| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ที่มาขอการบวช
สลักธรรม 1..2 ความหมายของการบวช
การบวชการบวช คือ บรรพชา นั้น
แปลความหมายง่าย ๆ ว่า เว้น สละ ละได้ทั่ว ๆ ไป
หมายความว่า สละละสิ่งที่ไม่ดีไม่งามหรือบาป อกุศลต่าง ๆ เป็นเรื่องของการฝึกฝน
พัฒนาตนเอง เพราะว่าอกุศลสิ่งไม่ดี หรือบาปต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่ว่าจะละได้ง่าย ๆ
บางทีละภายนอกแล้ว แต่ภายในยังละไม่ได้ ละทางกายแล้วก็ยังติดอยู่ในใจกว่าจะละ
ทางใจได้ต้องฝึกฝนพัฒนากันมาก
การบวชนี้จึงถือว่าเป็นการฝึกฝนตนเอง คือการ
ศึกษาในการที่จะพยายามละหรือขจัดกิเลสสิ่งเศร้าหมองจิต ความชั่วร้ายต่าง ๆ ให้หมดไป
กิเลสตัวสำคัญที่เด่นชัด อันจะพึงละ
ก็คือ ความเห็นแก่ตัว ที่ทำให้คนแสวงหาแต่สิ่งเสพเครื่องบำรุงบำเรอตัวเอง หลงละเลิงมัวเมาในกามหรืออามิสต่าง ๆ และข่มเหงรังแกแย่งชิงเบียดเบียนกัน
บรรพชาคือการบวช จึงมีความหมายด้วยว่า เป็นการละเว้นปลีกตัวออกไปจากการเบียดเบียน และปลีกตัวออกจากกาม ทั้งกิเลสกาม และวัตถุกาม
อีกความหมายหนึ่งที่พ่วงมาด้วยก็คือ สละเครื่องห่วงกังวลภายนอก
คือทรัพย์สินเงินทอง วัตถุสิ่งของต่างๆ ไม่มีความผูกพันยึดติดในสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมีความหมายต่อไปว่า จะได้มีชีวิตที่เป็นอิสระ
เพราะฉะนั้น คำว่า บวชนี้จึงมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า " ไปได้ทั่ว " คือเป็นอิสระ
ชีวิตของพระภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ว่าเหมือนกับนกที่มีแต่ปีกสองปีก จะไปไหนเมื่อไรก็ไปได้
แต่เมื่อมีภาระอะไรต่างๆ ในกิจการของสงฆ์มากขึ้น อย่างสมัยนี้จะเห็นว่า ชักจะไปไหนไม่ค่อยได้ จึงจะต้องมีสติเตือนตนอยู่เสมอว่าอุดม
คติของชีวิตพระนั้นมุ่งสู่ความเป็นอิสระ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของตนโดยไม่ต้องมีความพะวักพะวงในสิ่งต่าง ๆ
ทั้งหมดนี้เป็นความหมายตามรูปศัพท์ แต่โยงมาหาสาระด้วย
ส่วนคำว่า อุปสมบท แปลว่า การเข้าถึงภาวะที่สูงขึ้นไปคือเข้าสู่ชีวิตในชุมชนของพระภิกษุ โดยมีการบวชที่สมบูรณ์
คือผู้บรรพชาแล้วที่ได้รับมติเห็นชอบจากสงฆ์อีกชั้นหนึ่ง
เมื่อบวชแล้ว ก็ไม่ใช่เสร็จแค่นั้นแล้วมาอยู่เฉย ๆ แต่การบวชเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น จะต้องเพียรพยายามปฏิบัติเพื่อบรรลุผลที่เป็นจุดหมายของการบวชต่อไป
การที่จะบรรลุผลของการบวช ก็ต้องมีการ เรียน คือ ศึกษาฝึกหัดพัฒนาชีวิตของเรา ทั้งกาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ดีให้ประณีต ให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะละบาปกุศลได้หมด และเจริญกุศลให้เต็มที่ หลุดพ้นจากกิเลสและปวงทุกข์ มีชีวิตจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส เป็นอิสระ สงบสุขอย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า บวชเรียน หมายความว่า บวชเพื่อเรียน หรือว่าการบวชก็คือชีวิตแห่งการเรียน
