| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำไมจึงมาเข้าปฏิบัติ ทำไปเพื่ออะไร?(ตอนที่๓)
ศาลาธรรมสภา สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
เวลา ๑๔.๐๐ - ๐๕๓๐ น.
ตอนที่ (๒) อ่านที่นี่
ทุกข์มีกิจให้รู้ แต่เราเสียเวลาไปโดยที่ไม่ได้ดูเราจึงไม่ได้ปัจจุบันนั่นเอง ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ทุกข์เกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ญาณปัญญาก็เกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ฉะนั้น ความสำคัญในแง่มุมเหล่านี้ท่านทั้งหลายจึงต้องเข้าใจ แล้วก็ต้องพยายามปรับ คือ สังเกตให้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ต้องคอยสังเกต แล้วก็รู้เสมอว่ามีอะไรเกิดขึ้น จะเปลี่ยนอิริยาบถก็ต้องรู้ว่าจะเปลี่ยนทำไม
งานการชีวิตของผู้ปฏิบัติก็คือ มีหน้าที่คอยสังเกต ตัวโยคาวจรก็คือ สติมา สัมปชาโณ และอาตาปี เกิดขึ้นมาทำงานอยู่ตลอดเวลา เมื่อเครื่องจักรได้ทำงานโดยฟันเฟืองไม่ปีนเกลียวกันแล้ว เดินเครื่องได้คล่องแล้ว ทุกอย่างก็จะลื่นไหลไปโดยอัตโนมัติ
ในการปฏิบัติ ถ้าหากมีเข้าใจ และวางใจคือมีโยนิโสมนสิการอย่างถูกต้องได้มาก และทำได้ดีแล้วนั้น ในคัมภีร์มหาปัฏฐานบอกว่า ขอแค่เจ็ดวันนามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ที่ยังไม่มีปรากฏการณ์เช่นนี้ก็เพราะว่าเรามนสิการไม่ถูกนั่นเอง เหมือนหัวรถจักรที่วางบนรางถูกต้องแล้ว ยังไงก็ต้องถึงแน่นอน แต่เพราะเราวางผิดเราจึงไปไม่ถึงที่
เรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ ก่อนเข้า จึงต้องมีการอบรมกันมากมาย แต่เมื่อเข้ามาปฏิบัติแล้ว ศาลาธรรมสภาตรงนี้จึงไม่ควรเป็นที่บรรยายหรืออภิปราย แต่ควรเป็นที่ที่มาแนะนำหรือมาแก้ไขอารมณ์กัน เพราะที่ท่านกำลังทำอยู่ขณะนี้คือวิปัสสนาธุระ ไม่ใช่คันถธุระ แต่ที่ต้องใช้เวลาของท่านมาคุยกันตรงนี้ก็เพราะ การเข้าหลายๆวันนั้น ไม่แน่ว่าจะดีเสมอไป แล้วไม่ใช่ว่าเข้านานๆ แล้วจะไม่ดี อยู่ที่ว่ามนสิการดีหรือเปล่า ถ้าหากมนสิการดีแล้ว เข้าวันเดียวก็ดี หลายวันยิ่งดี แต่ถ้ามนสิการไม่ดี หลายวันก็ไม่ดี ฉะนั้น มีอะไรจะพูดคุยก็เชิญเลยนะคะ จะได้ให้ท่านได้มีโอกาสซักถามกันบ้างค่ะ เชิญค่ะ.
