| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
รู้เพื่อละ....รู้แล้วผละจากทุกข์
สลักธรรม 11
กราบขอบพระคุณ ท่านเทพธรรม
ที่นำสิ่งมีค่ามาให้ได้สำรวจตนเอง
ยิ่งอ่านมาถึง สลักธรรม ๓
ที่บ่งบอกถึงสาระสำคัญที่ต้องการตักเตือน
ทำให้ต้องกลับมาทบทวน เป้าหมายของชีวิต แล้วคงต้องแก้ไขเพื่อจะได้...
รู้เพื่อละ รู้แล้วผละจากทุกข์
กราบขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ
โดย วยุรี [10 มี.ค. 2549 , 19:06:06 น.] ( IP = 203.113.39.7 : : )
สลักธรรม 12ความรู้ที่จริงแท้ก็คือ ความรู้ที่เกิดจากการอ่านตัวเองได้ออกทั้งหมด โดยอ่านไปตามรูปและนามที่ปรากฏ ซึ่งปัญญาที่เกิดจากการอ่านตัวเองออกนี้สามารถสกัดกั้นกิเลสได้แท้จริงอีกด้วย
...กราบขอบพระคุณค่ะ...
โดย น้องฟู [10 มี.ค. 2549 , 19:26:54 น.] ( IP = 203.113.39.6 : : )
สลักธรรม 13
อ่านแล้วรู้สึกมีพลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปค่ะ เหมือนท่านมากระตุ้นให้สำนึกพร้อมชี้แนะในสิ่งที่ควรกระทำ
กราบขอบพระคุณท่านเทพธรรมเป็นอย่างสูงค่ะโดย ธัญธร [12 มี.ค. 2549 , 17:23:30 น.] ( IP = 203.113.71.165 : : )
สลักธรรม 14ด้วยความเคารพครับท่านเทพธรรม
ผมมีความเห็นประกอบกระทู้นี้สักหน่อยครับ..
ขอเริ่มด้วยตัวอย่างว่า....
หากมีขุมทรัพย์ฝังอยู่ การหาขุมทรัพย์ก็จะเกิดขึ้น
เหตุเพราะว่า ผู้ค้นหา ทราบดีว่าขุมทรัพย์นั้นมีค่า
หากเจอแล้ว ย่อมนำความสุข ความสบายมาให้
การหาขุมทรัพย์โดยไร้ลายแทง
ก็คือเดินไป เดินไป
สักวันคงเจอได้ ไม่มีใครเถียง
ส่วนผู้ที่มีลายแทง มีการศึกษา
ก็ต้องเดินทางค้นหาเช่นกัน
จะเอาแต่การศึกษาเป็นเกณท์อย่างเดียว
จนตาย..อาจไม่ได้เจอขุมทรัพย์
ที่ไม่เจอเพราะ...ไม่มีปฏิบัติการเดินทางไปสู่ขุมทรัพย์
ลองเทียบเคียงดูว่า บุคคลที่ค้นหาขุมทรัพย์
โดยมีลายแทง มีแผนที่ หมายถึงมีการศึกษา
กับคนที่เอาแต่เดิน เดิน ไปไม่ทราบว่าขุมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ที่ใด
คนไหนจะมีโอกาสได้เจอก่อนกัน
มีขุมทรัพย์ หากไร้ลายแทง
ขุมทรัพย์ก็ไม่มีคุณค่า
การยกเอาแต่ข้อปฏิบัติเป็นตัวตั้ง
เป็นความเห็นส่วนตัวท่าน ที่แสดงไว้ไม่หมด ยังมีส่วนเหลือ
การแสดงเรื่องความดี ต้องแสดงเรื่องความชั่ว
และรื่องที่ไม่ใช่ทั้งดีและชั่ว จึงจะครบถ้วน
เปรียบเช่นการกล่าวว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง ไม่ใช่ทั้งหมด
เรื่องนี้เขาเปรียบคนมีความรู้แต่ว่ายน้ำไม่เป็น
ขาดการเรียนเรื่องการว่ายยน้ำ แต่เรื่องอื่นเรียนหมด
พอเรือล่ม ก็จมน้ำตาย
จะใช้เป็นหลักว่าไม่ต้องศึกษา เข้าปฏิบัติเลยดีกว่า..