เรียน เป็นคำไทยง่าย ๆ หมายถึง การเรียนรู้ศึกษาฝึกหัดพัฒนาให้ชีวิตทุกด้านดีขึ้น อย่างที่พูดแล้วข้างต้น ตรงกับภาษาพระเรียกว่า สิกขา
สาระสำคัญของการบวชทั้งหมดก็อยู่ที่การศึกษาอบรมที่ทางพระเรียกว่า สิกขานี่แหละ
.........โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 มี.ค. 2545 , 04:34:51 น.] ( IP = 203.170.128.30 : : )
สลักธรรม 2...3 วัตถุประสงค์ของการบวช
การบวชแต่เดิมมีความหมายอย่างที่พูดมานั้น แต่ต่อมาได้มีวิวัฒนาการทางสังคม
โดยเฉพาะในสังคมไทย ซึ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรมของเรา ทำให้การบวชมีความหมาย
ใหม่เพิ่มขึ้นในแง่ของวัฒนธรรมไทยด้วย เนื้อหาสาระแต่เดิมของการบวช ก็คือเรื่องของการ
ศึกษาอบรมฝึกหัดขัดเกลา ทำให้เป็นคนที่ดี มีคุณสมบัติต่าง ๆ เจริญงอกงามขึ้น
จนเป็นคนที่สมบูรณ์ คนไทยแต่อดีตได้เห็นประโยชน์ของการบวช ก็จึงคิดว่าถึงแม้จะไม่บวชอยู่ตลอดไป แม้แต่จะบวชชั่วคราวระยะหนึ่ง
ก็เป็นประโยชน์ ที่จะช่วยขัดเกลาให้ชีวิตเจริญงอกงามขึ้นยิ่งเป็นผู้ที่จะอยู่รับผิดชอบสังคมต่อไป ถ้าเป็นคนไม่ได้ฝึกหัดขัดเกลา ไม่พัฒนาตนเองแล้ว ก็จะไม่สามารถรับผิดชอบสังคม ไม่สามารถไปสร้างสรรค์สังคมได้ แต่อาจจะไปก่อปัญหาแก่สังคมด้วยซ้ำ ถ้าเขาได้มาบวช มีการศึกษาอบรมแล้ว เป็นคนดี มีปัญญามีจิตใจงอกงาม ก็จะไปช่วยรับผิดชอบสร้างสรรค์สังคมได้ ต่อมาก็เลยเกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีขึ้นมาว่า ในสังคมไทยนี้ กุลบุตรถ้ามีโอกาสก็ควรจะบวชอย่างน้อยระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจะได้ศึกษาอบรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เวลานี้การบวชในสังคมไทย ได้มีความหมายหลายประการด้วยกัน อาจสรุปได้เป็น ๓ อย่าง คือ
..........
....ประการที่ ๑ เป็นการทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน หมายความว่า
พุทธศาสนิกชนนั้น อยากจะช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา โดยรักษาพระธรรมวินัยให้เจริญมั่นคง เพราะว่าถ้าพระพุทธศาสนา
คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่ ก็จะเป็นประโยชน์แก่คนทังหลาย ช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีงาม และสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพระพุทธศาสนา
ก็คือ การบวชเข้าไปเรียนรู้พระธรรมวินัย และรักษาถ่ายทอดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่อกันไป เรียกว่า สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ยิ่งกว่านั้น
เมื่อเรียนรู้แล้วประพฤติตาม คือดำเนินชีวิตของเราตามธรรม ก็เท่ากับเอาพระศาสนาเข้ามาไว้ในชีวิตของเรา หรือเอาตัวเราเป็นที่รักษาพระพุทธศาสนา ถ้าทำได้อย่างนี้ ตราบใดที่ชาวพุทธแต่ละคนยังมีชีวิตอยู่ พระพุทธศาสนาก็ยังอยู่ อย่างนี้แหละเรียกว่า การบวชเป็นการทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน
ประการที่ ๒ เป็นการทำหน้าที่ของคนไทย หมายความว่า พระพุทธศาสนาเข้ามาอยู่ในสังคมไทย และได้กลายเป็นมรดกของชนชาติไทย
คนไทยได้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นทรัพย์สมบัติที่มีค่าสูงสุดของประเทศชาติและสังคมของเรา เพราะว่าเมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาแล้ว
ก็ให้หลักธรรมคำสอน ทำให้คนประพฤติดีงาม เป็นหลักให้แก่สังคม ทำให้สังคมอยู่กันได้ด้วยสันติสุข มีการเบียดเบียนกันน้อยลง
ถ้ามีคนดีมากกว่าคนชั่ว สังคมนี้ก็อยู่ได้ พระพุทธศาสนาได้ช่วยให้คนมากมายกลายเป็นคนดีขึ้นมา นอกจากช่วยในทางคุณธรรมความดีงาม ทางความประพฤติและทางจิตใจแล้ว ก็ยังมีประโยชน์เป็นรากฐานของวัฒนธรรมของเราด้วย
แม้แต่ภาษาของเราก็มาจากภาษาบาลี ตลอดจนภาษาสันสกฤตมากมาย ดนตรีและศิลปะต่าง ๆ ก็มาจากวัดวาอารามสิ่งทั้งหลายที่เป็นเครื่องหมายของความเจริญงอกงามของสังคมนี้ มาจากรากฐานทางพระพุทธศาสนามากมายเหลือเกิน
ด้วยเหตุผลที่ว่ามานั้น เราจึงเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นสมบัติประจำชาติของเรา ที่คนไทยควรช่วยกันรักษาสืบต่อไว้ การบวชนี้เป็นการช่วยรักษาพระพุทธศาสนาที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ เราก็เลยตกลงว่า ให้คนไทยได้มีโอกาสมาบวช จะได้ช่วยกันรักษาทรัพย์สมบัติของชาติไทย ให้ยั่งยืนต่อไป นั้นเป็นความหมายประการที่สองของการบวช คือการทำหน้าที่ของคนไทย
ประการที่ ๓ เป็นการสนองพระคุณของบิดามารดา ดังที่เราถือกันมาเป็นประเพณีว่า ถ้าใครได้บวชลูกแล้ว ก็ได้บุญได้กุศลมากช่วยให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองไปสวรรค์
ตลอดจนได้เป็นญาติของพระศาสนา การบวชก็เลยมีความหมายเป็นการตอบแทนคุณของบิดามารดา
.........
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 มี.ค. 2545 , 11:13:24 น.] ( IP = 202.183.157.144 : : )
สลักธรรม 3...4 บวชให้พ่อแม่ได้เป็นญาติของพระศาสนา
ทำไมจึงถือว่า การบวชเป็นการตอบแทนคุณของบิดามารดา และทำให้บิดามารดา
เป็นญาติของพระศาสนา
เรื่องนี้เป็นคติที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
ตั้งแต่สองพันกว่าปีมาแล้ว เพราะได้ทรงส่งพระสงฆ์ออกมาเผยแผ่พระศาสนา
จนถึงประเทศไทยเราด้วย
พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งได้ตรัสถามพระเถระผู้ใหญ่ว่า ที่โยมได้อุปถัมภ์บำรุงพระศาสนามามากมายนี้ ก็อยากได้เป็นญาติกับพระศาสนาและ
ได้เป็นญาติของพระพุทธเจ้า เท่าที่ญาติโยมได้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนามามากมายนี้ ได้เป็นญาติของพระศาสนาหรือยัง พระเถระก็ทูลตอบไปว่า** ยัง **
พระเจ้าอโศกมหาราชก็ตรัสถามต่อไปอีกว่า จะทำอย่างไร โยมได้บำรุงพระศาสนาไปแล้วไม่รู้เท่าไร หมดเงินทองไปมากมาย ก็ยังไม่ได้เป็นญาติของพระศาสนา
ทำอย่างไรถึงจะเป็นได้ พระเถระทูลตอบว่า ถ้าใครได้มีลูกมาบวชในพระพุทธศาสนา จะเป็นลูกชายหรือลูกหญิงก็ตาม ก็ได้เป็นญาติของพระศาสนา
สมัยนั้นยังมีภิกษุณีอยู่ พอดีพระเจ้าอโศกมีโอรสธิดาอยู่ ๒ องค์ที่อยากจะบวชอยู่แล้ว ก็เลยอาสาบวชให้พระราชบิดา เพื่อจะได้เป็นญาติกับพระศาสนา
