| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๓๔)
ตอนที่ (๑๓๓) อ่านที่นี่
คำบรรยายพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ (ครั้งที่ ๑๙)
ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๘
ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ท่านเคยไม่สบายใจบ้างหรือไม่เมื่อมีความตั้งใจว่าจะเห็นในสิ่งที่ดีๆ แต่แล้วกลับไปเห็นเอาสิ่งที่ไม่น่าดู ไม่น่าชมเข้า หรือตั้งใจเอาไว้ว่าจะได้ฟังเสียงที่ไพเราะ แต่กลับได้รับเสียงที่ไม่เป็นมงคล ไม่เป็นไปดังที่ตั้งใจอยู่เสมอๆ
ท่านเคยมีความเสียใจบ้างหรือเปล่า ว่าทำแต่ความดีแล้วทำไมจึงได้รับแต่ผลร้าย เห็นคนที่ทำทุจริตคิดมิชอบแต่กลับได้รับผลดี บางคนพูดว่าทำงานแทบล้มแทบตาย ก็ไม่มีใครเห็น เหมือนปิดทองหลังพระ แล้วก็โทษโน่น โทษนี่ โทษคนนั้น โทษคนนี้ ว่ามาเป็นตัวการทำให้ได้รับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ท่านต้องการทราบเหตุผลดังข้อเท็จจริงเหล่านี้บ้างหรือไม่ ผมขอเรียนว่า ท่านกำลังจะได้ศึกษาเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว
ผมมีความยินดีที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า รายการแสงสว่างของชีวิตครั้งนี้ เป็นบทเรียนขึ้นต้นบทใหม่ หลังจากที่ผมได้บรรยายถึงเรื่องอกุศลกรรมบถจบลงแล้วในสัปดาห์ก่อน
บทเรียนบทใหม่นี้ชื่อว่า "อเหตุกจิต" เป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุมีอยู่ ๑๘ ประเภทด้วยกัน ซึ่งท่านจะได้ศึกษาคำว่า อเหตุกจิต เสียก่อนว่าคืออะไร แล้วจะได้ศึกษาอเหตุกจิตแต่ละประเภทๆ เป็นลำดับไปจนหมดทั้ง ๑๘ ประเภท ท่านจะได้พบความน่าอัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา ว่ามีความสามารถเข้าถึงความจริงอันเร้นลับของชีวิต ซึ่งไม่มีใครเคยแสดงเอาไว้ที่ไหน ไม่มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตชั้นใดค้นคว้าเข้าไปให้ถึงได้ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 มี.ค. 2549 , 09:19:59 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 1
เมื่อท่านได้ศึกษาจนมีความเข้าใจแล้ว ท่านก็จะได้บังเกิดความศรัทธาและความเคารพกราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งจะมีดวงจิตแจ่มใสเบิกบาน ด้วยได้ทราบว่าพระสัพพัญญูตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เหลือที่จะพรรณนา แม้จะพรรณนาประการใด ก็หาได้สาสมกับความจริงได้ไม่ ทั้งความจริงที่ได้ศึกษาเรื่องของชีวิตจิตใจนั้นก็จะช่วยให้บรรเทาเบาบางจากความขุ่นข้องหมองใจ และจะมีความสบายคลายจากความทุกข์ลงไปได้เป็นอันมากด้วย
อเหตุกจิตนั้น เป็นจิตที่ศึกษาได้ไม่สู้จะง่ายนัก ทั้งผู้บรรยายก็ไม่ใช่ว่าจะบรรยายให้เข้าใจได้สะดวกสบาย ด้วยเหตุว่าเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง ดังนี้ก็จะต้องตกเป็นหน้าที่ของท่านนักศึกษาด้วยที่จะต้องคิดพิจารณาบ้าง ศึกษาไปแล้วก็จะต้องตรวจตราค้นคว้าทางบ้านบ้าง ไม่ใช่ว่าฟังเลิกแล้วก็ทอดทิ้งเสียเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี พระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นธรรมว่าด้วยเรื่องของชีวิตอย่างลึกซึ้งละเอียดลออมากเหลือเกิน ดังนั้น จึงไม่เป็นเรื่องที่ศึกษาโดยฟังๆ ไปเฉยๆ แล้วมิได้คิดพิจารณาตามไปด้วยก็จะบังเกิดความเข้าใจได้ดี ผมควรจะเรียนให้ท่านนักศึกษาทราบไว้เสียก่อนว่า การศึกษาพระอภิธรรมนั้น บางตอนก็ยากที่จะเข้าใจ หรือเข้าใจน้อย เข้าใจไม่ดี แต่บางตอนก็พอที่จะศึกษาไปได้ ไม่สู้ยากเท่าใด
ฉะนั้น ผมจึงขอบอกล่วงหน้าเอาไว้ว่า อเหตุกจิตนั้น ออกจะยากอยู่บ้าง แต่เมื่อจบอเหตุกจิตแล้ว ศึกษาเรื่องมหากุศลต่อไปก็จะศึกษาได้โดยง่าย ไม่ต้องใช้ความพยายามสักเท่าใด ผมต้องบอกกล่าวเอาไว้เสียก่อน ประเดี๋ยวบางท่านคิดว่ายากมาก แล้วก็เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเรียนต่อไปแล้วก็คงจะยากขึ้นๆ ต่อๆ ไปจนบังเกิดความท้อถอย เลยเป็นเหตุให้ไม่ยอมศึกษาหรือไม่มาโรงเรียนเลยก็เป็นได้ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 มี.ค. 2549 , 09:20:56 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 2
อเหตุกจิต เป็นจิตที่แสดงถึงวิบากซึ่งได้แก่ผลของอกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ได้กระทำเอาไว้ตั้งแต่ในอดีตเป็นส่วนมาก ท่านจะได้ทราบถึงผลของกรรมดี กรรมชั่ว ที่ได้กระทำมาแล้วว่า มาเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ที่ดีที่ชอบใจ หรือที่ไม่ดีไม่ชอบใจอย่างไร ผู้ศึกษาจะได้เหตุผลของเรื่องกรรม และผลของกรรมอันจะทำให้เกิดความรู้ขึ้นมาบ้าง ทุกข์หรือสุข ร่ำรวยหรือยากจน การได้กินอยู่หลับนอนที่สมบูรณ์หรือบกพร่องนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร นอกจากนั้นก็จะได้ศึกษาถึงจิตประเภทที่เรียกว่ากิริบาอีกเล็กน้อย เป็นจิตที่สักแต่ว่ากระทำขึ้น มิได้เป็นบุญหรือเป็นบาป
คำว่า "อเหตุกจิต" นั้น แปลเป็นไทยว่า "จิตที่ไม่มีเหตุ" ท่านนักศึกษาฟังคำนี้แล้วก็คงจะมีความสงสัยว่า ธรรมชาติทั้งหลายย่อมเกิดมาแต่เหตุเท่านั้น มีธรรมชาติอะไรหรือที่ไม่ต้องอาศัยเหตุ แล้วก็เกิดขึ้นมาเองได้ การไม่เอาเหตุผลเช่นนี้ เห็นจะรับไว้ไม่ไหวเป็นแน่
ในเรื่องนี้ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน แต่ก่อนที่ผมจะได้บรรยาย ก่อนที่ผมจะได้ให้เหตุผลเรื่อง อเหตุกจิต ตามหัวข้อเรื่องนั้น ผมขอเล่าเรื่องที่มาในสมัยพุทธกาลเสียก่อน
สมัยหนึ่ง มาณพสกุลพราหมณ์ ๒ สหาย ชื่อ อุปติสสะ บุตรแห่งนางสารี เรียกตามนัยนี้ว่า สารีบุตร ๑ ชื่อ โกลิตะ บุตรแห่งนางโมคคัลลี เรียกตามนัยนี้ว่า โมคคัลลานะ ๑ พร้อมบริวาร บวชอยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก ณ กรุงราชคฤห์ ทั้งสองท่านมิได้บรรลุคุณธรรมพิเศษอันใดจากอาจารย์เจ้าสำนัก จึงได้สัญญากันไว้ว่า ผู้ใดได้บรรลุธรรมวิเศษก่อน ผู้นั้นจะบอกความแก่อีกผู้หฯึ่งให้ได้ทราบ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 มี.ค. 2549 , 09:21:39 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 3
วันหนึ่ง พระอัสสชิ ซึ่งนับเข้าในปัญจวัคคีย์ ได้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ ในขณะนั้นสารีบุตรเดินมาแต่อาราม ได้เห็นท่านมีอาการน่าเลื่อมใส จะก้าวไป จะถอยกลับ จะเหลียวซ้ายขวา จะคู้แขน เหยียดแขน เรียบร้อยทุกอิริยาบถ ทอดจักษุแต่พอประมาณ มีอาการแปลกจากบรรพชิตในครั้งนั้น จึงอยากจะทราบว่า ใครเป็นศาสดาของท่าน
แต่ยังไม่อาจจะถามด้วยเห็นว่าเป็นกาลไม่สมควร ท่านยังไปบิณฑบาตอยู่ จึงติดตามไปข้างหลังแล้วเมื่อได้โอกาสจึงเข้าไปใกล้พูดปราศรัยโดยถามว่า
"ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านก็ผ่องใสจริงๆ ท่านบวชจำเพาะใคร ใครเป็นศาสดาผู้สอนของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร?"
"ผู้มีอายุ เราบวชจำเพาะพระมหาสมณะ ผู้เป็นโอรสแห่งศากยะ ออกผนวชจากศากยสกุล ท่านเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจในธรรมของท่าน"
"พระศาสดาของท่านสั่งสอนอย่างไร?"
"ผู้มีอายุ เราเป็นคนบวชใหม่ บวชยังไม่นาน พึ่งมายังพระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านโดยกว้างขวาง เราจักกล่าวแก่ท่านพอรู้ความ"
"ผู้มีอายุ ช่างเถิด ท่านจะกล่าวน้อยก็ตาม มากก็ตาม กล่าวแต่ความเถิด เราต้องการถ้อยความ ท่านจะกล่าวให้มากประโยชน์อะไร"
พระอัสสชิก็แสดงธรรมแก่พระสารีบุตร พอเป็นเลาความว่า "ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างนี้"
พระสารีบุตรได้ฟังก็ทราบว่า ในศาสนานี้แสดงว่า "ธรรมะทั้งปวงเกิดแต่เหตุและจะสงบระงับไปเพราะดับเหตุก่อน พระศาสดาทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ เพื่อระงับเหตุแห่งธรรมเป็นเครื่องก่อให้เกิดทุกข์" ได้ดวงตาเห็นธรรมว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ต้องมีความดับไปเป็นธรรมดา" โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 มี.ค. 2549 , 09:23:17 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 4
ตามเรื่องราวที่ผมได้เล่ามาแล้วนั้น ย่อมจะแสดงให้เห็นว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีเหตุผลหนักแน่นเพียงใด ธรรมชาติใดจะเกิดขึ้นมาเองเฉยๆ ลอยๆ ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีเหตุเป็นแดนเกิดแล้ว จะเอาผลมาแต่ไหน
พระพุทธศาสนาสอนเหตุผลหนักแน่นมั่นคงอย่างเหลือเกิน ไม่มีการดลบันดาลให้อะไรเกิดขึ้นมาได้ ไม่มีพระพรหม ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า และไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนที่จะเสกสรรค์ปั้นแต่งอะไรขึ้นมาได้ตามชอบใจ ธรรมชาติทั้งหลายในสากลโลกเกิดขึ้นและเป็นไปก็ล้วนแต่อาศัยเหตุปัจจัยช่วยให้เกิดขึ้นมาและเป็นไปทั้งนั้น
ท่านที่มาศึกษาพระพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งพระอภิธรรมปิฎกด้วยแล้ว ก็จำเป็นจะต้องเอาเหตุผลพกติดตัวมาเพื่อเป็นพื้นฐานรองรับให้มากทีเดียวหาไม่แล้วก็จะเข้าถึงความลึกซึ้งไม่ได้
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [13 มี.ค. 2549 , 09:24:21 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 5กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
มาศึกษาต่อค่ะ และชอบประโยคที่กล่าวว่า... "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ต้องมีความดับไปเป็นธรรมดา"โดย เซิ่น [13 มี.ค. 2549 , 22:22:36 น.] ( IP = 58.10.88.69 : : )
สลักธรรม 6กราบท่านอาจารย์ครับ กระผมเพิ่งว่างจากธุระเลยรีบเข้ามาศึกษาต่อครับผม อ่านแล้วเย็ยใจมากเลยครับ รู้สึกได้ถึงการมีพระธรรมเป็นเพื่อนนะครับท่านอาจารย์ และก็ได้ความรู้มากเลยครับ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ และรำลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ไว้เหนือเกล้าเสมอครับ
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [14 มี.ค. 2549 , 10:41:21 น.] ( IP = 61.91.76.190 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |