มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิธีในการนิเทศของพระพุทธเจ้า 45 วิธี





จากการที่พระเดชพระคุณเจ้าคุณอาจารย์พระเทพดิลกได้นำหลักการนิเทศในทางพระพุทธศาสนามาเป็นหลักการที่ใช้สอนนักศึกษามหาบัณฑิต ที่เจ้าคุณอาจารย์ได้เป็นอาจารย์สอนนี้ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำไปใช้ในการสื่อสารความเข้าใจ
และการเผยแผ่พระศาสนานี้ต่อไป จึงขอนำหลักการนี้มาแสดง



พุทธวิธีในการนิเทศของพระพุทธเจ้า 45 วิธีคือ
1.วิธีทรงเรียกลำดับผล เหตุ ของฝ่ายที่ละและฝ่ายที่ควรประพฤติ นั่นคือหลักของอริยสัจ ๔ ประการตามปกติแล้วจะทรงเรียงลำดับเป็นสองเหตุสองผล สามารถตั้งคำถามออกเป็น 4 คำถาม คืออะไรคือทุกขสัจมาจากไหน คือสมุทัยสัจ เพื่ออะไร คือนิโรธสัจ และหลักและวิธีการอย่างไร คืออริยมรรคองค์ 8 ประการ อาจ จะเรียงเป็นสภาพปัญญา สาเหตุของปัญญา ความไม่มีปัญญา หลักการวิธีการในการแก้ปัญหา
2. วิธีสอนมาก่อนแล้วตามด้วยการซักซ้อมความเข้าใจของผู้ฟ้งเช่นทรงแสดงในอนัตตลักขณสูตรโดยทรงชี้ให้เห็นว่าขันธ์ 5 เป็นอนัตตามาตามลำดับ จากนั้นจึงรับสั่งให้ท่านเหล่านั้นตอบว่า ท่านเหล่ามีความคิดเห็นในเรื่องขันธ์ว่าเป็นอย่างไรคือเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุข มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาหรือไม่ท่านเหล่านั้นกราบทูลตอบว่า ขันธ์ไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาจากนั้นทรงสรุปให้ท่านเหล่านั้นตัดสินใจว่า เมื่อขันธ์มีฐานะดังกล่าวเป็นการสมควรไหมที่เราจะยึดถือว่า ขันธ์ 5
เป็นของเรา เราเป็นขันธ์หรือขันธ์5 เป็นตัวตนของเราท่านเหล่ากราบทูลว่าไม่เป็นการสมควรเลยพระพุทธเจ้าเป็นตัน


โดย T [7 มี.ค. 2549 , 08:55:41 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


3. ทรงสอนให้หลักคิดแบบง่ายๆ ตามปกติแล้วจะสอนผู้เยาว์ เช่นทรงว่าชื่อว่าอะไรชื่อว่าหนึ่งอะไรคือชื่อว่าสอง ทรงรับสั่งถามเรื่องง่ายไปเรื่อยๆ จนผู้ฟังมีความมั่นใจแล้วอธิบายให้เกิดความเข้าใจมากเพิ่มขึ้น
4. ทรงสั่งสอนโดยให้วิธีการสาธิต คือมีตัวอย่างให้ผู้ฟังศึกษาจากสิ่งที่เป็นธรรมดา ธรรมชาติหรือทรงสร้างขึ้นด้วยฤทธิ์ เช่นทรงสั่งสอนบุคคลเปรียบเหมือนดอกบัว4 เหล่านั้นหรืออาศัยผลมะม่วงเพียงผลเดียวแล้วทรงแสดงประเภทของมะม่วงออกเป็น4 คือ ข้างนอกดิบ ข้างในดิบ, ข้างนอกสุก ข้างในสุก , ข้างนอกสุก ข้างนอกดิบ, ข้างนอกสุก ข้างในสุก หรือทรงนิรมิตรูปสตรีสวยงามให้เจ้าหญิงรูปนันทา พระนางเขมาดูเป็นตัวอย่างแล้วเริ่มให้ความเปลี่ยนแปลงของสังขารทั้งหลาย จากความเป็นสาววัยรุ่น เข้าสู่ความเป็นคนแห่หง่อมเพราะชราจนถึงเกิดโรคเบียดเบียนทนทุกข์ทรมาน และล้มตายพองค่อยสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว


โดย tvb [7 มี.ค. 2549 , 08:57:21 น.] ( IP = 58.10.87.246 : : )


  สลักธรรม 2


5. ทรงสั่งสอนแนวให้ผู้ฟ้งเรียนรู้ความจริงด้วยประสบการณ์ตรงของตนก่อน จนเธอมีความเข้าใจสามารถฟังเหตุในเรื่องนั้นได้แล้วค่อยแสดงองค์ธรรม ตามพื้นฐานของผู้ฟ้งในขณะนั้นๆ เช่น นางกีสา โคตมีเกิดลูกแล้วลูกตายในเวลาไม่นานนัก ทำให้นางไม่อาจทำใจยอมรับความจริงได้ มีความปักใจฝังใจว่าลูกนางยังไม่ตายจึงเที่ยวแสวงหาหมอมารักษาลูกของนาง จนพระพุทธเจ้าต้องใช้ให้เรียนจากความจริงโดยทรงรับว่าจะรักษาลูกของเธอให้หายได้ หากเธอสามารถหาเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาประกอบยานางต้องอุ้มลูกที่ตายแล้วไปของเมล็ดผักกาด ทุกบ้านยินดีให้นางแต่ทุกบ้านก็เคยมีคนตายมาแล้วทั้งนั้น นางค่อยๆทำใจยอมรับได้ตามลำดับจนนำไปฝังแล้วเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงความจริงของโลก ชีวิตให้ท่านฟัง จบลงด้วยการออกบวชบำเพ็ญเพียรบรรลุมรรคผล เป็นพระอรหันต์ระดับเอตทัคคะในด้านทรงวินัย
6. ทรงสอนแบบอนุวัตรตามความปักใจฝังใจของผู้ฟังแต่ทรงนิยามเรื่องนั้นเสียใหม่เช่นทรงแสดงความเป็นพราหมณ์โดยธรรม แทนที่จะเป็นพราหมณ์โดยชาติตระกูล รูปร่าง เรียนไตรเภท มีศีล มีปัญญา อย่างที่พราหมณ์เขายึดถือทรงแสดงว่า “ บุคคลใดมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว ไม่มีกิเลสเป็นขู่คนอื่น เราเรียงบุคคลนั้นว่าเป็นพราหมณ์ ” พระธรรมเทศนาแนวนี้มีมาก ทรงจำแนกแสดงโดยปริยายต่างๆ



7. ทรงสอนด้วยการกำราบดัวยอิทธิปาฎิหาริย์ เช่นทรงทรมานโจรองคุลิมาล ให้ต้องวิ่งไล่พระองค์ที่เสด็จพุทธดำเนินไปตามธรรมดา ในสายตาองคุลิมาล แต่นั่นคืออิทธาภิสังขาร คือทรงใช้อิทธิฤทธิ์ก่อน เมื่อท่านมีจิตใจที่อ่อนโยนลง จึงทรงใช้อนุสาสนีปาฎิหาริย์ คือความอัศจรรย์แห่งพระธรรมเทศนาของพระองค์จนองคุลิมาลออกบวชและบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ระดับเอตทัคคะด้านสามีบิโภค คือฉันภัตตาหารของทายกเป็นนายหรือเป็นหรือเป็นเจ้าของไทยธรรมนั้นจริงๆตามหลักสามีจิปฎิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ
8. ทรงสอนให้คิดจากสิ่งที่ตนคาดหวัง เช่นภิกษุรูปหนึ่งต้องการจะสึก โดยคิดว่าตนสามารถสร้างหลักฐานให้แก่ตัวเองด้วยการขายผ้าผืนหนึ่งที่อยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เธอคิดค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ตอนลาสิกขาหลังจากลาสิกขาไปแล้ว ค่าปัจจัย 4ในการดำรงชีวิต จบลงที่คิดคาดหวังไว้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ความคิดที่ลาสิกขาจึงลดลงไปกลับใจบำเพ็ญเพียรทางจิตในฐานะของภิกษุ ได้บรรลุมรรคผลในที่สุด
9. ทรงสอนให้พยายามรักษาจิตตนเองเป็นหลัก เช่นภิกษุรูปหนึ่งท่านรู้สึกว่าพระวินัยที่ตนต้องรับผิดชอบปฎิบัติมีมากจนไม่อาจจะเหยียดมือเหยียดเท้าได้ทำให้ต้องการจะลาสิกขาออกไปรักษาศีล 5 พระพุทธเจ้ารับสั่งถามความคิดของท่านท่านกราบทูลให้ทรงทราบตามลำดับ จึงสั่งรับว่าถ้ารู้สึกว่าสิกขามากไปถ้าอย่างรักษาเพียรอย่างเดียวทำได้ไหม ท่านสามารถกราบทูลว่าทำได้จึงรับสั่งว่าถ้าอย่างนั้นให้รักษาจิตอย่างเดียวอย่าคิดออกไปข้างนอกอย่างอื่นเธอไม่ต้องรักษาทำให้ท่านมีความรู้เบาลงเพราะรักษาเพียรอย่างเดียวแต่ในต้นเหตุผลแล้วชื่อว่ารักษาได้ด้วยประการทั้งปวงแล้ว


โดย tvb [7 มี.ค. 2549 , 08:59:38 น.] ( IP = 58.10.84.76 : : )


  สลักธรรม 3


10.ทรงสอนแบบแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ตรง เช่นทรงแสดงปาฎิหาริย์ทรมานนักบวชนอกศาสนาตอนที่แสดงยมกปาฎิหาริย์ ณ เมืองสาวัตถุ หรือทรงกำหราบพระญาติซึ่งกระด้างกระเดื่องโดยถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นเด็กกว่าด้วยการเลื่อนลอยบนอากาศ ดุจทำให้ละอองธุลีพระบาทลงบนศีรษะของท่านเหล่านั้นจากนั้นมีฝนโบกขรพรรษตกลงมา ใครต้องการให้เปียกก็เปียก จนพระยาติละลดมานะความกระด้างลง ทรงแสดงเวสสันดรโปรดพระญาติ จบพระธรรมเทศนาพระญาติบรรลุมรรคผลกันจำนวนมากหรือทรมานพระยาชมพูเป็นต้น
11. ทรงสอนด้วยวิธีสร้างสถานการณ์ให้เกิดความกลัวก่อน เช่นกรณีของเพื่อนๆนางวิสาขาเข้าเฝ้าฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าโดยพกเอาสุราไปดื่มด้วย ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ พวกเธอก็นำสุรามาจิบเรื่อยๆ จนเกิดความเมาแสดงอาการของคนเมาออกมาในรูปแบบต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงบันดาลให้สถานที่นั้นมืดมิดไปทันใดพระองค์หายไปจากที่นั้น สตรีเหล่านั้นมีความตื่นตระหนกตกใจมาก จนสรางเมา จากนั้นทรงเปล่งเป็นลำแสงมาท่ามกลางความมืดสอดส่องไปที่ใบหน้าของเธอเหล่านั้น ทรงรับสั่งจากที่ไกลว่า
“ เธอทั้งหลายจะมามัวเพลิดเพลินรื่นเริงอะไรกันอยู่อีกเหล่า ในเมื่อโลกสันนิวาสนี้ลุกโพลงอยู่ตลอดเวลาพวกเธอที่ถูกความมืดหุ้มห่อไว้ ทำไมจึงไม่แสวงหาประทีปเป็นเครื่องส่องทางให้แก่ชีวิตเล่า”
จบลงด้วยพวกเธอเหล่านั้นไดตระหนักสำเหนียกตั้งใจฟักธรรมจนไดบรรลุมรรคผลไปตามสำควรแก่อัธยาศัย



12. ทรงสอนในแนวร้าวขวัญกำลังใจให้แก่คนที่หดหู่ใจ เสียใจ ในรูปของการปลุกปลอบให้เกิดขวัญกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไป อย่างกรณีของพระวักกลิ ท่านพอใจติดใจในพระรูปโฉมของพระพุทธเจ้า จึงสนใจแต่การมองพระพุทธสรีระของพระองค์ ทรงรอความแก่กล้าของอินทรีย์มาพอสมควร เมื่อทรงเห็นว่าท่านมีอินทรีย์แก่กล้าพอที่จะบรรลุธรรมได้ จึงรับสั่งขับไล่ท่านให้ออกไปจากพุทธสำนักความว่า “วักกลิภิกษุจงถอยออไป จะมาดูใยร่างกายตถาคตเป็นของเปื่อยเน่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราผู้ใดเห็นเราผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ”
ท่านรู้สึกเสียใจมาก เพราะเห็นว่าไม่มีโอกาสที่จะใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าแล้ว จึงขึ้นไปบนภูเขาเพื่อกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย ในขณะที่ท่านกำลังจะกระโดดนั้นเอง พระพุทธเจ้าทรงปรากฏพระองค์รับสั่งเรียกให้ท่านเข้าเฝ้า จิตท่านเกิดปิติปราโมทย์ เจริญพุทธานุสสติ มีพระพุทธองค์
เป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนาต่อ บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ เลื่อนลอยมาจากยอดเขาเข้าเผ้าพระพุทธเจ้า กาลต่อมาท่านได้รับยกย่องว่า เป็นยอดกว่าภิกษุทั้งหลายที่สามารถน้อมใจลงด้วยศรัทธา
13.ทรงสั่งสอนด้วยการนำศึกษาหาประสบการณ์เสริมสร้างความคิด เช่นกรณีของพระนันทะ
พระพุทธอนุชา พระพุทธเจ้านำตามเสด็จไปที่วัดนิโครธาราม ในพิธีแต่งงานของท่านนั่งเอง เมื่อท่านตามเสด็จไปถึงวัดนิโครธาราม รับสั่งถามว่านันทะจะบวชไหม? แม้ท่านไม่ประสงค์จะผนวชเพราะเจ้าสาวสั่งให้รีบกลับ แต่เพราะความยำเกรงต่อพระพุทธเจ้า จึงกราบทูลว่าจะบวช
จึงทรงจัดการให้ท่านได้บวชด้วยความไม่สมัครใจ หลังจากบวชแล้วใจท่านไม่ยอมสงบ เพราะแว่วเสียงเจ้าสาวอยู่เสมอ พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงทรงใช้วิธีนำท่านไม่พบลิงลุ่นตัวหนึ่ง
ที่ถูกไฟไหม้ในป่า รับสั่งให้คิดเทียบเคียงความงามของเจ้าสาวของท่าน กับนางอัปสรที่ทรง
นำท่านไปพบเห็นด้วยพุทธนุภาพ จนใจท่านคลายกำหนัดพอใจในเจ้าสาว แต่กลับพอใจในนาง
อัปสรไปทุกรายที่ท่านเห็นพระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้ท่านตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ พระองค์จะรับประกันให้ท่านได้นางอัปสรไปทุกรายที่ท่านเห็นพระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้ท่านตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ พระองค์จะรับประกันให้ท่านได้นางอัปสรเหล่านั้น จากนั้นนำท่านกลับมาสู่
นิโต้ธารา รับสั่งเล่าเรื่องทั้งปวงให้พระสงฆ์ทราบ เพื่อนของท่านกระนั้นทะล้อว่าท่านเป็นลูกจ้างของพระพุทธเจ้า ทำให้ท่านเกิดมานะที่จะปฏิบัติธรรม จนในที่สุดได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นยอดแห่งภิกษุทั้งหลาย ในด้านการสำรวมระวังอินทรีย์


โดย t [7 มี.ค. 2549 , 09:01:47 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )


  สลักธรรม 4


14. ทรงสอนแบบทรมานให้ละมานะทิฐิของตน จนมีความพร้อมด้วยตนเอง เช่นกรณีการเสด็จไปโปรดท่านปุราณชฎิล ที่มีท่านอุรุวสัสปะเป็นประธาน ทรงแสดงอิทธิปาดหาริกำหลาบท่านถึง 7 ครั้งใหญ่ สามารถทรมานให้ท่านเกิดความสลดใจยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ยอมสละลัทธิของตนพร้อมด้วยบริวารออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยน้องชาย ซึ่งเป็นคณาจารย์มีบริวาร 300,200 ตามลำดับ ท่านเหล่านั้น หลังจากได้บวชด้วย
วิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ได้ฟังพระธรรมเทศนา อาทิตปริยายสูตรจากพระพุทธเจ้า ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์
15. ทรงสอนแบบนำเอาตัวอย่างบุคคลในประวัติศาสตร์มาเป็นตัวอย่าง ในการศึกษาพิจารณา
แนวนี้จะมีมากเป็นพิเศษ เพราะพื้นฐานคนทั่วไปไม่มีปัญญามากพอที่จะศึกษา หาความเข้าใจหลักธรรมสูงๆ คำสอนแนวนี้เช่น ชาดก แปลว่าเรื่องที่เกิดมาแล้ว 550 เรื่อง รวมตลอดถึงเถรคาถา เถรีคาถา เป้วัตถุ วิมานวัตถุ พุทธวงศ์ จริยาปิฎก เป็นต้น
16.ทรงสอนแนวลำดับความเข้าใจหลักธรรม เป็นแนวการฟอกอัธยาศัย ของคนไปตามลำดับ
เป็นพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงมากนั่นคือแนวที่เรียกว่า พาหุลานุสาสน์ คืออนุบุพกถา 5
คือ ทานกถา ศีลกถา สัคกถา กามาทีวีถา เนกขัมนิสัยสกถา จบลงด้วยอริยสัจ 4 บ้าง
หรือทรงขยาย เป็นข้อๆไปให้พิสดารบ้าง




17.ทรงสอนแนวของการใช้หลักจิตวิทยา ให้ความอบอุ่นใจเชื่อมั่นแก่ผู้ฟัง จนเขามีความพร้อมที่จะฟังธรรม เช่นกรณีของท่านสกุลบุตร ตื่นขึ้นในยามดึกมองเห็นสาวๆในปราสาทของตนเองเหมือนกับซากศพในป่าช้า รู้สึกเบื่อหน่าย ระอา ว้าเหว่ จึงออกเดินไปสู่อิสิปตนมฤคทายวัน
เดินไปบ่นไปว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า ยสะที่นี่ไม่วุ่นวาย
ที่นีไม่ขัดข้อง มาที่นี่เถิด นั่งลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่เธอจบลงด้วยยสสะได้บรรลุมรรคผล
เป็นพระอรหันต์ หลังจากได้ฟังธรรมเรื่องเดียวกันซ้ำสองครั้ง หรือกรณีของนางปฎาจารา
ที่ต้องประสบกับการพลัดพรากสูญเสียคนอันเป็นที่รักในคืนเดียวกันถึง 6 คน จนไม่อาจตั้งหลัก
ได้กลายเป็นคนบ้าขาดสติไปช่วงหนึ่ง วิ่งกระเจิดกระเจิงไปสู่พระเชตวัน ในขณะพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ มีคนขัดขวางไม่ยอมให้เข้าไป แต่พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ท่านเข้าไป
พระพุทธองค์รับสั่งว่า จงกลับได้สติเถิดน้อง คนขัดขวางไม่ยอมให้เข้าไป แต่พระพุทธเจ้ารับ
สั่งให้ท่านเข้าไป พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า พระพุทธองค์ทรงรับว่า จงกลับได้สติเถิดน้องหญิง
ด้วยพระพุทธดำรัสเพียงเท่านี้ ท่านกลับได้สติมองดูตนเองไม่มีผ้านุ่ง จึงนั่งยองๆลง มีคนมอบผ้าห่มของตนให้ จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงฟังการบ่นเพ้อของท่านช่วงหนึ่ง เมื่อท่านพร้อมที่จะฟังเหตุผล ทรงแสดงธรรมสืบเนื่องจากเรื่องปัญหาของท่าน จนท่านได้ออกบวชและบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ในกาลไม่นานนัก
18.ทรงแสดงแบบอุปมา อุปมัยเช่นทรงอุปมาให้เห็นว่าคนเปรียบเหมือนดอกบัว 4 เหล่าทรงอุปมากิเลสว่าเป็นดุจไฟ คือราคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ หรือทรงอุปมาการทำกรรมเหมือนการปลูกพืช ดังที่ทรงแสดงว่าเปรียบคนปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งลงบนแผ่นดินแล้ว เขาย่อมได้รับผลของพืชชนิดนั้น คนทำความดีย่อมได้รับผลดี คนทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ทรงอุปมาโยนิโสมนสิการว่าเป็นเหมือนการอุทัยของพระอาทิตย์ ที่เพิ่งความสว่างขึ้นเรื่อยๆโยนิโสมนสิกาคือการทำไว้ในใจด้วยอุบายวิธีที่แยบคายก็มีลักษณะอย่างนั้นคือจะพัฒนาปัญญาของตนขึ้นไปตามลำดับ


โดย tvb [7 มี.ค. 2549 , 09:03:10 น.] ( IP = 58.10.87.246 : : )


  สลักธรรม 5


19.ทรงสอนให้ทำใจยอมรับความจริงตามคติธรรมดา เช่นทรงสอนเรื่องสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมดาหรือทรงให้พิจารณา ทำใจให้ยอมรับความจริงว่าคนทุกคนเกิดมาแล้วจะต้องประสบกับความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากสูญเสียเป็นธรรมดาไม่อาจล่วงพ้นความแก่ ความเจ็บความตาย และการพลักพราก
สูญเสียไปได้ เป็นต้น
20.ทรงสอนในรูปของตอบคำถามของคนที่มาสอบสอบถามตามลักษณะของคำถาม เช่นมีการกราบทูลถามว่าเทวดาเละมนุษย์ทั้งหลายได้พากันมงคล ขอพระผู้พระภาคเจ้าได้โปรดตรัสบอกมงคลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงมงคล 38 ประการในมงคลสูตร แต่ปัญหาบางอย่างต้องการคำตอบสั้นๆเช่นอะไรตั้งมั่นแล้วให้ความสำเร็จประโยชน์ทรงตอบว่าศรัทธาตั้งมั่นแล้วให้สำเร็จประโยชน์คนจะล่วงทุกข์ได้อย่างไร? ตอบว่า คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะความเพียร ชีวิตเช่นไรเป็นชีวิตที่ประเสริฐ ชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญาเป็นชีวิตที่ประเสริฐ



21. ทรงสอนแนวทรงประทานพระโอวาท ตามปกติแล้วทรงประทานแก่พุทธบริษัทหรือคนที่มีความพร้อมที่จะเข้าสังกัดเป็นพุทธบริษัท เช่นทรงประทานโอวาทแก่พระมหากัสสปะเมื่อท่านบวชอุทิศต่อพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้าแต่เพราะท่านแต่งชุดนักบวชมาแล้ว ตั้งใจบวชอุทิศมาแล้วจึงทรงประทานการยอมรับท่านเป็นสมาชิกในพระสงฆ์ด้วยพระโอวาทสั้น 3 ประการ คือ
ดูก่อนกัสสปะ เธอพึงเข้าไปตั้งความละอายและความยำเกรงไว้ในภิกษุทั้งหลายทั้งที่เป็นผู้เฒ่าทั้งที่เป็นผู้ใหม่ทั้งที่เป็นปานกลางอย่างแรงกล้า
เมื่อเราฟังธรรมธรรมอันใดจะตั้งฟังธรรมนั้นแล้วพิจารณาข้อความแห่งธรรมนั้น
จงมีสติเป็นไปในกายพิจารณาร่างกายให้เป็นอารมณ์ว่าเป็นปฎิกูลน่าเกลียด
22.ทรงสอนแบบทรงตั้งเงื่อนไขให้ยอมนับถือก่อนมีลักษณะการทดสอบ ทดลองไปด้วยเช่นทรงว่างเงื่อนไขก่อนที่จะทรงประทานบรรพาอุปสมบทเป็นภิกษุของพระนางปชาบดีโคตรมีและสากิยานีทั้งปวงว่าท่ายอมรับปฎิบัติตามครุธรรม 8 ประการและปฎิบัติตามได้ตลอดไปจะทรงให้การอุปสมบทแก่พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ซึ่งพระนางก็ยอมรับจึงได้เกิดสถาบันภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในพระพุทธศาสนาหรือทรงว่างให้คนที่ต้องการจะเข้าสังกัดเป็นพระภิกษุในพระพุทธสาสนาในกรณีที่ตนเป็นนักบวชศาสนามาก่อนจะ
ต้องอยู่ดิตถิยปริวาสก่อน4เดือนเป็นต้น


โดย tvb [7 มี.ค. 2549 , 09:05:10 น.] ( IP = 58.10.84.76 : : )


  สลักธรรม 6


23.ทรงสอนโดยวิธีลงโทษสร้างนึกให้เกิดก่อน เช่นการลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันทะที่ไม่ยอมรับนับถือใครนอกจากพระพุทธเจ้าหรือทรงขับไล่พระบางกลุ่มให้ออกไปจากวัดพระเชตวันเพราะมีความพฤติไม่เหมาะสมหรือบางคราวทรงเห็นว่าเธอเหล่านั้นจะสามารถบรรลุมรรคผลได้ในสถานที่นั้นจึงทรงไล่ให้ไปอยู่ในที่นั้นๆวิธีการกำหราบแล้วสอนที่หลัง บาลีท่านเรียกว่า นิคคหมุขเทศนาคือการกำหราบให้ละพยศก่อนแล้วค่อยสอนที่หลังทำนองเอาซุงมาทำเฟอร์นิเจอร์จำต้องผ่านขั้นตอนหยาบมาก่อนจนกว่าจะพร้อมที่จะเป็นเฟอร์นิเจอร์
24.ทรงสอนแนวกำหราบอย่างแรงโดยการคว่ำบาตร เช่นในกรณีคนทำตนเป็นปฎิปักษ์ต่อพระรัตนตรัย กล่าวหาใส่ร้ายพระสงฆ์เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียเพื่อป้องกันท่านผู้นั้นจากบาปและรักษาองค์กรสงฆ์ไม่ให้เกิดความเข้าผิดของคนดี ทรงมีพุทธานุญาตให้คณะสงฆ์สามารถโทษต่อท่านผู้นั้นด้วยการประกาศเป็นการสงฆ์คว่ำบาตร ไม่ให้ผู้ใดคบหาสมาคมด้วยจนกว่าท่านผู้จะสำนึกผิดขอขมาต่อสงฆ์ สงฆ์เป็นว่าท่านมีความสำนึกผิดจริงทรงอนุญาตให้ประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรสามารถเกี่ยวข้องคบหากันต่อไปได้



25. ทรงสอนให้ท่านผู้ฟังเรียนรู้ความจริงจากตนเอง กรณีนี้อาจจะเรียนเรื่องทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ หรือมรรคสัจก็ได้ ตามสมควรแก่กรณีเช่นทรงประทานหลักให้ติสสปูติคัตตเถระ ที่อาพาธหนักจนจนขนาดร่างกายเปื่อยเน่ามีกลิ่นเหม็น ทรงจัดการให้มีการดูแลทำความสะอาดร่างกายเปลี่ยนผ้าไตรจีวรให้จนท่ามีความพร้อมที่จะทำความเข้าใจกับความจริงของชีวิตทรงสอนด้วยพระพุทธภาษิตสั้นๆว่า
“ร่างกายนี้ไม่นานหนอ จักล้มลงเหนือแผ่นดิน เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้ว จะเหมือนท่อนไม้มี่หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ ”
26. ทรงสอนแนวการอดกลั้นอดทนไม่หวั่นไหวต่อแรงกระแทกจากข้างนอก ในกรณีนี้อาจจะตามด้วยอุปมาเทียบเคียงเช่นในคราวที่พระพุทธเจ้าถูกพระนางมาคัณฑิยา จ้างให้คนด่าด้วยคำหยาบถึง 10 ประการขณะที่เสด็จประทับ ณ เมืองโกสัมพี พระอานนท์ได้ฟังแล้วทนไม่ไหว ขอให้หลีกไปประทับที่เมืองอื่น แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงสอนให้ท่านได้คิดว่าไม่ใช่เป็นวิธีในการแก้ปัญญา ปัญหาเกิดขึ้นในที่ใดควรอยู่ที่สถานที่นั้นจนกว่าเรื่องจะยุติ ทรงอุปมาให้เห็นว่าพระองค์ พระสงฆ์นั้น เหมือนข้าศึกเข้าสู่สงคราม จะต้องถูกประทุษร้ายด้วยศาสตราวุธต่างจากฝ่ายที่มองเห็นเป็นศัตรูซึ่งช้างต้องอดทนต่อศาสตราวุธเหล่านั้นให้ได้การอดทนต่อวาทะของคนทุศีลมีจิตประทุษร้ายนั้นเป็นภาระของพระองค์ พระสงฆ์และในความเป็นจริงคือทุกๆคนต้องมีความอดกลั้นอดทน


โดย tvb [7 มี.ค. 2549 , 09:07:06 น.] ( IP = 58.10.84.76 : : )


  สลักธรรม 7


27 .ทรงสอนแนวของการฝึกปรือพัฒนาสติ สัมปชัญญะความเพียรพยายามในทุกๆกรณีดังที่ทรงจำแนกแสดงหลักการเจริญสติในสัมมาสติ คือการตั้งสติชอบโดยมีสติ สัมปชัญญะ ความเพียรในการระลึกรู้เท่าทันต่อความจริงของกาย เวทนา จิต ธรรม อันเป็นหลักการของสมถและวิปัสสนา
28.ทรงสอนแนวของการสร้างผู้ฟังที่เป็นมิตรแม้เขาจะเริ่มจากมีจิตคิดประทุษร้าย อย่างในกรณีที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดอาฬวกยักษ์ที่เป็นยักษ์ดุร้ายมีความรุนแรงข่มขู่คุกคามพระพุทธเจ้าด้วยวิธีการต่างๆเป็นอันมากพระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีอ่อนโยนยักษ์แสดงอำนาจสั่งให้ทรงทำอะไรก็ทรงตามในตอนต้นๆเมื่อยักษ์สั่งให้ทรงลุกจากแท่นที่พักของตนพระพุทธเจ้าก็ลุกตากสั่งเมื่อบอกให้กลับไปนั่งก็ทรงทำตามยักษ์สั่งให้ทรงลุกแล้วกลับไปนั่งถึง 3 ครั้ง แต่พอครั้งที่ 4 ไม่ทรงทำตามโดยทรงให้เหตุผลว่าที่ต้องทำตามเพราะนั่งคราวแรกไม่ได้ขออนุญาตแต่คราวนี้ยักษ์สั่งให้พระองค์ทรงประทับนั่งซ้อนกันถึง 3 ครั้งจึงไม่จำเป็นที่จะต้องลุกซึ่งขณะนั้นยักษ์มีจิตอ่อนโยนลงแล้วเพราะตนสามารถสั่งพระพุทธเจ้าได้จบลงได้การซักถามปัญหาที่ไม่มีใครตอบได้ต่อพระพุทธเจ้าทรงตอบถูกทุกข้อจบลงด้วยอาฬาวกยักษ์บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบันเป็นอุบาสกที่มีความสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่านหนึ่ง



29.ทรงสอนให้ทดลองปฏิบัติธรรมด้วยตนโดยแสดงเป็นรูปของหลักการ วิธีการและผลดีที่เกิดจาการปฏิบัติที่ผู้ทำตามจะสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเองเช่นทรงแสดงเมตตาปิสังสูตร คือการเจริญเมตตาแผ่ไปในสรรพสัตว์หากทำได้รับอานิสงส์ 11 ประการ เช่นหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาให้การคุมครองป้องกันรักษา จะไม่ประสบอันตรายจากไฟ ศาสตรา พิษสัตว์ร้ายเป็นต้น
แม้แต่การทรงแสดงเรื่องกุศลธรรมอย่างอื่น จะทรงแสดงแนวนี้โดยมากคือทรงแสดงธรรมมีเหตุที่ผู้ฟังตรองตาม พิจารณาตาม ปฏิบัติตามจะได้สัมผัสผลตามที่ทรงแสดงไว้ เพราะความกาลิโกของพระธรรม
30.ทรงสอนด้วยโสมวิธีอย่างในกรณีที่พระพุทธเจ้า ถูกนางจิญจมาณวิกากล่าวหาว่าพระองค์ได้เสียกับนางจนมีท้องโจทก์พระองค์ท่ามกลางมหาสมาคมในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ พระพุทธเจ้าทรงมีความบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาอย่างแท้จริง คือทรงดำรงพระสถานะของผู้บริสุทธิ์ที่ใครไม่สามารถจะกล่าวหาใส่ความได้ ดุจดวงจันทร์วันเพ็ญที่ใครไม่อาจให้ขุ่นมัวเศร้าได้ ทรงสดับคำกล่าวของนางด้วยพระทัยที่กอปรด้วยกรุณาต่อนาง มีพระพักตร์ผ่องใสไม่สะดุ้งหวาดหวั่นต่อคำกล่าวหาแต่ประการใด


โดย ธีรวัส [7 มี.ค. 2549 , 09:14:55 น.] ( IP = 58.10.87.246 : : )


  สลักธรรม 8


31.ทรงสอนในแนวของการปฎิปุจฉา คือทรงตรัสถามให้คนผู้นั้นตอบด้วยตัวเอง เป็นทำนองเอาอัฐยายซื้อขนมยาย หรือเอาผลไม้ปาผลไม้ เช่นกรณีของการทรงได้ตอบกับสัจจนิครนถ์ที่มาคัดค้านหลักอนัตตา โดยทรงใช้ประเด็นของ,เราสามารถบังคับบัญชาให้ชีวิตเป็นไปตามที่เราต้องการได้ไหม? ในที่สุดสัจนิครนถ์ยอมจำนงต่อพระองค์
32.ทรงสอนแนวทางการสร้างบทกวีขึ้นโต้ตอบคำประพันธ์ของท่านผู้นั้น อย่างในกรณีของเอกรกฎาคมนาคราชได้สอนให้ลูกสาวกล่าวคาถาแสดงความสนใจในการบังเกิดของพระพุทธเจ้า มีการทดลองถามปัญหาพระพุทธเจ้าทรงสอนคำประพันธ์ให้มานพไปกล่าวโต้ตอบลูกสาวเอรกปัตตนาคราช หรือกรณีของพราหมณ์
มหาศาลในอดีตกลับมีฐานะยากจนลงเพราะลูกๆขอแบ่งสมบัติไปแล้วไม่ใครยอมรับเลี้ยงดูท่าน พระพุทธเจ้าทรงสอนพราหมณ์ชรา ด้วยคำประพันธ์เป็นคาถาไปกล่าวในที่ประชุมของพราหมณ์ จบลงด้วยลูกๆสำนึกความผิดของตน ให้ปฏิญาณต่อบิดา และพวกพราหมณ์ทั้งปวงว่า จะทำตนเป็นลูกกตัญญูต่อพ่อของตนต่อไปไม่ให้บกพร่อง




33.ทรงสอนแนวทางนำเอาหลักการวิธีการของนักรบในอดีต มาเป็นอุปกรณ์ในการขจัดความหวาดกลัวของพระภิกษุสามเณรในยามที่ท่านปฎิบัติธรรมในป่า อย่างที่ทรงนำเอาเรื่อง การต่อสู้ระหว่างเทวดากับอสูรในเทวสูรสงคราม เทวดาเกิดความหวาดกลัวต่ออสูร ท้าวสักกะเทวราช ทรงแนะนำให้เทวดาทราบว่ายามที่พวกท่านเกิดความหวาดกลัวสะดุ้งตกใจให้มองดูธงของมหาเทพ คือปชาบดี วรุณเทพ อีสานเทพ
หรือธงของท้าวสักกะเทวราช เมื่อทำอย่างนี้แล้วความกลัวสะดุ้งจะหายไป พระพุทธเจ้าทรงนำเอากรณีนั้นเป็นกรณีศึกษา ในยามที่พระภิกษุสามเณรเกิดความหวาดสะดุ้งกลัวให้สาธายายถึงพระพุทธคุณ พระธรรมพระสังฆคุณ ไปตามลำดับจนกว่าหวาดกลัวสะดุ้งหายไป เพราะพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นผู้ไม่สะดุ้งเป็นธรรมดาสามารถช่วยให้คนที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยด้วยศรัทธา ขจัดความหวาดสะดุ้งออกไปจากใจได้
34.ทรงสอนให้พยายามขจัดความหวาดกลัวต่ออมนุษย์ ด้วยการทำตนเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้วสร้างเมตตาจิตแผ่ไปในสรรพสัตว์ในที่นั้นๆ อย่างในกรณีที่พระถูกผีหลอกจนไม่อาจอยู่ในป่าที่จำพรรษาได้ ต้องกลับมาเผ้าพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้ากลับรับสั่งให้ท่านเหล่านั้นกลับไปในที่นั้นอีก โดยพระองค์จะมามอบธรรมวุธอาวุธคือธรรมให้ไปเป็นเครื่องป้องกันตัว แต่ในข้อความในพระสูตรที่เรียกว่า กรณียเมตตาสูตรเป็นเรื่องของการสร้างสำนึกที่ปฎิบัติตนให้เหมาะสมแก่การเป็นสมณะ จากนั้นให้เแผ่เมตตาไปในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงและย้ำเตือนตนเองให้ปฎิบัติธรรมจนมีความมั่นใจ ในตนเองว่า สามารถปิดประตูนรกได้ในที่สุด



โดย ธีระ [7 มี.ค. 2549 , 09:17:43 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )


  สลักธรรม 9


35.ทรงสอนในแนวของกระตุ้นความสนใจในแนวตรรกศาสตร์ เพื่อให้การเสริมสร้างความคิดของผู้ฟังเช่นทรงรับสั่งให้ชาวนาได้ยินดีพระพุทธดำรัสที่ทรงตรัสเรียกถุงเงินว่า อานนท์เธอเห็นอสรพิษไหม พระอานนท์กราบทูลว่า เห็นพระพุทธเจ้าข้า มันเป็นอสรพิษมีพิษร้ายชาวนาเกิดสนใจหวาดกลัวว่าเป็นอันตรายแก่ตนจึงเข้าไปดูเพื่อทำลายอสรพิษ แต่กลับเห็นเป็นถุงเงิน ประโยคนี้นำไปสู่ความรอดพ้นจากอาชญาของบ้านเมืองเพราะท่านอ้างพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์เป็นพยานว่าท่านไม่ใช่โจรลักทรัพย์
36ทรงสอนแนวของการสร้างอารมณ์กรรมฐาน ตัวอย่างให้สอดรับกับบารมีธรรมของท่านเหล่านั้น เช่นพระจุลลปันถก มีปัญญาทับไม่สามารถท่องคาถา 4 บรรทัดในเวลา 4 เดือนได้ จนพระมหาปันถกพี่ชายแนะนำให้สึกออกไป ท่านไม่ยอมสึก แต่เกิดน้อยใจที่พระเถระพี่ชายไม่แสดงความสนใจต่อท่าน จึงออกจากกุฎีเพื่อไปสึก
พระพุทธเจ้าเสด็จมาดักทางไว้ทรงสนทนาสอบถาม ทรงกระตื้นให้ท่านได้คิดว่า ท่านบวชอุทิศพี่ชายหรือว่าบวชอุทิศใคร เมื่อท่านกราบทูลว่าท่านบวชอุทิศพระพุทธเจ้ามิได้บวชอุทิศพระมหาปันถก พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าพระองค์ยังไม่ต้องการให้ท่านลาสิกขา จึงทรงนำพระจุลลปันถกไปใกล้พระคันธกุฎี ทรงเนรมิตรผ้าขาวบริสุทธิ์
บอกใหท่านนั่งขยำผ้าขาวผืนนั้นพร้อมกับการบริกรรมว่า รโช หรณํ รโช หรณํ แปลว่าผ้าเปื้อนฝุ่นๆ จบลงด้วยจิตท่านไม่สงบใช้ปัญญาพิจารณาผ้าขาว ที่กลายเป็นสกปรกเพราะเปื้อนเหงื่อจากมือของท่าน ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์




37. ทรงสอนแบบการสร้างปรัชญาทดแทน โดยการทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของร่างกาย อันที่ตั้งแห่งความรัก ความชัง ความเขลา ทั้งๆที่เป็นของปฎิกูลน่าเกลียด โดยทำการศึกษาเรียนรู้จากอาการ 32 ประการ มีผล ขนเป็นต้น หรือการพิจารณา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากสูญเสียต่างๆที่สรุปรวมเป็นการมองตามกฎของพระไตรลักษณ์ 3 ประการ
38. ทรงสอนให้มองเห็นโทษของการจองเวร และคุณของการไม่จองเวรมีตัวอย่างบุคคลและองค์ธรรมเป็นหลักในการคิดพิจารณาให้ประจักษ์ในคุณ โทษของการไม่จองเวร การจองเวรด้วยใจของตนแล้ว ยุติการจองเวรกันเช่นที่ทรงแสดงไว้ว่า เวรย่อมไม่ระงับไปด้วยการจองเวร แต่จะระงับไปได้ด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นความจริงแต่โบราณกาลและคงเป็นอย่างนี้ตลอดไป


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [7 มี.ค. 2549 , 09:18:36 น.] ( IP = 58.10.87.246 : : )


  สลักธรรม 10


39 ทรงสอนแนวของการทรงพยากรณ์ความจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาจจะทรงยกตัวอย่างบคคล การปฎิบัติตนเป็นคนดี คนชั่ว เช่นทรงพยากรณ์ว่า พฤติกรรมของพระเจ้าสุปปพุทธะ ทรงต่อต้านขัดขวางปิดกั้นหนทางเสด็จพุทธดำเนินของพระองค์ พระอรหันต์ทั้งหลาย นั้นเป็นบาปกรรมหนัก เป็นเหตุให้ท่านต้องถูกธรณีสูบตกนรกอเวจีต่อจากนี้ไปในวันที่ 7 ทรงแสดงว่าพฤติกรรม ของพระเทวทัตหากไม่กลับตัว จะต้องตกนรกด้วยการถูกธรณีสูบทั้งสองกรณีได้เป็นไปอย่างนั้นจริงๆตามที่ทรงพยากรณ์ไว้ก่อน แม้พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงผลดีผลชั่วของกรรมที่คนเหล่านั้นได้กระทำไว้ จะเป็นเหตุให้เขาเกิดดี และเกิดไม่ดีในอนาคต เช่น
คนทำความดีจะมีอานิสงส์ ตรงกันสองข้อสุดท้าย คือไม่หลงทำกาลกิริยา และตายแล้วจักบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ คนทำความชั่วจะมีผลตรงกันในสองข้อสุดท้าย คือหลงตาย และตายแล้วจักไปบังเกิดในทุคติวินิบาต นรก อสุรกาย
40. ทรงสอนให้มีความตระหนักสำนึก ในการรักษาภาพลักษณ์ของตนให้เป็นไปตามสมควรแก่สถานะชื่อเสียง เช่น ทรงแสดงบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้วอาการกิริยาใดๆของสมณะ เราควรทำอาการกิริยานั้นๆ บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆว่า อาการกาย วาจา อย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ยังมีอยู่อีกไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ หรือทรงรับสั่งแก่นายพรานเบ็ดที่เป็นอริยะขัดแย้งกัน นายพรานเบ็ดเกิดศรัทธาเลื่อมใส เลือกการหากินด้วยการตกเบ็ด เพราะขัดย้งกับความเป็นอริยะของตน ต้องการทำตนให้เป็นอริยะตามเสด็จรอยยุคคลบาทของพระพุทธเจ้าเป็นต้นการสร้างสำนึกแนวนี้เป็นแนวการเตือนตนด้วยตน พิจารณาตนด้วยตน ตรวจสอบตนด้วยตน



41.ทรงสอนแบบสอบถามให้ผู้ฟังตอบในลักษณะต่างๆเช่น ทรงสอบถามปัญจวัคคีย์ถึงความจริงของไตรลักษณ์ว่า เที่ยงหรือไม่เที่ยง ท่านตอบไม่เที่ยงพระเจ้าข้า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ท่านเหล่านั้นตอบว่าเป็นทุกข์พระเจ้าข้า ทรงสรุปว่าสิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาเป็นการสมควรไหม ? ที่จะไปยึดถือว่านั่นเป็นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ นั้นเป็นตัวตนของเรา ท่านเหล่านั้นกราบทูลว่า
ไม่เป็นการสมควรเลยพระพุทธเจ้า แต่ในการทรงตรัสถามนั้นเอง บางครั้งทรงถามแนวปริศนา คนตอบต้องอธิบายถึงความเข้าใจสิ่งที่ทรงสอบถาม และความหมายของการตอบของท่านด้วย เช่นรับสั่งถามธิดานายช่างหูกซึ่งทรงสอนมรณานุสสติมาก่อนหน้านั้น และเธอได้เจริญมรณานุสสตคิ มาตลอดเป็นเวลา 3 ปี เมื่อเธอมาเข้าเฝ้า
พระองค์ท่ามกลางสมาคม รับสั่งถามว่ามาจากไหน? จะไปไหน? เธอไม่ทราบหรือ? เธอทราบหรือเธอได้กราบทูล ตอบคำถามไปตามลำดับว่า ไม่ทราบ จะไปไหน? เธอก็ตอบว่าไม่ทราบ
แต่เมื่อรับสั่งถามว่าไม่ทราบหรือเธอกลับตอบว่าทราบ แต่พอรับสั่งถามว่าเธอทราบหรือ เธอกลับกราบทูลไม่ทราบ จนมีเสียงตำหนิจากคนในสมาคมนั้น ทำให้พระพุทธเจ้าต้องตรัสถามให้เธออธิบายถึงความหมายของคำถามและคำตอบทั้ง 4 คำ ได้ความว่า
เธอมาจากไหน ? ไม่ทราบว่าก่อนจะมาเกิดในโลกนี้เธอเคยเป็นใครมาก่อน
เธอจะไปไหน? ไม่ทราบว่าหลังจากตายไปแล้วเธอจะเกิดที่ไหน ?
เธอไม่ทราบหรือ ? เธอตอบว่าทราบว่า เธอต้องตายแน่ ไม่มีความสงสัยในความตาย
เธอทราบหรือ? เธอกลับตอบว่าไม่ทราบว่าจะตายเมื่อไร ? ที่ไหน ? อย่างไร ?


โดย ธีรวัส [7 มี.ค. 2549 , 09:19:37 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org