คือ เจ้าชายมหินท์กับเจ้าหญิงสังฆมิตตาทั้งสององค์ ก็เลยผนวชเป็นพระภิกษุ และพระภิกษุณี แล้วก็ทำหน้าที่สืบต่อพระพุทธศาสนา
พระมหินทเถระได้มาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป ส่วนพระสังฆมิตตาเถรี ก็ได้นำเอาพระภิกษุณีสงฆ์มาตั้งในศรีลังกา และนำเอากิ่งพระศรีมหาโพธิ์มาปลูกที่นั่นด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญสืบต่อมา ก็เลยถือคติกันว่า ใครบวชลูก ก็ได้เป็นญาติกับพระศาสนา
นี้เป็นความหมายแบบประเพณี การบวชทดแทนคุณพ่อแม่นี้
ถ้ามองความหมายให้ลึกซึ้งลงไป ก็เป็นเรื่องความเป็นจริงของชีวิตจิตใจ กล่าวคือ
ตามธรรมดาพ่อแม่ย่อมรักลูก สุดยอดความรักก็คือรักลูก เมื่อรักลูกก็อยากให้ลูกได้ดีมีความสุข
ถ้าลูกได้ดีมีความสุข พ่อแม่ก็มีความสุขด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าลูกไม่ดี ไม่มีความสุข พ่อแม่ก็มีความทุกข์มาก และถ้าทุกข์เพราะลูก ก็จะทุกข์ที่สุด เป็นทุกข์อย่างใหญ่หลวง
เพราะฉะนั้น เมื่อพ่อแม่หวังดี จึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้ลูกมีความสุข การที่ลูกจะได้ดี มีความสุขก็คือลูกจะต้องมีการศึกษา ได้รับการฝึกอบรมอย่างดี ไม่ใช่เป็นอยู่ดีและประพฤติตัวดีเฉพาะปัจจุบันเท่านั้น แต่หมายถึงอนาคตภายหน้าด้วย
เพราะในกาลข้างหน้าพ่อแม่จะไม่ได้อยู่กับลูกตลอดไป แล้วลูกจะเป็นอย่างไร พ่อแม่ก็เป็นกังวลในเรื่องอนาคตของลูกว่า ต่อไปข้างหน้า ลูกจะเป็นคนดี มีความสุข มีความสำเร็จ จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกได้ดีหรือไม่ จะรักษาวงศ์ตระกูลได้หรือไม่ สารพัดจะคิดไป นี่เป็นข้อกังวลของพ่อแม่ทั้งหลาย
รวมความว่า ความอยากให้ลูกเป็นคนดี มีความสุขนี่ อยู่ในจิตใจของพ่อแม่ตลอดเวลา
ทีนี้พระศาสนามาช่วยให้การศึกษาอบรม อย่างน้อยในเวลาที่สำคัญที่สุดคือในวัยกำลังหนุ่มคะนอง
ในสมัยโบราณนั้นก็เป็นธรรมดาคนหนุ่ม ๆ ย่อมชอบไปโน่นไปนี่ และคบเพื่อนมากมาย แต่ละวัน ๆ ที่พ่อแม่ย่อมเป็นห่วงลูก
โดยเฉพาะลูกผู้ชายวัยคะนองเมื่อไปโน่นไปนี่ พ่อแม่ก็ห่วงเป็นกังวล มักตั้งตาคอย ไม่ค่อยสบายใจ คิดว่าลูกจะไปมีเรื่องกับใครที่ไหนหรือเปล่า จะทำดีทำถูกต้องหรือเปล่า อะไรต่ออะไร จนกว่าลูกกลับมาบ้านทีจึงโล่งใจ พ่อแม่จึงคิดนักว่า
ทำอย่างไรจะให้มีหลักประกันว่าลูกจะเป็นคนดี รับผิดชอบชีวิตตนเองได้ รับผิดชอบครอบครัวได้ และรับผิดชอบสังคมได้
เมื่อมีการบวช พอลูกบวชแล้ว เป็นพระอยู่ในวัด ครองผ้าเหลืองมีวินัย มีศีล เป็นกรอบ พอได้บวชเท่านั้น พ่อแม่ก็สบายใจ ว่าคราวนี้ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว ลูกอยู่ที่วัด ไม่ได้ประพฤติเสียหายไม่ไปเที่ยววุ่นวายที่ไหน จิตใจพ่อแม่ก็สงบ หายวุ่นวาย คลายกังวล
เพราะฉะนั้นการบวชจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจของพ่อแม่มีความสุข แต่ไม่ใช่แค่นั้น พ่อแม่ยังมีความปลาบปลื้มใจ ด้วยความหวังว่าเมื่อลูกได้เข้าไปอยู่ในวัด ได้ศึกษาอบรมในพระธรรมวินัยแล้ว ต่อไปก็จะเป็นคนดี จะรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ จะรับผิดชอบครอบครัวและสังคมได้ แล้วเกิดความมั่นใจ พ่อแม่ก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนั้น ขณะที่ลูกไปเป็นพระอยู่ที่วัดนั้น ยังมีผลตามมาอีก คือตามปกติพ่อแม่วุ่นวายกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ บางทีก็ไม่มีเวลาเข้าวัด ไม่มีเวลาแม้แต่จะนึกถึงพระ หรือนึกถึงวัด แต่พอลูกบวชแล้ว นึกถึงลูกเมื่อไร ก็เท่ากับนึกถึงพระด้วย เมื่อนึกถึงพระ ก็นึกถึงวัด นึกถึงพระศาสนา จึงเท่ากับว่าลูกได้ช่วยโน้มน้าวจิตใจของพ่อแม่เข้ามาสู่พระศาสนา และมาสู่คำสอนของพระพุทธเจ้า คือเข้ามาสู่ธรรมะ
เพราะฉะนั้น เมื่อลูกเข้ามาบวช จึงเท่ากับจูงพ่อแม่เข้ามาสู่พระศาสนาด้วย เริ่มตั้งแต่ทำให้จิตใจของพ่อแม่เข้ามาใกล้ชิดพระศาสนามากขึ้น ตลอดจนมีโอกาสไปวัดมากขึ้น เพราะจะไปหาพระลูกของตัวเองก็ต้องไปที่วัด เมื่อไปวัดก็ได้ไปพบพระ บางทีก็ได้มีโอกาสฟังธรรมะ และได้เรียนรู้ธรรมะไปด้วย นี้แหละจึงเป็นทางที่ ช่วยให้พ่อแม่ได้ใกล้ชิดพระศาสนา เรียกว่า เป็นญาติของพระศาสนาอย่างแท้จริง
..........โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 มี.ค. 2545 , 11:18:33 น.] ( IP = 202.183.157.144 : : )
สลักธรรม 4
ขอบพระคุณพี่เทพธรรมค่ะ ที่นำเสนอเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับการบวช
รู้สึกประทับใจกับที่มาของคำว่าเป็นญาติกับพระพุทธศาสนา พระเจ้าอโศกทรงเพียรพยายามกระทำทุกอย่างเพื่อจะได้เป็นญาติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นความคิดที่น่าอนุโมทนายิ่งนัก และทำให้ได้สืบสานความคิดและประเพณีที่ดีงามในการบวชต่อไป...
โดย ธัญธร [5 มี.ค. 2545 , 19:31:07 น.] ( IP = 203.130.159.108 : : )
สลักธรรม 5บวชเรียนเพียรที่จิต
ละภัยพิษติดยึดถือ
นั่นนี่ที่มีคือ
คงละคลายหายสักวัน...โดย ดอกสารภี [6 มี.ค. 2545 , 10:28:44 น.] ( IP = 202.28.25.183 : : 202.28.25.183 )
สลักธรรม 6
![]()
ได้ประโยชน์หลายๆเลยค่ะ ตั้งแต่ความเป็นมา ความหมาย และวัตถุประสงค์ของการบวช
โดยเฉพาะ คำว่า สมพาโธ ฆราวาโส ชีวิตครองเรือนนี้คับแคบ เพราะมีแต่ความรุงรัง ผูกรัด และขาดโอกาส ซึ่งเป็นความจริงที่มองเห็นได้ชัดมากเลย นอกจากนี้การบวชที่กล่าวว่าเป็นการสละออก มีความหมายได้กว้างจริงๆเลยนะคะ เป็นความรู้สึกว่าทำให้ชีวิตมีแต่ความเบาบาง และสงบเย็นดีจัง ซึ่งก็คงจะช่วยทำให้มีโอกาสดีกว่าผู้อื่นที่มีแต่ความวุ่นวาย ความสงบคงทำให้เป็นปัจจัยมองเห็นความแท้จริงของชีวิตที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ดีกว่าผู้ที่ไม่หยุดแสวงหา ขอขอบพระคุณท่านเทพธรรมมากเลยนะคะที่นำเรื่องการบวชมาฝากโดย หมออุ๊ [6 มี.ค. 2545 , 13:25:57 น.] ( IP = unknown : : unknown )
สลักธรรม 7เว็ป
โดย ผม [1 เม.ย. 2545 , 18:15:29 น.] ( IP = 213.48.208.160 : : 213.48.208.160 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |