มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทำไมจึงมาเข้าปฏิบัติ ทำไปเพื่ออะไร?(ตอนที่๔)




ศาลาธรรมสภา สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
เวลา ๑๔.๐๐ - ๐๕๓๐ น.



ตอนที่ (๓) อ่านที่นี่

โยนิโสมนสิการคือ การวางใจได้ถูกต้องแยบคายคือ ดูว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม เหมือนกับเราจะอ่านชีวิต ว่าชีวิตเป็นอย่างไร ชีวิตมีตัวหนังสือสองตัวคือรูปกับนามเท่านั้นเอง เป็นตัวให้เราศึกษา เพราะเราจะเห็นทุกข์ปรากฏขึ้นที่อื่นไม่ได้ ทุกข์ต้องปรากฏที่รูปและนามเท่านั้น แม้กระทั่งฟุ้ง เวลาถ้าฟุ้งเกิดขึ้นก็อย่าไปกลัวฟุ้ง หรือไปคิดว่าฟุ้งไม่ดี เพราะมีสิ่งให้เราศึกษา และมีปรากฏการณ์ธรรมชาติคือไตรลักษณ์เกิดขึ้นในฟุ้งได้นะคะ

อาจารย์บุษกร : ขอประทานโทษนะคะ ก่อนที่ท่านจะเข้ามาที่นี่ ท่านมีพื้นฐานทางด้านการปฏิบัติมาด้านไหนบ้างคะ

พระภิกษุ : เคยปฏิบัติสมาธิมา ก่อน ยังกำหนดไม่ค่อยถูก

อาจารย์บุษกร : ท่านต้องเข้าใจสักนิดนะคะว่า สมาธิต่างกับวิปัสสนา ถ้าคุณพ่อคือพระอาจารย์บุญมี เมธางกูรยังอยู่ท่านก็จะบอกว่า สมาธิต่างกับวิปัสสนาราวฟ้ากับดิน เพราะสมาธินั้นเราทำเพราะต้องการความสงบ และในช่วงหลังมานี้คนไปฝึกสมาธิกันมากมายก็เพื่อให้มีความจำดี จะเห็นว่า มีความต้องการเข้าร่วมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความต้องการคืออะไรคะ? ความต้องการคือตัณหา และตัณหาคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะถ้าเกิดไม่สงบขึ้นมา ผู้ต้องการนั่นแหละจะทุกข์มาก และทุกข์นี้ก็รวมถึงการเกิด คือ ชาติ ปิ ทุกขา เพราะผลจากการทำสมาธิทำให้เกิดชาติ

สมาธิคือการกำหนดจิตใจอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เพื่อให้จิตนั้นสงบ สงบเป็นขณะๆ เรียกว่า ขณิกสมาธิ สงบได้มากขึ้นเป็นอุปจารสมาธิ และสงบอย่างแนบแน่นเรียกว่าอัปปนาสมาธิ แต่เมื่อเลิกการกระทำสมาธิ ธรรมชาติของจิตที่มีลักษณะ ผนฺทนํ จปลํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ คือ ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก และห้ามได้ยากนั้น ก็จะรับอารมณ์อื่นๆต่อไปซึ่งเป็นการแก้ไขทุกข์ให้พ้นไปได้ชั่วคราวค่ะ

ส่วนวิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่ให้ไปแก้ไขทุกข์ แต่ให้ไปรู้ทุกข์ เพื่อจะได้เห็นทุกข์ประจักษ์ทุกข์

สภาพธรรมของชีวิตนั้น เมื่อเห็นทุกข์มากๆ ก็จะต้องการหนีออกจากทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมค่ะ ขอประทานโทษที่จะยกตัวอย่างเมื่อคราวที่แล้ว ที่ท่านเจ้าคุณเมธีวรญาณมาบรรยายธรรมท่าน พระคุณเจ้าได้นั่งอยู่ริมหน้าต่างแล้วก็ขยับเก้าอี้หลายครั้ง เพื่อให้พ้นไปจากแสงแดดที่ร้อน ซึ่งทำให้เป็นทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาติของจิตนั้นคือดิ้นรนที่จะหนีทุกข์อยู่แล้ว แต่เพราะไม่รู้จักทุกข์จึงไม่หนีทุกข์ เพราะสุขวิปลาสนั้นเข้าไปทำให้รู้สึกสบาย แต่มันไม่สบายจริงเพราะเป็นแค่การบำบัด ในขณะที่เราอยู่ในอากาศร้อน เราก็คิดว่าอากาศเย็นช่วยให้เราได้สบาย แต่พออากาศเย็นจริงๆแล้วไปซื้อเสื้อกันหนาวใส่กันทำไม เพราะเราทนเท่าที่ทนได้เท่านั้นซึ่งมันยังไม่สุกงอมจนกระทั่งทนไม่ได้

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [26 ก.พ. 2549 , 06:16:46 น.] ( IP = 58.8.10.122 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ฉะนั้น วิปัสสนาไม่ใช่ให้มาหาความสงบ แต่มาดูทุกข์เพื่อให้จิตนั้นรู้ทุกข์ การเข้ารู้มากๆ ทุกข์ปรากฏขึ้นเท่าใดรู้เท่านั้น จิตก็จะละคลายจากความกำหนัด คือความยินดี เพราะทุกวันนี้เรายินดี เรามีสภาพความยินดีในชีวิตอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาปฏิบัติวิปัสสนาได้พบกับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติและผู้ดูก็เห็นธรรมชาตินั้นว่าเป็นทุกข์ ความกำหนัดก็คลายแล้วก็เห็นว่าชีวิตไม่ได้เป็นของดี นั่งก็ทุกข์ พอกำหนดไปทุกขเวทนาเกิดขึ้น ทุกข์จากการแก้ไขทุกข์ก็ตามมาคือสภาวทุกข์ ความเปลี่ยนแปลงของรูปที่มีก็คือทุกขลักษณะ และรูปนามนั่นแหละคือทุกขสัจจะ ก็จะเห็นว่ามีทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์อยู่เสมอ

ผู้ปฏิบัติจึงมีกิจอย่างเดียว คือ กิจรู้ คือการกำหนดรู้ทุกข์ เมื่อเรารู้ว่าเป็นทุกข์มากเท่าไร ตัณหาก็จะละไปมากเท่านั้น ไม่ใช่ดูเฉยๆนะคะ ต้องมนสิการ คือทำความเข้าใจให้ถูกตรงกับความเป็นจริงในเหตุผลนั้นๆให้ถูกต้อง และให้มีนามรูปติดตามไปทุกขณะ เห็นทุกข์จนกระทั่งไม่มสุขมากเท่าไร ทุกข์ก็จะเผารนตัณหาให้หมดไปมากเท่านั้น และตัณหาหมดไป หรือดับไปเมื่อไหร่ ก็จะถึงนิโรธเมื่อนั้น เมื่อถึงนิโรธเมื่อไหร่ มรรคก็จะสมบรูณ์เมื่อนั้นค่ะท่าน นี่คือกิจของอริยสัจ ซึ่งเป็นไปตามลำดับขั้นตอน

ฉะนั้น วิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นทางสายเอกหรือที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐานนี้แหละคือทางสายเอก เป็นทางสายเดียว ต้องเดินเพียงผู้เดียว และไปที่เดียวคือพระนิพพาน

แต่สมาธินั้นนำให้ไปเกิดเป็นพรหม นับตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ซึ่งในแต่ละชั้นก็ยังมีการแบ่งเป็นพรหมออกไปอีกหลายภูมิ นี่ก็จะเห็นว่าผลของสมาธิทำให้ไปหลายที่ แต่วิปัสสนาไปที่เดียวเท่านั้นคือไปนิพพานค่ะท่าน.

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [26 ก.พ. 2549 , 06:29:35 น.] ( IP = 58.8.10.122 : : )


  สลักธรรม 2

อาจารย์บุษกร : คุณแม่ชีแสวงปฏิบัติเป็นอย่างไรบ้างคะ

แม่ชีแสวง : ก็มีแต่ทุกข์อย่างเดียว เห็นแต่ทุกข์อย่างเดียวเลย ความรู้สึกนี้เปลี่ยนไปก็เป็นทุกข์อีกแล้ว ความรู้สึกใหม่ก็เป็นทุกข์อีกแล้ว

อาจารย์บุษกร : อย่างนี้ถ้าหากเป็นผลของการปฏิบัติก็เรียกว่า ได้ดี แต่ที่บอกว่าเปลี่ยนไปแล้วก็เป็นทุกข์อีกทุกข์อยู่ตลอดเวลา แล้วอะไรทุกข์คะ เพราะทุกข์มีได้ทั้งที่รูปและที่นาม อยากถามคุณแม่ชีต่อนะคะ

แม่ชีแสวง : เวลาเกิดความรู้สึกออกไปก็เป็นทุกข์ที่ออกไปรู้รูป พอหมดไปก็กลับเป็นทุกข์อีกที่กลับเข้ามารู้ใหม่ รู้ก็เป็นทุกข์อีก

อาจารย์บุษกร : แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างคะกับรู้สึกที่ปรากฏขึ้นนั้น

แม่ชีแสวง : ความรู้สึกที่เป็นทุกข์หรือคะ จะตอบอย่างไรดีตอบไม่ถูก

อาจารย์บุษกร : ตอบความจริงที่รู้สึกสิคะ

แม่ชีแสวง : ก็มีแต่ทุกข์ จะตอบอย่างไรดี ก็ยังมีศรัทธาอยู่ รู้ว่าทุกข์ก็ทุกข์ไป

อาจารย์บุษกร : ค่ะดีมากเลยค่ะ แต่ถ้าจะดีมากกว่านี้ก็ตรงที่ว่า ต้องคอยสังเกตอีกว่า ทุกข์ที่บอกว่ามันทุกข์อยู่นี่ ทุกข์ที่ไหน ที่รูปหรือที่นาม เพราะรูปกับนามไม่ใช่อย่างเดียวกัน จึงต้องรู้ชัดลงไปด้วยนะคะ ว่าที่ใด

แม่ชีแสวง : ค่ะถ้าทุกข์ที่นามก็นามทุกข์ ที่นามเป็นทุกข์เพราะว่าไปรู้รูปทุกข์นี่นามอาศัยรูป กับนามทุกข์เพราะอาศัยรูปที่เป็นทุกข์นั้น

อาจารย์บุษกร : จากการเห็นทุกข์อย่างที่บอกนี่ แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างกับทุกข์นั้นคะ เหมือนกับคนเราเห็นศัตรูอยู่ตลอดเวลาถามว่าเราจะรู้สึกเฉยๆไหมกับศัตรูที่อยู่ต่อหน้าต่อตาตลอดเวลานี่ ปรากฏการณ์ทางจิตที่เป็นผู้รู้นี้จึงต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเร้าใช่ไหมคะ

แม่ชีระเบียบ : ใจมันเหี่ยวแห้ง

แม่ชีแสวง : ก็รู้สึกว่าใจมันเหี่ยวแห้ง

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [26 ก.พ. 2549 , 06:46:01 น.] ( IP = 58.8.10.54 : : )


  สลักธรรม 3

อาจารย์บุษกร : ถูกต้องนะคะกับท่านอื่นที่ตอบว่าใจเหี่ยวแห้ง และถ้าท่านแม่ชีแสวงตอบอย่างนี้ก็จะเป็นคำตอบที่บอกว่าท่านปฏิบัติถูกแล้วละ เพราะความรู้สึกตรงนั้นมันเหมือนกับคนที่ว่า ความสดชื่นที่เคยมีอันจัดอยู่ในตัณหา ที่เรียกว่ายางหรือเยื่อเมือกที่มีอยู่ในวัฏฏสงสาร ยางนั้นมันฝ่อตัว น้ำหล่อเลี้ยงคือสุขวิปลาสนี้มันหดตัวลง จึงห่อแห้งเศร้าใจในการเห็นที่ตนเองเห็นแล้วก็รู้ไปว่า แม้จะต้องดูต่อมันจะมีความกดดันที่รู้ว่าปรากฏการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นอีกแล้ว

เหมือนกับเราเปิดหน้าต่างออกไปปุ๊บแล้วมีคนคอยตะโกนบอกว่า "เธอทุกข์นะ" อยู่ตลอดเวลา คือมีสิ่งที่ไม่ดีมาปรากฏอยู่ต่อหน้าตลอดเวลานี่เราอยากเปิดหน้าต่างไหม? เราไม่อยากเปิด แต่เราไม่เปิดไม่ได้ แต่เวลาเปิดจะเป็นอย่างไรคะ สดชื่นเปิดหรือเปล่า แต่มันห่อแห้งใจเกิดความสลด ฉะนั้นที่แม่ชีตอบถูกต้องเลยค่ะ

เพราะถ้าเกิดทุกข์ปรากฏขึ้นมากๆนี่ แล้วมีอะไรบ้างที่ต่อเนื่องจากทุกข์นั้น ก็คือความแห้งใจ เห็นธรรมชาตินั้นไม่มีสาระ เห็นอย่างนี้จึงเป็นการเห็นถูก ไม่ใช่เห็นแต่ทุกข์ๆ คือเห็นแต่ศัตรูแต่มันต้องมีความต่อเนื่องก้าวออกไปได้ ก็คือปัญญาจะตามรู้ทุกข์และตัดสินให้แก่จิตนั้นเป็นผู้รู้ โดยรู้สภาพของความทุกข์ที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ตัณหาคือความต้องการ ที่เคยต้องการได้รูปได้นาม ก็ละไปเพราะปัญญาเห็นความจริง ตรงนี้นะคะตัณหาจะเกิดขึ้นมาบงการชีวิตไม่ได้ถูกละไปๆด้วยปัญญานั่นเองค่ะ.

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [26 ก.พ. 2549 , 06:53:54 น.] ( IP = 58.8.10.54 : : )


  สลักธรรม 4

อาจารย์เกื้อกูล : ขอเรียนถามท่านประธานนะคะเกี่ยวกับเรื่องทุกข์ที่ท่านได้อธิบายมาแล้วก็เข้าใจดี แต่ปรากฏว่ามีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งมีสหายธรรมที่เขาเข้าปฏิบัติมาเป็นเวลายี่สิบปี เข้าไปปลูกบ้านอยู่คนเดียวแล้วก็เจริญสติปัฏฐานเขาก็เห็นทุกข์อย่างที่ท่านกล่าวมาแล้ว แต่การเห็นทุกข์ของเขานี่มันมีผลตรงกันข้าม ทำให้เขาเลิกกรรมฐาน ขายบ้าน แล้วก็กลับมาเข้าสังคมไปเที่ยวต่างประเทศค่ะ เขาบอกว่า การเห็นทุกข์ของเขานี่เห็นตลอดเวลา แล้วเขาก็ทนไม่ได้จิตใจจะแตกสลายอยู่ไม่ได้ ก็เลยขายบ้านแล้วกลับเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านซึ่งไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพังแล้ว ก็เรียนถามว่าการเห็นทุกข์ของผู้ปฏิบัติธรรมผู้นี้ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปี่นี่นะคะ เป็นการเห็นที่ถูกต้องหรือเปล่า หรือว่ามีการมนสิการที่ไม่ถูกต้องคะ

อาจารย์บุษกร : ขอบพระคุณมากนะคะที่ตั้งคำถาม ตรงนี้ก็ต้องขอตอบเป็นกลางๆ ในเหตุผล เพราะว่า ตามหลักความเป็นจริงการที่เราเห็นภัยเห็นทุกข์ สภาพจิตทีเห็นทุกข์อยู่เรื่อยๆ ถามว่าใจเป็นอย่างไรบ้าง ใจก็จะสลดหดหู่ถอยออกมี ความแห้งใจคือปัญญาที่เห็นโทษ ซึ่งตรงกันข้ามกับตัณหาที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้สดชื่น ขอเปรียบสักนิดนะคะ เช่น คนที่แต่งงานกันไปพอมีลูก ลูกก็ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานทำมาหากินขึ้น เพราะยินดีติดใจรักลูก ความรักนี่ทำให้เกิดการแสวงหามากขึ้น มีกำลังมากขึ้น นี่คือตัณหา

แต่ปัญญาที่เข้าไปเห็นทุกข์นั้น ได้เห็นความจริง ความต้องการความอยากได้จึงลดลงซึ่งตรงกันข้ามกับตัณหา ฉะนั้นความแห้งใจเพราะไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย สิ่งที่ปรากฏขึ้นก็อยู่ได้เท่าที่มีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับลง เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกอย่างนี้จะสะเทือนใจ แม้กระทั่งอนาคตในวันข้างหน้าก็ต้องเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นญาณปัญญาก็จะเกิดขึ้นเป็นลำดับกับผู้ที่เห็นทุกข์มาตลอดนี้ นี่คือความจริงของผู้ปฏิบัติที่จะต้องได้ผลตามนี้

ขอพูดจากความถูกจริงที่ไม่ใช่ความถูกใจนะคะว่า เมื่อปฏิบัติแล้วผู้ปฏิบัตินั้นจะต้องยิ่งปลีกออกจากเรื่องต่างๆนั้นออกมา ยิ่งปฏิบัติก็จะเห็นความเป็นจริงแบบนี้ แต่บางครั้งเราก็ไม่ทราบว่าสภาพจิตของผู้ปฏิบัตินั้นเป็นอย่างไร ที่เขาพูดออกมานั้นพูดออกมาจากความรู้สึกจริงหรือไม่ หรือพูดออกมาโดยปริยัติเป็นปัญญาโดยปริยัติ แต่ถ้าเป็นปัญญาโดยปฏิบัติแล้วก็จะปลีกออกจากสังคมแน่นอน อันนี้คือนัยหนึ่ง

อีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าเราเอาเรื่องกรรมมาวินิจฉัย กรรมนั้นมีทั้งกรรมเบียดเบียนและตัดรอน เบียดเบียนทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติท่านนั้นอาจจะปฏิบัติกำลังได้ดีอยู่ แต่เหตุอดีตที่เคยตัดรอนผู้อื่นไว้มาเบียดเบียนแล้วก็ตัดรอนให้เกิดความเห็นผิดว่า ไปแล้ว ตรงนี้เป็นภัย เป็นกรรมตัดรอนให้ออกจากกุศลให้ไปอยู่ในอกุศลมากขึ้นก็ได้ค่ะ จึงขอตอบไว้ตรงนี้เป็นสองนัย

เรื่องกรรมนี้วิจิตรจริงๆ จึงมีคำว่าทิฏฐิวิบัติไงคะ ขณะที่ปฏิบัติที่บอกว่าได้ดีนี่นะคะ แต่กรรมที่ไม่มีหูมีตาก็อาจมาส่งผลให้เพราะเราห้ามไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรเก่งเกินแรงกรรม แรงกายเรายังพอสู้ แรงปัญญาก็จะต้องบ่มเพาะให้มากๆ

เราตั้งเป้าหมายอะไรก็ได้เราหวังได้เช่นมีมรรคผลนิพพานเป็นที่สุดนั่นคือแรงปรารถนา แต่อย่าลืมว่าแรงกรรมเราทำไว้พอหรือยัง เมื่อคำนึงถึงแรงกรรมนี่เราก็จะได้ไม่ประมาทผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะแรงกรรมสามารถตัดรอนได้


ถ้าพูดถึงเรื่องบาปบุญ บาปบุญนั้นเกิดขึ้นที่ชวนจิต ชวนะดวงที่ ๑ ให้ผลในปัจจุบัน เช่นเราทำดีตอนนี้เราก็ได้ความสบายใจสุขใจ แต่มีอยู่นิดเดียวซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีผล ที่หลายคนบอกว่าทำดีเหมือนไม่ไดี แต่จริงๆแล้วกรรมที่ทำนั้นทำแล้วให้ผลในชาตินี้แต่ให้ผลน้อย แต่ชวนะดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า คือให้ผลนำเกิด แต่ชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ ให้ผลในชาติที่ ๓ จนกระทั่งนิพพาน ฉะนั้นเราตอบได้ไหมว่า ตอนนี้ขณะนี้เราได้ผลจากชวนะดวงไหน บอกไม่ได้เลย เพราะมันส่งผลตลอดเวลา และไม่อะลุ้มอล่วยกับใคร ถ้าหากเราเคยตัดรอนใครไว้มันก็จะตามมาตัดรอนเราได้ง่ายๆเลย ดังที่เราเห็นมากมายจากสภาพสังคม เช่น บวชๆอยู่นี่ก็สึกออกมา กำลังได้ดีมีสุขอยู่นี่มีกรรมมาตัดรอนให้ต้องตาย หรืออย่างคนจนที่ถูกสลากบนดิน ๑๙ ล้านตามข่าวที่มีนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนไปเลยนะคะ

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [26 ก.พ. 2549 , 07:05:48 น.] ( IP = 58.8.10.54 : : )


  สลักธรรม 5

จากการซักถามปัญหาทำให้ได้รับความรู้หลายประการโดยเฉพาะวิธีการ"ดู" ที่ถูกต้อง

ขอบพระคุณที่นำมาฝากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2549 , 10:41:03 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณมากค่ะ ได้รับความรู้ความเข้าใจมากขึ้น จะเตรียมตัวเข้าปฏิบัติสร้างเหตุดีต่อไปค่ะ

โดย แป้ง [27 ก.พ. 2549 , 15:19:51 น.] ( IP = 203.170.228.172 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณค่ะ ได้รับความรู้และการแก้ไขในการปฏิบัติให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

โดย น้องอุ๊ [27 ก.พ. 2549 , 17:12:40 น.] ( IP = 61.47.100.148 : : )


  สลักธรรม 8

มารับความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.พ. 2549 , 22:12:08 น.] ( IP = 58.10.88.109 : : )


  สลักธรรม 9



คุรั

โดย ทับตะวัน [28 ก.พ. 2549 , 08:17:10 น.] ( IP = 58.8.66.203 : : )


  สลักธรรม 10

เข้ามาติดตามต่อเพื่อประโยชน์ของชีวิตครับ อนุโมทนากับท่านเทพธรรมมากๆเลยครับ

โดย เณรจิ๋ว [28 ก.พ. 2549 , 12:09:30 น.] ( IP = 161.200.51.125 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org