ยังไม่อาจรับได้
ในปฏิจจสมุปบาท ท่านก็เริ่มด้วยคำว่า
อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา
สงฺขารา ปจฺจยา วิญญาณํ.....ฯลฯ
อวิชชาแปลว่า ไม่รู้ หรือ โง่ นั่นเอง
แปลให้เห็นว่า...กระบวนการมันเริ่มอย่างไรมันก็จะเดินไปจนสุดสายอย่างนั้น
หากกระบวนการมันเริ่มที่ความโง่
ก็จะเกิดกระบวนการของความโง่ไปจนสุดสาย
คนเรา...ถ้าเริ่มด้วยความโง่ซะแล้ว...
ยังจะหวังความสำเร็จที่แท้จริงได้อย่างไร
คงได้แต่ความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ
ใช้หลอกล่อคนที่ไม่มีการศึกษาได้เท่านั้น..
เราจะเริ่มปฏิบัติธรรมกันอย่างไร ก็คงต้องเลือกเอา
ขอออกความเห็นมาอีกแนวทาง
คงให้ท่านแสดงความเห็นผู้เดียวไม่ได้
กระทู้ก็จะไม่ยุติธรรมกับผู้ใฝ่การศึกษา
ขอขอบคุณครับ
โดย ลุงเล็ก [13 มี.ค. 2549 , 12:10:46 น.] ( IP = 202.5.84.253 : : )
สลักธรรม 15อ่านแล้วก็อ่านอีกเพื่อหาประเด็นที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ...ก็ไม่พบนะคะ และอ่านทำความเข้าใจแล้วก็ไม่ได้มีตรงไหนเลยที่ห้ามการศึกษาพระปริยัติอย่างที่ลุงเล็กระบุมาว่า " ..จะใช้เป็นหลักว่าไม่ต้องศึกษา เข้าปฏิบัติเลยดีกว่า.. "
เพียงแต่ท่านเทพธรรมท่านมาย้ำให้นำความรู้ที่ได้มาจากปริยัตินั้นนำออกมาปฏิบัติกันเสียที ....เพราะสำหรับบางคนนั้น อย่าเสียเวลาไปกับการศึกษาเพียงอย่างเดียว ...เพราะคนที่จะเป็นครูที่ดีนั้น ต้องพร้อมในภาคปริยัติและปฏิบัติ
เพราะถ้าไม่มีการปฏิบัติขัดเกลากิเลสในจิตใจควบคู่ไปด้วยแล้ว ..ความสุดโต่งก็จะมีมาก...ความคาดเดาในอารมณืของผู้ปฏิบัติก็จะมีมาก ..ซึ่งในประเด็นนี้นับเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงนะคะ เพราะมีนักศึกษาพระอภิธรรมไม่น้อยเลยที่เรียนรู้ปริยัติจนแตกฉานแล้ว แต่กลับไม่ยอมฝึกหัดการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ แบ่งเวลาในการสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตไม่ถูกต้องนั่นเองค่ะ
และบางทีการที่ศึกษามากๆโดยไม่มีการขัดเกลาจิตใจด้วยนั้นก็เป็นโทษมากยิ่งขึ้น เพราะมี "มานะ" มากขึ้น และมี"โทสะ"มากขึ้น หงุดหงิดง่ายถ้าหากมีใครมาขัดคอ หรือแกล้งพูดยั่วยุก็ไม่สามารถระงับอารมณ์ไว้ได้ ...บ่อยๆที่ได้เห็นความขัดแย้งทางความคิดของนักศึกษาพระอภิธรรม ซึ่งในประเด็นนี้ นับเป็นข้อเสียของนักศึกษาพระอภิธรรมที่มีการกล่าวถึงกันมาก ที่งัดเอาความรู้ในตำรามาต่อสู้กัน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
สำหรับท่านเทพธรรมนั้น ท่านเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน โดยสอนให้ผู้ปฏิบัติได้มีความรู้เกี่ยวกับพระอภิธรรมอย่างเพียงพอแก่การปฏิบัติ เรียกว่าต้องมีทฤษฎีที่ถูกต้องแล้ว จึงจะสอนให้ปฏิบัติต่อไปได้
เมื่อเทียบแล้วคุณค่าในขณะศึกษาพระปริยัติ..เน้นนะคะว่าขณะกำลังศึกษาอยู่เท่านั้น กุศลที่เกิดขึ้นก็คือ ตทังคปหาน ... และถ้าหากไม่ประมาทกับความตายแล้ว ก็น่าที่จะหันมาจัดสรรเวลาให้เหมาะสมโดยรู้จักเลือกว่าจะกระทำประโยชน์อะไรให้มากแก่ชีวิตในภพหน้า โดยเฉพาะการตระเตรียมความชำนาญในการกำหนดอารมณ์เพื่อรอรับมรณาสันนกาลที่จะต้องมีมาแน่ๆ แม้อารมณ์ในขณะนั้นจะเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับอำนาจกรรม แต่คำว่าอาจิณณกรรม .. อาสันนกรรม นั้นก็ย่อมมีผลให้ได้ใช่ไหมคะ