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 13:32:21 น.] ( IP = 58.8.106.134 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ถาม เวลากำหนดนามได้ยินแล้ว ทำไมไม่ไปถึงทุกข์อย่างที่ให้กำหนด คือพอได้ยิน ก็กำหนดนามได้ยิน แต่ยังไม่เลยไปถึงว่านามนี้แหละเป็นทุกข์
ตอบ เป็นคำถามที่ดีนะคะ เพราะท่านถามแล้วจะได้เข้าใจคำว่าทุกข์ถูกต้องมากขึ้น ความจริงสภาพธรรมนั้นเป็นทุกข์อยู่แล้ว แต่ท่านขาดความเข้าใจไปนิดนึง คือ.... ในเรื่องของนามได้ยิน เราเรียนรู้ว่าเสียงเป็นรูป การได้ยินเป็นนาม หน้าที่ของผู้เข้าปฏิบัติต้องตรงต่อความเป็นจริง คือ ไม่ใช่เราเป็นผู้ได้ยิน เพราะการได้ยินนั้นมีเหตุใหญ่ๆ ๔ ประการ หากนับเป็นปัจจัยก็ได้มากมายถึง ๗๓ ปัจจัย
เหตุใหญ่ๆ ๔ ประการคือ ๑. ต้องมีประสาทหูดี ๒. มีช่องว่างระหว่างหู ๓. มีคลื่นเสียงมากระทบ ๔. มีมนสิการ จึงมีผลคือเกิดการได้ยิน จึงไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นเหตุทำให้เกิดการได้ยิน แล้วการได้ยินนั้นก็ได้ยินความสั่นสะเทือนของอากาศที่สะท้อนเข้ามา เพราะคลื่นเสียงที่กว่าจะมาถึงท่านนั้นต้องเดินทางโดยอาศัยอากาศ มีการเกิดดับ เกิดดับ รวดเร็วมาก และโสตวิญญาณที่อาศัยโสตปสาท ก็มีการเกิดดับ เกิดดับ อยู่เช่นกันโดยสภาพธรรม ซึ่งการเกิดดับของธรรมะทั้งหลายนี่ละคะเรียกว่าทุกขัง แต่เราท่านยังเข้าไปไม่ถึงตรงนั้น จึงยังไม่ได้ไปสัมผัสถึงความทุกข์คือการเกิดดับของรูปและนามนั่นเองไงคะ ทั้งที่ความจริงทุกข์มีอยู่แล้วตลอดเวลา.
ท่านไม่ต้องไปกลัวว่า ท่านไม่เห็นทุกข์ เพราะตอนนี้เราเพิ่งเริ่มต้นและท่านก็ทำถูกแล้ว ครั้งแรกๆนี้เรากำหนดเพื่อป้องกันความวิปลาสเสียก่อนว่าเราเป็นผู้ได้ยิน ด้วยการกำหนดว่า นามได้ยิน แท้ที่จริงเราไม่มี จิตเป็นนามจึงต้องกำหนดนามได้ยิน
การกำหนดนามได้ยินนั้น เราต้องรู้อย่างนี้ ว่าผู้ได้ยินคือจิตและจิตเป็นนาม ไม่ใช่เราเป็นผู้ได้ยิน แต่ถ้ากำหนดเพราะเขาบอกมาว่า ได้ยินต้องกำหนดนาม อย่างนี้ไม่ถูก เพราะเป็นการจำจดหรือฟังตามกันมา ที่สำคัญคือเราต้องมีเหตุผลว่าทำไมเราต้องกำหนดนามได้ยิน เพราะสภาพธรรมจริงๆ ไม่ใช่เราได้ยินแต่เป็นจิตได้ยิน และจิตเป็นนาม นี่คือขั้นหนึ่งนะคะโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 14:16:34 น.] ( IP = 58.8.94.112 : : )
สลักธรรม 2และในการได้ยินนั้น คลื่นเสียงต่างๆก็สั่นยาวไม่เท่ากัน และคลื่นเสียงเองก็มีการเกิดดับอยู่แล้ว ซึ่งเราบังคับบัญชาไม่ได้และมีความรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นความไวของคลื่นเสียงและความไวของจิตที่เกิดดับรวดเร็วมาก แต่ผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถรู้ได้นั้นก็เพราะ สติปัญญาของเรายังด้อยพัฒนา
แต่ถามว่า กำหนดอย่างนั้นเป็นความผิดไหม ขอตอบว่าไม่ผิด เพราะท่านได้สกัดกั้นความเห็นผิดตรงนั้นว่าเป็นเราออกไปแล้ว
แต่ความปรากฏของธรรมะนั้นมีความต่อเนื่อง คือมีความต่อเนื่องของสันตติคือความสืบต่อ สันตติปิดบังอนิจจัง ฉะนั้นท่านก็ต้องคอยสังเกต มีมนสิการอยู่ในใจว่า คำหนึ่ง ประโยคหนึ่ง ใช่เรื่องเดียวกันไหม อย่าให้ใจไปกระวนกระวาย แต่ให้ทำใจเหมือนดูละคร อย่าไปเล่นละครด้วย คืออย่าเอาความปรารถนาเข้าไปเพราะจะปิดบังความจริงทันที
ความที่ปัญญายังไม่กล้าแข็ง ที่จะเข้าไปรู้ทุกขังตรงนั้นจึงได้แค่ได้ยิน เพราะกว่าจะเห็นทุกข์ตรงนั้นรู้สภาพธรรนั้น ท่านจะต้องได้นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ จนมาถึงสัมมสนญาณ
นามรูปปริจเฉทญาณ คือ ญาณที่เกิดขึ้นที่รู้รูป นาม ว่าเป็นคนละอย่างกัน ปัจจยปริคหญาณ คือ ญาณปัญญาที่รู้ว่า รูปนามนั้นเป็นคนละอย่างกันก็จริง แต่เป็นปัจจัยแก่กันและกัน และสัมมสนญาณ คือ ญาณปัญญาที่รู้ว่าทั้งรูปและนามที่เป็นปัจจัยให้กันและกันทำงานสัมพันธ์กันอยู่นั้นต่างก็มีดับ มีเกิด มีการเกิดดับอยู่เสมอ
ฉะนั้น ตรงสัมมสนญาณนี้ ก็จะเปิดเผยให้ผู้ปฏิบัติเห็นเองรู้เองว่า เห็นพระไตรลักษณ์ แต่ยังเป็นชนิดอ่อน จนกระทั่งปฏิบัติไปถึงอุทยัพพยญาณ ญาณปัญญาที่เห็นการเกิดดับมากขึ้นๆ แก่กล้าขึ้น หน้าที่ของท่านในขณะนี้ ท่านทำถูกต้องแล้วค่ะ คือกำหนดเช่นนั้น แล้วกำหนดไป คอยดูไป ความแก่กล้าของ สติมา สัมปชาโณ อาตาปี จะพาชีวิตของผู้ปฏิบัติให้มีความกล้าแข็ง จนกระทั่งญาณปัญญาเปิดเผยขึ้นมาได้ จึงอย่ากังวลว่าจะไม่ไปถึงทุกข์ สิ่งที่ควรกลัวก็คือ อย่าหมดศรัทธา อย่าขาดความเพียร แล้วสักวันหนึ่งเมื่อความเพียรมีกำลังมากเหตุปัจจัยพร้อมผลก็จะพรั่งพรูเอง โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 14:35:36 น.] ( IP = 58.8.94.112 : : )
สลักธรรม 3ถามจากคำถามที่พระคุณเจ้า ท่านถามเรื่องทุกข์ที่ยังไม่ปรากฏนี้ ที่เคยเรียนมาว่า บุคคลบางคนปรากฏทุกข์ชัดเนื่องจากในอดีตมีการฝึกสมาธิมา บางคนปรากฏอนิจจังชัดเนื่องจากมีศีลมามาก บางคนอนัตตาชัดเนื่องจากอบรมปัญญามามาก ขอถามว่า ถ้าเกิดคนหนึ่งไม่ได้เห็นทุกข์ชัดแต่ไปเห็นอนัตตา นี่ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายว่าต่างกันอย่างไร?
ตอบตอบ การเห็นอนิจจัง เห็นทุกข์ขัง เห็นอนัตตาตรงนี้ต้องตอบว่าเป็นภาคปริยัติ ซึ่งไม่จำเป็นเท่าใด เพราะการที่รู้ทุกข์ คือ ทุกขสัจจะปรากฏแก่ผู้รู้นั้นจะเป็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาก็ได้
เพราะทั้งสามอย่างนั้นท่านอยู่บ้านเดียวกัน คือในรูปรูปหนึ่งก็มีทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในนามนามหนึ่งก็มีทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ความเด่นชัดขององค์ใดจะปรากฏขึ้นมาก่อนเท่านั้น แต่ถามว่าเมื่อปรากฏอนิจจังปรากฏชัด ทุกขังและอนัตตามีอยู่ด้วยไหม? มีอยู่
เมื่อถามตรงนี้แล้ว ก็จะขออธิบายคำว่าอธิบดีอารมณ์สักนิดหนึ่ง อธิบดีอารมณ์ต่างกับคำว่าอินทรีย์อย่างไร ในเมื่ออธิบดีก็แปลว่าความเป็นใหญ่ อินทรีย์ก็แปลว่าความเป็นใหญ่ แต่เป็นใหญ่คนละอย่าง อธิบดีอารมณ์มีฉันทาธิปติ วิริยาธิปติ จิตตาธิปติ วิมังสาธิปติ ซึ่งถ้าศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าไม่เหมือนกันกับอินทรีย์ เพราะอินทรีย์ เช่น จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ เป็นต้นเหล่านี้ เป็นความเป็นใหญ่เฉพาะที่และมาเพียงลำพัง ถ้าจักขุนทรีย์ขึ้นมาทำงานเป็นใหญ่ โสตินทรีย์ก็จะขึ้นมาทำงานไม่ได้ แต่อธิบดีนั้นเป็นเใหญ่เพียงหนึ่งแต่เกิดพร้อมกันทั้งสี่ได้ในลักษณะของสหชาตเป็นสหชาตธิปติ โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 14:41:10 น.] ( IP = 58.8.94.112 : : )
สลักธรรม 4เช่น ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือมีประชาชนเป็นใหญ่ แล้วประชาชนจะเป็นใหญ่ได้ทั้ง ๖๐ ล้านคนได้ไหม ก็ไม่ได้ จึงต้องเลือกผู้แทนขึ้นมาก็มีนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาเป็นใหญ่คนเดียว แต่ประชาชนก็ยังคงอยู่ในประเทศ และคล้อยตามการทำงานของบุคคลที่เราเลือกไป
ฉะนั้น เมื่อฉันทาธิปติเกิดขึ้น วิริยาธิปติ จิตตาธิปติ และวิมังสาธิปติก็จะคล้อยตาม เช่นเดียวกันในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านก็มาพร้อมกันดุจเดียวกับเรื่องอธิบดี ฉะนั้น เมื่ออนิจจังทำหน้าที่เด่นชัดกว่า ทุกขัง และอนัตตาต้องมีอยู่ตรงนั้นด้วย แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่เมื่อใดเล่าที่เราจะไปประจักษ์เสียทีหนึ่ง จะเป็นอนิจจัง หรืออนัตตาก็ได้ เมื่อใดล่ะที่การกำหนดของท่าน ไม่ว่าจะเป็นนามได้ยิน หรือรูปนั่ง แล้วมีปรากฏการณ์ที่จะพาให้ชีวิตของท่านแล่นออกไปนอกวัฏฏะจะเกิดขึ้น ตรงนั้นสำคัญกว่านะคะ
ขอยกอุปมาว่า มีท่อนไม้ไผ่อยู่สองท่อน ที่ใช้เป็นไม้ถูกไฟ การเสียดสีทำให้เกิดความร้อน ทำให้เกิดไฟได้ ตอนนี้เราถือไว้เฉยๆ ก็ยังไม่มีไฟ แต่เราจะบอกว่าไม่มีไฟได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่ถามว่ามีไฟหรือยัง ก็ยังไม่มี ปฏิเสธก็ไม่ได้ยอมรับก็ไม่ได้
เมื่อเราลงมีเอาไม้ถูกันเข้า แต่ที่ยังไม่มีไฟก็เพราะความร้อนจากการเสียดสียังไม่พอ ไฟจึงยังไม่เกิดขึ้น ถ้าเราเลิกเสียก่อนเพราะหมดความเพียรก็ไม่มีทางจะมีไฟ แต่ถ้าเรามีความเพียรสีต่อไปไฟก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น อยู่จึงที่ความเพียรเป็นสำคัญ
และอีกอย่างหนึ่ง เราปรารถนาให้มีไฟหรือปรารถนาเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตาก่อนไม่ได้ เพราะว่าทุกข์หรือสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความปรารถนา แต่เกิดขึ้นเพราะความเพียร และต้องเพียรให้ถูกไฟปัญญาก็จะเกิดขึ้นแน่
ถามกำหนดนามได้ยินแล้ว จิตก็แค่ได้ยิน แต่ทุกขังไม่ปรากฏที่ใจ แล้วมีผู้บอกว่าอย่าไปสนใจเพราะทุกข์นั้นดับอยู่แล้ว อย่างนี้ถูกต้องไหมครับ
ตอบผู้ปฏิบัติต้องรู้ทุกข์ จึงไม่ใส่ใจไม่ได้ เหมือนกับไฟที่เรามีหน้าที่สีแล้วมาบอกว่าอย่าไปใส่ใจกับไฟว่าจะเกิดหรือไม่เกิดพูดอย่างนั้นไม่ได้ ไฟจะต้องมีและเราต้องเห็นไฟ มิฉะนั้นแล้วเราจะทำไปทำไม คือ อย่าไปใส่ใจว่าตนเองไม่เห็น หรือต้องการเห็นแต่เราต้องรู้ในใจว่าตรงนั้นมีความทุกข์ แต่ทุกข์ยังไม่ปรากฏชัดกับเราเท่านั้นเอง ทำไมละ ? เพราะความเพียร เพราะเหตุปัจจัยที่จะทำให้ปรากฏการณ์ของญาณปัญญายังไม่พร้อมใช่ไหมคะจึงยังไม่เห็นทุกข์
ยกตัวอย่างเช่น การไม่เห็นความเกิดดับตรงนั้น เพราะว่า ปัจจัย คือปัจจยปริคคหญาณยังไม่ปรากฏ และปัจจยปริคคหญาณยังไม่ปรากฏก็เพราะนามรูปปริจเฉทญาณยังไม่มากเลย จะข้ามขั้นจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะญาณปัญญาต้องผ่านแบบนี้ เพราะฉะนั้นจะปล่อยไปว่าไม่ต้องไปสนใจจึงไม่ได้
มนสิการให้ถูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ และพยายามรักษาศรัทธาไว้ว่าหนทางอันประเสริฐนี้เอง ที่จะพาเราข้ามโอฆะสงสาร เพราะเมื่อญาณปัญญาเกิดแล้ว ความจริงก็จะถูกประจักษ์ขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นมาและเมื่อเกิดความเบื่อหน่ายในรูปนามแล้ว ชีวิตก็จะมีจุดมุ่งหมายมากขึ้น เริ่มจะมีจุดหมายปลายทาง และเมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นครั้งแรก จุดจบของทางชีวิตก็เริ่มจะมีขอบเขตแล้ว
แต่ถ้าเรายังไปไม่ถึงตรงนั้น ชีวิตของเราก็ยังตกอยู่ในความน่ากลัวในขณะที่โลกกำลังร้อนระอุ อย่างที่หลายท่านทราบว่าผู้พูดเป็นคนที่ผ่านการผ่าตัดมามาก และแพ้ความร้อน ก่อนที่จะมาพูดตรงนี้ก็มีผู้เชื้อเชิญให้ไปจัดเก้าอี้นั่งกันในห้องแอร์ แต่ก็บอกว่าไม่เป็นไรเพราะในขณะที่พูดนั้นก็คงไม่ได้สนใจอะไร และเชื่อว่ากุศลต้องคุ้มครองผู้ทำกุศล ซึ่งมาถึงเวลานี้ก็ยังไม่รู้สึกว่าร้อน ซึ่งถ้าท่านร้อน ท่านก็มีหน้าที่กำหนดกันไป แต่ถ้าหากจิตมีงานทำ ไม่ซัดส่ายไปรับอารมณ์ต่างๆที่เป็นวิบาก แต่ถ้าเราเข้าไปเล่นกับวิบากนั้น มันก็เพิ่มอำนาจมากขึ้น ฉะนั้นจึงบอกว่าให้ทำใจเหมือนดูละคร เพราะเรามีหน้าที่ดูเท่านั้นโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 14:53:25 น.] ( IP = 58.8.94.112 : : )
สลักธรรม 5ถามเจริญพรโยม อยากถามว่า รูปนามจะเปลี่ยนต้องทำอย่างไรก่อนถึงจะเรียกว่าถูก
ตอบการปฏิบัติของอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ชีวิตจริงเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะนั่ง ผู้ปฏิบัติก็นั่ง และถ้านั่งนานๆ ก็เมื่อเหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันคือ ตรงสภาวะจิตที่รู้ว่าไม่มีคนมาเมื่อย แต่คนที่ไม่ปฏิบัติก็จะเป็น "เขาเมื่อย" พอเขาเมื่อยปุ๊บ เขาก็อยากจะเปลี่ยน แต่ถ้าผู้ปฏิบัติเวลาเกิดปวดเมื่อย หรือปวดตรงหลัง ปวดตรงขา ก็จะไม่มีคน ไม่มีใครมาเป็นผู้ปวด มีแต่นามปวด นามรู้สึก นามทุกข์ จึงต้องมนสิการไปว่า ตรงนั้นผู้รู้คือนาม แล้วก็จะเปลี่ยนอิริยาบถได้ไหม ตอบว่าได้แต่ก่อนเปลี่ยนจะต้องรู้ความจำเป็นว่าเพราะทุกข์นะ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน คือต้องมีเหตุผลเสนอให้ปัญญาทุกครั้งไปนะคะ
เมื่ออาการไปตั้งใหม่แล้วท่านก็คอยสังเกตต่อไป ทำความรู้สึกตัวที่รูปใหม่ (อาการ) เพราะอิริยาบถปิดบังทุกขัง คือปิดทุกข์เก่าแล้วก็ปิดทุกข์ใหม่ เพราะพอเปลี่ยนท่านั่งมาท่านั่งใหม่ก็จะเริ่มทุกข์แล้ว อะไรเกิดขึ้นปุ๊บก็จะเริ่มทุกข์แล้ว แต่มันยังไม่สุกงอมเท่านั้นเอง ทุกข์ใหม่จึงเห็นยากไงคะ จึงต้องคอยสังเกตุให้ดีคือมนสิการให้ดีนั่นเองค่ะ
ฉะนั้น การนั่งนี้พอเรากำหนดแล้ว ทำความรู้สึกตัวในรูปนั่งนั้นแล้วคอยดู คือ ใจนี้ดู หรือจะใช้คำว่า กำหนด สังเกต ต่างๆก็ได้ คอยสังเกตดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมีอะไรปรากฏขึ้นบ้างในรูปนั้น ทุกข์ก็จะค่อยๆเพิ่มปริมาณ เหมือนปรอทที่คนเป็นไข้อมเอาไว้ในปาก คือเราเป็นโรค ทุกข์กันทุกคน ฉะนั้นใหม่ๆพออมปรอท ปรอทก็จะค่อยๆสะสมความร้อนแล้วก็มีอุณหภูมิสูงขึ้น แม้จะเป็นไข้สูงอมปรอทแล้วปรอทก็จะค่อยๆวิ่ง ไม่ใช่พออมปุ๊บก็วิ่งปรู๊ดไปอย่างเร็ว แต่ต้องค่อยๆขึ้น แต่ภาพลวงตาที่เรามองเห็นว่าพุ่งปรู๊ดไปเกิดสามสิบเจ็ดองศาแล้วแต่แท้จริงแล้วปรอทมันค่อยๆขึ้นผ่านทีละองศาไป
ฉะนั้น ทุกข์เหมือนกัน ที่จะค่อยๆ ขึ้นจนตั้งอยู่ ปรากฏขึ้นแก่จิตอยู่คือความทุกข์ เราก็ดูอีกว่าทุกข์อีกแล้ว ใครทุกข์? นามทุกข์ แล้วเราต้องทนต่อไปไหมเมื่อทุกข์ปรากฏขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องทน เพราะทุกข์นั้นเป็นตัวบีบคั้น เราไม่ได้อยากเปลี่ยน อย่าอยากเปลี่ยน เราต้องกันโง่และกันตัณหาออก กันความเห็นผิด ที่เห็นว่าเป็นเราเป็นคนเป็นสัตว์กับกันอยากคือตัณหา นี่เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ ต้องรู้ว่าทำอะไรกัน เหมือนคอยเฝ้าดูผู้ร้ายต่างๆที่จะเข้าจู่โจมชีวิตเรานั่นเอง คือดูให้เห็นนะคะ
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2549 , 15:08:19 น.] ( IP = 58.8.94.112 : : )
สลักธรรม 6ต้องมีมนสิการให้ถูกต้อง และอาศัยความเพียรด้วย ปัญญาก็จะเกิดขึ้น
ขอบพระคุณค่ะโดย เซิ่น [24 ก.พ. 2549 , 18:35:00 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 7ขอบพระคุณค่ะ
โดย น้องอุ๊ [24 ก.พ. 2549 , 19:51:52 น.] ( IP = 61.47.96.170 : : )
สลักธรรม 8ติดตามมาอ่านต่อค่ะ เพราะเป็นเรื่องจริงของชีวิตและเป็นประโยชน์มาก ขอบพระคุณค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.พ. 2549 , 22:20:31 น.] ( IP = 58.136.205.27 : : )
สลักธรรม 9ติดตามมาอ่านต่อเช่นกันค่ะ
เป็นธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งและเป็นประโยชน์มากต่อผู้เข้าปฏิบัติค่ะ
ขอบพระคุณท่านเทพธรรมมากและอนุโมทนาในกุศลจิตค่ะโดย ธัญธร [25 ก.พ. 2549 , 18:12:47 น.] ( IP = 203.172.122.83 : : )
สลักธรรม 10
อนุโมทนาครับ
เณรจิ๋วขอตามมาอ่านอย่างใจจดใจจ่อด้วยคนครับ เริ่มจะเข้าสู่เนื้อหาวิธีที่เป็นปัญหาของผู้ปฏิบัติอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้ว เณรจิ๋วจะรอติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆนะครับโดย เณรจิ๋ว [26 ก.พ. 2549 , 00:16:21 น.] ( IP = 161.200.130.80 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |