มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสงสว่างของชีวิต (๑๓๑)






ตอนที่ (๑๓๐) อ่านที่นี่


๒. อกุศลจิตที่เกิดขึ้นมานั้นจะควรละหรือควรทำลายอย่างไร

ผมได้กล่าวมาแล้วถึงสาเหตุของการเกิดขึ้นซึ่งอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ นี้ว่า มีสาเหตุเกิดขึ้นมาได้จากอะไรบ้างที่เป็นตัวการสำคัญ ซึ่งก็มีเหตุทั้งในชาติก่อนๆ ที่ได้กระทำมา และเหตุจากชาติปัจจุบัน เช่นการฝึกฝนอบรมมาตั้งแต่เกิด เป็นต้น

ต่อไปนี้ ผมจะได้บรรยายถึงอกุศลจิต อันเป็นจิตที่ไม่ดี มีแต่โทษ ก่อให้เกิดความทุกข์เร่าร้อนว่า เมื่อมันยังไม่เกิดขึ้นมา เราจะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และถ้าเกิดขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไรจึงจะดี จึงจะตัดสะพานอันเป็นหนทางเดินที่จะเข้าไปสู่อกุศลที่กว้างขวางยิ่งขึ้นได้

และนอกจากนั้น บางท่านได้กระทำอกุศลลงไปแล้วในอดีตออกจะมากมาย บางทีก็อาจจะหนักหน่วงรุนแรงไม่ใช่เล่น จึงเกิดความเร่าร้อนขึ้นมาแทบไม่เว้นแต่ละวัน เพราะอดคิดถึงอดีตอันแสนเลวร้ายของตนเองไม่ได้ อยากจะให้เลิกคิดเรื่องที่ไม่ดีในอดีตของตนเสีย ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนี้ จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรบ้าง

หลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นหัวข้อย่อที่สุด ๓ ประการคือ สอนให้ละความประพฤติที่ไม่ดีประการหนึ่ง สอนให้ประพฤติแต่ความดีมีศีลธรรมประการหนึ่ง และสอนให้ปฏิบัติต่อจิตใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเรื่องรบกวนทำให้จิตใจเศร้าหมอง อันเป็นประการสุดท้าย

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [9 มี.ค. 2549 , 09:06:37 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในข้อแรกที่ว่าให้ละความประพฤติชั่วนั้น ผมก็ได้แสดงถึงเหตุของความประพฤติชั่วมาแล้ว ว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้บุคคลทั้งหลายประพฤติเป็นไปดังนั้น อย่างไรก็ดี สาเหตุที่มาเร้าให้ความประพฤติไม่ดีเกิดขึ้นมาได้ สาเหตุนั้นๆ ก็จะต้องมกำลังแรงพอสมควร เพราะใครๆ ก็ไม่อยากจะให้ตนได้รับคำตำหนิติเตียน ต่างคนต่างก็ไม่ต้องการให้ตนได้รับความเสียหาย หรือได้รับทุกข์โทษภัยต่างๆ

แต่อย่างไรก็ดี ในบางครั้งบางคราวก็หนีไปจากความชั่วความเสียหายไม่พ้น และบางทีก็สุดที่จะหลีกเลี่ยงเสียได้ก็มี จึงได้ประพฤติเป็นไป เช่นถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายตัวเองจะต้องได้รับโทษภัย เพราะอำนาจของอกุศลกรรมที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต เป็นตัวสนับสนุนให้ต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง และได้รับความเดือดร้อนต่างๆ จึงได้บันดาลใจให้รับเอาคนแปลกหน้าที่ชอบทำทุจริตคิดร้าย หรือชอบเล่นการพนันเข้ามาช่วยเหลือการงานของตน เป็นต้น

ถ้าอำนาจของอกุศลกรรมแต่อดีตนั้นๆ มีกำลังมากแล้ว ก็จะหนีไม่พ้นจากความเดือดร้อนเหมือนกัน ถ้าความคิดอ่านในปัจจุบันไม่รอบคอบ ถ้าการงานที่กระทำไปนั้นจิตใจขาดสติเครื่องคุ้มครองตนให้พ้นจากอกุศลมิได้มาช่วยขัดขวางเอาไว้ หนทางเดินก็อาจจะลื่นไถลไปสู่อบายมุขจนลึกลงไปมากแทบจะถอนตัวไม่ได้

แต่ถ้ามีความระแวดระวังเอาไว้มิให้จิตใจไหลไปสู่อกุศลได้ตามชอบใจแล้ว อำนาจแห่งการคิดพิจารณาที่เข้าหากุศลผลบุญ แม้ว่าจะมีกำลังไม่มากเพียงพอที่จะมาสกัดกั้นหนทางที่จะไปสู่ภัยพิบัติได้จริงจัง เพราะผลที่จะได้รับอันเป็นโทษภัยนั้นมีกำลังมาก ก็จะทำให้ลดกำลังแรงลงไปได้มิใช่เล็กน้อยเหมือนกัน ดังนั้นการระวังให้จิตเกิดแต่กุศลเป็นส่วนมาก จึงเป็นการกระทำของผู้ที่ฉลาด ด้วยผลดีมีความสุขจะเกิดขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [9 มี.ค. 2549 , 09:07:22 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

การที่จะทำให้ใจคลายจากความเศร้าหมองเร่าร้อน ก็จำเป็นที่จะต้องทำลายจิตที่เป็นฝ่ายอกุศล หรือทำลายการพูด การทำ การคิดที่ไม่ดี ที่เป็นบาปลงเสีย เพื่อมิให้อกุศลกำเริบยิ่งขึ้น ทั้งในขณะเดียวกันกุศลจิตก็จะได้ให้ผลโดยสะดวก การทำลายอกุศลจิตนั้นเรียกว่า ประหาณ มีอยู่ ๓ อย่าง คือ

๑. ตทงฺคปหาน ละได้ชั่วคราว
๒. วิกขมฺภนปหาน ละได้โดยการข่มเอาไว้
๓. สมุจฺเฉทปหาน ละได้โดยเด็ดขาด

การประหาณกิเลส ซึ่งเป็นตัวการทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อน โดยวิธีการประหาณทั้ง ๓ ประการนี้ เราจะทำการประหาณอย่างไร ที่ไหนนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงตัวกิเลสเสียก่อน เปรียบเหมือนหนึ่งเป็นตำรวจ ถ้าเป็นตำรวจที่ดี ก่อนที่จะจับผู้ร้ายก็ควรจะได้ศึกษาผู้ร้ายเสียให้ละเอียด แล้วก็ต้องทราบด้วยว่า ผู้ร้ายมีความเก่งกาจสามารถอย่างไรบ้าง ผู้ร้ายอยู่ที่ไหน ควรจะลงมือจับกุมเวลาใด และจะใช้วิธีการจับกุมอย่างไร

ต่อไปนี้ ผมขออธิบายถึงกิเลส ที่เป็นเหมือนตัวผู้ร้ายที่หลบหรือซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจอย่างลึกซึ้งให้ท่านได้รู้จักเสียก่อน

กิเลสคืออะไร?

สัตว์ทั้งหลายย่อมจะมีธรรมชาติอันเร้นลับน่าอัศจรรย์แอบแฝงอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่แอบแฝงอยู่ภายในจิตใจนี้ เรียกว่า อนุสัยกิเลส อันเป็นตัวการสำคัญที่จะอุดหนุนก่อให้เกิดความเร่าร้อนขึ้นมาทางใจ แล้วก็แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ดังเราจะเห็นจากหน้าตา กิริยา เช่นแสดงอาการดุร้าย แล้วก็มีตบตีกันเป็นต้น และแสดงออกทางวาจา มีการด่าว่าใช้ผรุสวาจาต่างๆ อันทำให้ผู้รู้เห็นทั้งหลายไม่สบายใจไปด้วย

ธรรมชาติที่ชื่อว่า "กิเลส" นั้น เมื่อแบ่งออกมาโดยย่อก็มีอยู่ ๓ อย่าง คือ

๑. อนุสัยกิเลส กิเลสอย่างละเอียด
๒. ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลาง
๓. วีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบ

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [9 มี.ค. 2549 , 09:07:45 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

กิเลส คือ ตัวการที่ทำความเศร้าหมองเร่าร้อนที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจนั้นชื่อว่าอนุสัย เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจอย่างมิดชิด ไม่มีใครได้พบเห็นหน้าค่าตามันเลย

ตัวอย่างเช่นเวลานี้ ท่านทั้งหลายกำลังมีความโกรธอยู่หรือเปล่า ท่านก็คงตอบว่า ในขณะนี้มิได้กำลังโกรธใครอยู่เลย เพราะกำลังฟังธรรมะอยู่ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรกับใครทั้งนั้น แต่ผมก็จะขอถามต่อไปว่า ความโกรธมิได้มีซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจดอกหรือ ในใจของเรามีความโกรธซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าภายในจิตใจมิได้มีอนุสัยกิเลสคือความโกรธ ซึ่งเรียกในภาษาธรรมะว่า ปฏิฆานุสัย อยู่ภายในจิตใจแล้ว หรือกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจมิได้ถูกกระทบแล้ว จะเกิดความโกรธขึ้นมาได้หรือจะมีความรู้สึกโกรธขึ้นมาได้อย่างไร

เหมือนในกระเป๋าของเราไม่มีสตางค์อยู่เลยแม้แต่สตางค์เดียวแล้ว เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าสักกี่ครั้งกี่หน ก็จะมีสตางค์ติดมือขึ้นมาหาได้ไม่ หรือเหมือนพระอรหันต์ท่านไม่มีอนุสัยกิเลสอยู่ภายในจิตใจเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ใครจะทำอะไรใครจะว่ากล่าวท่านสักแค่ไหน ท่านก็แสดงความโกรธออกมาไม่ได้เลย

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า อนุสัยกิเลสที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจนั้นมิได้มี อนุสัยกิเลสที่แอบแฝงอยู่นั้นมิได้ถูกกระทบกระเทือนความโกรธก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ เหมือนตะกอนที่ตกอยู่ก้นตุ่มน้ำ เราเห็นน้ำนั้นใสสะอาดอยู่ ถ้าน้ำนั้นถูกกระทบกระเทือนลงไปถึงก้นตุ่มแล้ว น้ำที่ใสสะอาดก็จะเริ่มขุ่นขึ้นมา

ซึ่งเหมือนกับบุคคลทั้งหลายที่มิได้มีความโกรธเลย กำลังยิ้มย่องผ่องใสอยู่ดีๆ ครั้นมีคนมาด่าว่ากระทบกระเทือนใจถึงอนุสัยกิเลส จิตใจก็จะเกิดความขุ่นมัว เศร้าหมองหรือเร่าร้อนขึ้นมาทีเดียว และความเศร้าหมองเร่าร้อนขึ้นมาในใจนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็ได้ชื่อว่า ตกอยู่ในฐานะก้าวจากขั้นต้น คืออนุสัยกิเลส ขึ้นมาอยู่ในขั้นปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสอย่างกลางต่อไปอีก

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [9 มี.ค. 2549 , 09:08:07 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อจิตใจเร่าร้อนขุ่นมัวเป็นปริยุฏฐานกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลาง ซึ่งได้แก่ความขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจแล้ว ถ้ากำลังของการกระทบนั้นมีมาก เช่น สบประมาทกันซึ่งหน้าอย่างแรง เป็นต้น ความเร่าร้อนนั้นก็จะทับทวีจำนวนยิ่งขึ้น จนกลับกลายเป็นกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลสต่อไป

เมื่อถึงกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลส ดังนี้แล้ว ก็จะมองเห็นได้ง่ายและชัดเจนมากทีเดียว เพราะจะแสดงออกมาทางกายและทางวาจา มีการตบตีกัน หรือต่าว่าเสียดสีกันด้วยคำหยาบคายเป็นต้น

ตามที่ผมได้แสดงมานี้ ท่านนักศึกษาทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้ามิได้มีอะไรไปกระทบถึงอนุสัยกิเลสแล้ว ก็จะเกิดขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจไม่ได้ หรือถ้าอนุสัยกิเลสไม่มี เช่น จิตใจของพระอรหันต์ เป็นต้น ย่อมจะไม่มีอะไรไปเร้าให้เกิดความกลุ้มใจหรือเกิดความโกรธขึ้นเลย

ดังนั้น อนุสัยกิเลส คือกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้ถูกกระทบกระเทือน ปริยุฏฐานกิเลสอันได้แก่กิเลสอย่างกลางที่ทำให้ใจขุ่นมัวก็จะไม่มี เมื่อใจขุ่นมัวอันเนื่องมาจากปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลางไม่เกิดขึ้นก่อนแล้ว จะเป็นเหตุให้เกิดวีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบขึ้นมาได้อย่างไร การตบ การตี การทะเลาะเบาะแว้ง ตลอดจนการด่าทอกันหยาบคายจะเกิดขึ้นมาได้หรือ

สรุปก็คือ กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจไม่มี ก็จะไม่เกิดกิเลสอย่างกลางคือจิตใจขุ่นมัวเร่าร้อน ถ้าใจขุ่นมัวเร่าร้อนมิได้เกิดขึ้น กิเลสอย่างหยาบมีการด่าหรือตบดีจะเกิดขึ้นมาแต่ไหน แต่อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้เป็นไปโดยรวดเร็วเหลือเกินจนบุคคลทั้งหลายกำหนดจิตใจดูลงไปไม่ทัน เมื่อถูกกระทบถึงกิเลสอย่างละเอียด ก็ดูราวกับว่า ความขุ่นมัวใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางก็เกิดขึ้นมาโดยทันทีพร้อมๆ กัน


โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [9 มี.ค. 2549 , 09:08:35 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

มาติดตามศึกษาต่อ..เพื่อจะได้รู้วิธีการที่จะละทำลายอกุศล
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2549 , 21:44:24 น.] ( IP = 58.10.92.182 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
แม้ว่าบางครั้งจะมิทานอำนาจของกิเลสได้

แต่ การฝึกจิตบ่อยๆจะช่วยไม่ให้ตะกอนของกิเลสมาปะปนกับจิตใจของเรา

โดย น้องอุ๊ [9 มี.ค. 2549 , 22:00:24 น.] ( IP = 125.25.137.29 : : )


  สลักธรรม 7

มาตามติดหาความรู้เรื่องกิเลสที่ลึกซึ้งต่อครับ..เหมือนตะกอนที่ตกอยู่ก้นตุ่มน้ำ เห็นภาพชัดเลยครับท่านอาจารย์ที่เคารพ

แต่การฝึกหัดในการดูแลตนด้วยการดูจิตตามหลักแห่งความพ้นทุกข์นั้น ช่วยให้ผมผ่านพ้นอารมณ์ที่จะเกิดจากตะกอนหัวใจได้มากเลยครับ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ และระลึกในพระคุณนั้นไว้เหนือเกล้าเสมอครับ.

โดย พี่เณร [10 มี.ค. 2549 , 10:01:00 น.] ( IP = 58.8.69.167 : : )


  สลักธรรม 8


มาศึกษาต่อค่ะ อ่านแล้วให้ทราบถึงอานุภาพของกิเลสที่ตกตะกอนอยู่ พร้อมที่จะขุ่นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

ก็ทำให้มองไปถึงสุภาษิตที่ว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ
เหมือนน้ำที่มองดูใสสะอาด แต่ก็มีตะกอนนอนอยู่



กราบขอบพระคุณและอนุโมทนา
ที่ท่านอาจารย์กรุณาให้แสงสว่างแก่ชีวิตค่ะ

โดย พี่ดา [10 มี.ค. 2549 , 11:12:46 น.] ( IP = 58.9.190.86 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org