คงต้องรบกวนลุงเล็กไปอ่านที่กระทู้ ๘๗๘๑ ด้วยนะคะ จะได้ทราบความคิดของท่านเทพธรรมได้มากขึ้น
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=8781
ครูบาอาจารย์ของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้ ท่านต้องการสร้างประโยชน์ให้แก่นักศึกษาให้มากที่สุด ไม่ให้ดีแต่ท่องเพื่อไปสอบกันเพียงอย่างเดียว ท่านสอนให้ทราบทั้งปริยัติและวิธีการปฏิบัติทั้งสองประการ แต่ท่านเน้นให้ใช้เวลาอย่างมีค่าให้มากที่สุดคือ เวลาที่ประกอบไปด้วยปัญญา ...คำว่า ปัญญา ...คิดว่าลุงเล็กคงทราบดีนะคะว่า ปัญญาเจตสิกนั้นหมายถึงสิ่งใดโดย น้องกิ๊ฟ [13 มี.ค. 2549 , 14:13:53 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 16เพื่อให้สมกับพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับพระอานนท์ในคราวเมื่อทรงปลงพระชนม์มายุสังขารว่า ...
"ภิกษุทั้งหลาย! ผู้ใดมีความเสน่หาอาลัยในเรา พึงทำตนอย่างธัมมารามภิกษุนี้ การทำอย่างนี้ ชื่อว่าบูชาเคารพ นับถือเราด้วยอาการอันยอดยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุผู้ยินดีในธรรม ตรึกตรองธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่เสมอ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม ไม่เสื่อมจากพระนิพพาน"
แม้กระนั้นภิกษุทั้งหลายก็ไม่วายที่จะแวดล้อมพระองค์ไปทุกหนทุกแห่ง พระศาสดาทรงเห็นดังนี้ จึงเตือนภิกษุเหล่านั้นให้พยายามแสวงหาวิเวก เพื่อบรรลุคุณธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลส ด้วยพระพุทธพจน์ว่า
ภิกษุทั้งหลาย! บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่ คือ อริยสัจ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะคือ การปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์ ๒ เท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด มรรคมีองค์ ๘ นี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมีองค์ ๘ นี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามไม่ได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สูญสิ้นไป ความเพียรพยายาม เธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนั้น พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร"
พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า "มาเถิดอานนท์! เราจักไปกุสินารานครด้วยกัน"โดย น้องกิ๊ฟ [13 มี.ค. 2549 , 14:19:55 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 17สวัสดีครับ คุณน้องกิ๊ฟ
ภาษาหนังสือมีดีตรงที่กลับไปทนทวนได้ง่าย
ผมก็เลยอยากจะขอแสดงเพิ่มเติมถึงเหตุที่
มีความเห็นประกอบกระทู้ของท่านเทพธรรม
อยากสรุปไว้ก่อนว่า...ข้อที่ท่านเทพธรรมแสดงไว้มันขัดกันเอง
ขัดกันระหว่าง ปฏิบัติ กับ การศึกษา
ผมก็เลยออกมาแสดงความเห็นด้วยคน
อยากแสดงว่าทางที่ควรดำเนินไปของการเข้าศึกษาเพื่อความสงบ
ควรวางแผนอย่างไร
ลองย้อนไปอ่านข้อความบางตอนนะครับ...
ผมมีความเห็นไว้ในวงเล็บ
ยกเอามาพิจารณาดูข้อหนึ่งก่อน....
1.กระบวนการศึกษาชีวิตที่ถูกต้องนั้น จึงมิใช่หยุดอยู่เพียงแค่พระปริยัติศาสนาที่แตกฉาน แต่ความสำคัญที่มากยิ่งกว่า กลับอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติ
(อย่างนี้หมายความว่าท่านเทพธรรมให้ความสำคัญแก่การปฏิบัติมากกว่าการเรียนการศึกษา)
อีกข้อครับ....
2.สุตามยปัญญาและจินตามยปัญญาที่มีเป็นเสบียงนั้น ยังไม่เป็นสมบัติที่มีอานุภาพ จึงไม่สามารถให้ความสว่างได้ทั่วถึง
(อย่างนี้แสดงว่าให้ความสำคัญแก่ภาวนามยปัญญามากกว่า หมายความว่าให้ความสำคัญแก่การปฏิบัติมากกว่าการเรียนการศึกษา)
อีกข้อ....
3.ความรู้ที่มีคุณค่า ก็คือความรู้ที่เพียงพอแก่การนำชีวิตให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง เพื่อประจักษ์ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และพ้นไปจากความทุกข์ได้ เป็นการรู้เพื่อละ รู้แล้วผละจากทุกข์ มิใช่รู้เพื่อสะสมและกอบโกยไว้ด้วยความยึดถือโดยฟังตามกันมา โดยเชื่อตามตำรา
(ความรู้ที่เพียงพอแก่การนำชีวิตให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง......อย่างนี้ให้ความเห็นในทางให้ความสำคัญแก่การศึกษาอย่างยิ่ง เพราะกว่าจะรู้ตรงนี้ได้มิใช่เรื่องง่ายๆ กลับแสดงแบบ...ไม่ให้เห็นความสำคัญ เหมือนว่าน่าจะเรียนแค่นิดหน่อยแค่เพียงนำไปใช้ดำเนินชีวิต)
4.ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัตินั้นจะมีคำอธิบายที่ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เปลืองถ้อยคำ เป็นสภาพที่รู้ชัดในเพียงชั่วขณะ ไร้ซึ่งการถกเถียง ไร้ซึ่งความโอ้อวดลำพอง
(อย่างนี้เป็นการกดความสำคัญของการเรียนการศึกษา ซึ่งเป็นบทสรุปในตอนท้ายๆ)
พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า...ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ย่อมปรากฏแสงเงินแสงทองขึ้นมาก่อนฉันใด บุคคลที่จะได้พ้นทุกข์ได้นั้น ต้องมีโยนิโสมนัสสิการก่อนฉันนั้น
การจะมีความรู้ความสามารถกระทำในใจโดยแยบคาย ก็ต้องมีกัลยาณมิตร อันได้แก่ ครู อาจารย์ ผู้รู้ อบรมสั่งสอน
ดังนั้นการศึกษา จึงต้องมาก่อน
เมื่อต้องมาก่อน เราจะไม่ให้ความสำคัญได้อย่างไร
ข้อคิดในกระทู้..ผมก็มีความเห็นว่ามีข้อดีอยู่หลายประการ
แต่หากจะยกเอาข้อปฏิบัติมาตั้งไว้ว่า
เป็นส่วนสำคัญที่มากกว่าดังแสดงไว้ในกระทู้...
ในส่วนนี้....ผมยังมีความเห็นไม่คล้อยตามครับ
โดย ลุงเล็ก [13 มี.ค. 2549 , 23:54:46 น.] ( IP = 202.5.85.157 : : )
สลักธรรม 18กราบเรียนด้วยความเคารพในวัยนะคะ ว่าจุดประสงค์เดียวที่มาสนทนากับลุงเล็กในฐานะผู้อ่านเช่นกันนั้นก็คือ สงสัยในความเข้าใจของลุงเล็กในสลักธรรมที่ ๑๔ ซึ่งสรุปเสียจนเป็นเรื่องใหม่และเบี่ยงเบนประเด็นไปไกลมากๆ จนน่าสงสัยอีกครั้งว่า ลุงเล็กอ่านผ่านสลักธรรมแรกมาได้อย่างไร
เพราะสลักธรรมแรกที่อยู่ด้านบนสุดนั้น ก็บอกถึงกระบวนการศึกษาอย่างสมบูรณ์ไปแล้วทั้งสามย่อหน้า และชัดเจนมากแบบไม่ต้องตีความอีกแล้ว ..
ขอความกรุณาลองอ่านใหม่อีกครั้งนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [14 มี.ค. 2549 , 08:47:42 น.] ( IP = 203.172.117.11 : : )
สลักธรรม 19ขอบคุณครับ คุณน้องกิ๊ฟ
ข้อ 14 ผมเขียนไว้ยาวไกล สรุปเพียง ...
ให้ศึกษาก่อนปฏิบัติครับ
จะศึกษามากน้อย ก็พิจารณาเอา
หากเอาความเห็นของท่านเทพธรรม ก็ดังที่ตั้งกระทู้ไว้ ก็ไม่ต้องศึกษาให้มากนัก
ถ้าเอาอย่างผมแสดงไว้ ก็ควรศึกษาให้มากไว้ก่อน
ข้อเท็จจริงแล้ว ดังที่ท่านเทพธรรมแสดงไว้นั้น
ไม่ใช่การศึกษาเพียงเล็กน้อย
ขอย้ำว่า...ไม่ใช่การศึกษาเพียงเล็กน้อย
ต้องศึกษามามากทีเดียวจึงจะเข้าสู่จุดที่ท่านว่าไว้
จะโน้มไปทางใดก็พิจารณาเอานะครับ
เป็นความเห็นประกอบกระทู้ ถ้าคิดว่าแย้งกันก็ขออภัยด้วย
ขอขอบคุณที่พยายามช่วยเพิ่มความเข้าใจ
ขอบคุณครับโดย ลุงเล็ก [14 มี.ค. 2549 , 10:33:33 น.] ( IP = 202.5.83.27 : : )
สลักธรรม 20ขอบพระคุณค่ะลุงเล็ก ที่กรุณามาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม และน้องกิ๊ฟนั้นขอแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับนัยยะสำคัญของคำว่า ...มีความรู้พอสมควร...
ตรงคำนี้ ..คงกำหนดเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ว่า ใครควรจะศึกษาแค่ไหน ...จึงจะพอสมควรแก่การปฏิบัติ
อย่างพระอริยบุคคลท่านก็คงสะสมมามาก จึงเรียนเพียงนิดหน่อยก็เรียกบารมีที่สร้างสมไว้มาต่อเติม แต่อย่างเราๆ ก็คงต้องเรียนกันมากสักหน่อยจนกว่าจะเข้าใจภูมิวิปัสสนา หรือเข้าใจในวิธีการสร้างบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการ และรู้วิธีละเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ด้วย
ดังนั้น จึงคิดว่าท่านอาจารย์เทพธรรมท่านคงมาเน้นย้ำให้ผู้ที่มีความรู้พอสมควรแล้ว ได้เข้าสู่การปฏิบัติกันเสียที ..เพราะรู้แล้วไม่ใช้ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรต่อทางพ้นทุกข์
ขอบพระคุณลุงเล็กอีกครั้งนะคะที่กรุณาแสดงความคิดเห็นโดย น้องกิ๊ฟ [14 มี.ค. 2549 , 11:13:12 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |