เพราะนั่นคือการไม่รู้ภัยในวัฏฏะ แต่เราเป็นผู้ที่รู้ภัยในวัฏฏะ เราจึงต้องรู้ว่าวัฏฏะสงสารนั้นหมุนไปด้วยอะไร คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ นี่คือสังสารวัฏซึ่งมีอดีตเหตุ จึงมีปัจจุบันผล มีปัจจุบันเหตุ จึงมีอนาคตผล
ฉะนั้นธรรมทั้งหลาย จึงประกอบไปด้วยเหตุและผลตลอดเวลา ผลที่ปรากฏกับเราทุกคน ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็มีอดีตเหตุด้วยกันทั้งสิ้น และปัจจุบันที่เรากำลังทำนี้ก็เป็นปัจจุบันเหตุที่จะส่งให้มีอนาคตผล โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 07:33:56 น.] ( IP = 58.8.43.18 : : )
สลักธรรม 4ฉะนั้น พอมาปฏิบัตินี้ เราก็รู้แล้วว่าตัวเชื่อมต่อวัฏฏะก็คือตัณหา และสิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกันก็คือกรรม เมื่อเราหยุดตัณหาแล้ว เราทำกรรมชนิดพิเศษ นั่นก็คือเราก็หยุดเกิดด้วยแล้วกำลังทำผลพิเศษคือ กุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญานั่นเอง
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่ออะไร
ที่เรามาปฏิบัติกันในวันนี้ ก็เพื่อทำลายความเห็นผิด คือเห็นผิดจากความเป็นจริง เพราะความเป็นจริง มีอย่างเดียวคือ ความทุกข์ เพราะฉะนั้นท่านก็จะได้คำตอบแล้วว่า ใครที่มาปฏิบัติแล้วรู้สึกสบายขึ้น อยู่แล้วสบายกว่าที่บ้าน พอปฏิบัตินานๆแล้วสงบขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม นั่นคือการปฏิบัติที่ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะความเห็นถูกก็คือเห็นความทุกข์ เห็นปรากฏการณ์ของชีวิตว่านั่นก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ เปลี่ยนอิริยาบถ โดยมีมนสิการแล้วก็รู้สึกทุกข์อีกแล้ว ก็รู้ว่ารูปนี้เป็นทุกข์แล้ว และความทุกข์นี้ก็เป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ในขณะที่เปลี่ยนก็ต้องแก้ไขอีกแล้ว ซึ่งมีใครมาช่วยให้หายทุกข์ได้ไหม? ไม่ได้ แม้กระทั่งเปลี่ยนอิริยาบถไปแล้วก็จริง รูปใหม่นามใหม่ก็กำลังเริ่มเกิดทุกอีกแล้ว
เมื่อท่านอยู่ในห้องปฏิบัติ พอถึงเวลาก็มีคนเอาปิ่นโตมาวาง เราก็ต้องหยิบเอง ต้องตักเอง ต้องใส่ปาก ต้องเคี้ยว ต้องกลืน นั้นก็เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า ทุกข์เท่านั้นที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา บังเกิดขึ้นอยู่เสมอโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 07:41:04 น.] ( IP = 58.8.43.18 : : )
สลักธรรม 5แต่ถ้าหากเรากลับไปเห็นว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ดีกว่า ฉะนั้น จึงเป็นความรู้ที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง วันนี้จึงมาให้เหตุผล ถ้าหากท่านมีความรู้สึกอย่างที่กล่าวมานี้ ท่านสามารถบอกตนเองได้เลยว่า การปฏิบัตินั้นถูกหรือผิด หากทราบว่าผิดแล้วก็ต้องแก้ไข
บางครั้งที่เราเข้าปฏิบัติหลายๆ วัน ก็มีอารมณ์เข้ามามากมาย ซึ่งเราห้ามไม่ได้ และแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน การที่เราได้มีโอกาสมาเสวนาธรรมกันในวันนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันจึงเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้มีเหตุผลและส่งเสริมให้เดินหน้าขึ้นไปได้ และทำบุญให้สูงๆ ขึ้นไปได้
วิธีการจับปัจจุบัน
อีกประการหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติควรจะเข้าใจว่า ในเรื่องของชีวิตทั้งเราทั้งเขามีสภาพเหมือนกัน คือไตรลักษณ์ มีรูปนามที่ไม่เที่ยง รูปนามที่เป็นทุกข์ รูปนามที่บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะความที่เราไม่เห็นไตรลักษณ์ เราจึงหลงฟั่นเฟือนไปตามอาการทำคิดว่ามีแก่นสารขึ้นมา แต่ถ้าเมื่อใดที่เราปฏิบัติอยู่นี้แล้วมีมนสิการมากขึ้นๆ เราก็จะเห็นความจริงว่า ความปรากฏขึ้นของทุกข์ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายด้วยปัญญา คือเบื่อชีวิต แต่ไม่ใช่เบื่อว่ามาปฏิบัติแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย วันนี้อารมณ์ไม่ดีเลย วันนี้ไม่ได้ปัจจุบันเลย เบื่ออย่างนี้ก็คือ กิเลสเบื่อโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 07:47:34 น.] ( IP = 58.8.69.155 : : )
สลักธรรม 6สาเหตุก็เพราะเราเข้ามาด้วยมีความหวัง มีความต้องการมาตั้งแต่แรก ที่จะได้เห็นรูป เห็นนาม หรือได้ปัญญา อย่างนี้ละคะเป็นการมาที่มีกิเลสหนุดหลังให้มา แต่พอไม่สมความปรารถนา หรือใจร้อนพอปฏิบัตินิดนึงก็อยากเห็นผลขึ้นมาแล้ว ความใจร้อนเหล่านี้เป็นกิเลส กิเลสจึงอุดหนุนให้เราถอยดีกว่า ออกมาจากห้องเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่
ฉะนั้น การมาปฏิบัติจึงต้องมีศรัทธาเป็นตัวนำ เหมือนหัวรถจักรที่จะนำให้ท่านทั้งหลายมาพากเพียร ทำความเข้าใจชีวิต คือมาดูชีวิตตัวเอง ดูทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งวี่ทั้งวัน เมื่อปรากฏขึ้นที่รูปก็ดูที่รูป เมื่อปรากฏขึ้นที่นามก็ดูที่นาม อาการใดปรากฏขึ้นหรือมีอยู่นี้ก็ให้ดูไป เพราะในรูปนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลง ในรูปนั้นก็ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ในรูปนั่ง เดิน ยืน นอนนั้นก็บังคับบัญชาไม่ได้ แม้กระทั่งนามก็เป็นเช่นนี้
แต่หลายครั้งทีได้ยินว่า ไม่ได้ปัจจุบัน จับปัจจุบันไม่ได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะว่าท่านดูทุกข์น้อยไปหน่อย เพราะปล่อยให้ทุกข์ผ่านไปหมด ทุกอย่างที่เข้ามาแล้วก็ผ่านไป เปรียบเสมือนเรารับเงินเดือนที่เอามาพักชั่วคราว แล้วก็ต้องจ่ายออกไป เช่นไปซื้อของ ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือดูทุกข์ ถ้าเผื่อมีทุกข์มาแล้วเราดู ทุกข์มาเราดู อะไรมาเราดูๆๆๆๆ งานการเรามากเราก็จะไม่เสียปัจจุบัน
แต่ถ้าหากเราดูทุกข์น้อยไปเราก็เสียแล้ว คือเสียปัจจุบันไป พอเสียปัจจุบันไปก็เท่ากับทุกข์นั้นผ่านไปหมด แล้วอย่างนี้เราจะรู้ทุกข์ได้อย่างไร
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 07:54:06 น.] ( IP = 58.8.69.155 : : )
สลักธรรม 7มาศึกษาสิ่งที่เป็นประโยชน์ยิ่งแก่ชีวิตต่อค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.พ. 2549 , 08:49:23 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 8
ขอบพระคุณมากค่ะ
อ่านเพลิน และได้รับประโยชน์มากมาย
อนุโมทนาสาธุ..โดย พี่ดา [24 ก.พ. 2549 , 12:23:33 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 9แหม จบตรงที่ว่าทำอย่างไรจะไม่เสียปัจจุบัน ใกล้จะถึงตอนที่เณรจิ๋วสงสัยพอดีเลยครับ ต้องรีบไปอ่านตอนต่อไปซะแล้ว
โดย เณรจิ๋ว [24 ก.พ. 2549 , 12:51:27 น.] ( IP = 161.200.130.64 : : )
สลักธรรม 10เพราะเราปล่อยให้ทุกข์ผ่านไปหมด จึงไม่ได้ปัจจุบัน
อ่านแล้วได้ประโยชน์มากค่ะ..ขอบพระคุณค่ะโดย เซิ่น [24 ก.พ. 2549 , 18:29:44 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |