| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำไมจึงไม่เห็นเฉยๆ ....
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
การแช่ลักษณะนี้ คือ กำหนดอยู่แต่ที่นามเห็น...นามเห็น...นามเห็น... เราเรียนเรื่องจิตและเจตสิกแล้วว่า จิตเกิดขึ้นทีละขณะแล้วก็ต้องดับ จิตเห็นต้องมีตัวปรุงแต่งคือเจตสิก เมื่อเห็นแล้วก็พิจารณาและตัดสินในอารมณ์นั้นๆแล้วกำหนดรู้ว่า นามเห็น การกำหนดอย่างนี้มีสติปัญญาเข้ามาปรุง
แต่เรายังมิใช่พระอรหันต์จึงมีสัญญาเจตสิกมาทำงานมากและบ่อยด้วยความชำนาญ ในการเห็นที่เราตั้งใจอยู่นี้สัญญาเจตสิกจึงมามีบทบาทมากแล้วก็ดับไปพร้อมกับจิต แล้วก็เกิดขึ้นใหม่พร้อมกับจิตอีก จึงยังเห็นเป็นผู้หญิง ผู้ชาย นก สุนัข
หรืออย่างเรื่องของโลภะ เราเป็นคนชอบสีเขียว เมื่อเห็นสีเขียวก็เกิดความชอบทันที กำหนดไม่ทันว่าเป็นนามเห็น หรือเรื่องของโทสะ พอได้ยินเสียงอย่างนี้ก็ไม่ชอบ โทสเจตสิกก็เข้ามาปรุง ได้กลิ่นเหม็นก็ไม่ชอบใจ อาหารรสเผ็ดเกินไปก็ไม่ชอบ อากาศร้อนก็หงุดหงิด
จิตในขณะที่ขาดสติปัญญาก็จะนึกคิดวุ่นวายอยู่อย่างนี้ มีโลภะ โทสะ โมหะผลัดเปลี่ยนกันปรุงอยู่ตลอดเวลา เพราะสติของเรายังไม่แก่กล้า นักวิ่งลู่อื่นคือ ตัณหาอวิชชาจึงแซงหน้าขึ้นมาได้ตลอดเวลา เราจึงต้องฝึกนักวิ่งหน้าใหม่ของเราคือสติปัญญาให้มีฝีเท้าที่เร็วขึ้น อย่ามัวแต่คิดตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเพราะนั่นเป็นอดีต
โดย พี่ดา...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2549 , 11:57:45 น.] ( IP = 58.9.190.159 : : )
สลักธรรม 2อย่างไรจึงเรียกว่า ไม่แช่อารมณ์?
ก็คือการกำหนดทัน เช่น พอกำหนดรูปนั่งแล้ว ตากระทบรูป...กำหนดนามเห็น มีลมพัดมากระทบ...กำหนดรูปร้อนหรือรูปเย็นที่มากระทบ มีเสียงเกิดขึ้น..กำหนดนามได้ยิน ให้มีความเท่าทันกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามทวารต่างๆ
การกระทำในมหาสติปัฏฐานต้องได้อารมณ์ปัจจุบัน ถ้าไม่ได้อารมณ์ปัจจุบันก็ไม่สามารถประหารกิเลสได้ เมื่อกำหนดได้อารมณ์ปัจจุบันก็จะปิดกั้นการปรุงแต่งของกิเลสตัณหาได้ในขณะเดียวกัน
การไม่แช่อารมณ์ก็คือ เมื่อรู้อารมณ์แล้วก็ไม่ใส่ใจอีก การไม่ใส่ใจเป็นการตัดโอกาสการปรุงแต่งให้เป็นชอบหรือชัง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีสติก็จะกำหนดรู้ทันทุกระยะที่มีการกระทบโดย พี่ดา...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2549 , 12:00:32 น.] ( IP = 58.9.190.159 : : )
สลักธรรม 3คำถาม ในเมื่อเจตสิกมีอิทธิพลมาก ทำไมจึงให้ฝึกจิต ไม่ใช่ฝึกเจตสิก
คำตอบ เพราะพระพุทธเจ้าประสงค์ให้ทุกคนมีปัญญาจักษุ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต การเห็นนั้นเห็นด้วย ปัญญาเจตสิก ไม่ใช่ปัญญาทางโลก ฉะนั้น คนที่ไม่เรียนอภิธรรมเลย จะรู้จักปัญญาเจตสิกไม่ได้เลย จะไปพระนิพพานจึงไม่ได้ เพราะต้องอาศัยปัญญาเจตสิกนี้ เมื่อปฏิเสธปัญญาทางโลกแล้ว การศึกษาทางโลกเป็นเรื่องบัญญัติขึ้นทั้งสิ้น จิตเกิดทีละขณะ เพื่อรู้อารมณ์ จิตรู้อารมณ์อะไร เจตสิกก็รู้อารมณ์นั้น
คำว่า อารัมมณะ (บาลี) ตรงกับภาษาไทยว่า อารมณ์ ไม่ได้หมายถึงที่เราเข้าใจกันในภาษาไทย ความหมายที่เราพูดว่า อารมณ์ดี ก็หมายความว่า วันนี้ เห็นสิ่งดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี รู้รสดี รู้สัมผัสที่ดี นึกคิดเรื่องราวที่ดีๆ จึงพูดว่าอารมณ์ดี
คำว่า อารัมมณะต้องคู่กับคำว่าจิต เพราะจิตเป็นสภาพรู้ หรือเรียกว่า จิตเป็นธาตุรู้ เมื่อจิตเกิดขึ้น ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้ จิตรู้ เช่น มีหู ต้องมีเสียง จึงจะได้ยิน จิตกำลังรู้สิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น
ฉะนั้น ที่เราบอกว่า อารมณ์ดี เพราะได้ยินเสียงดี นี่เรื่องเล่า เลยความจริง ขณะนี้เสียงในป่าก็มี แต่เราไม่ได้ยิน ฉะนั้น เสียงนั้นไม่ใช่อารมณ์ (อารัมมณะ) เพราะไม่มีจิตรู้อารมณ์หรือเสียงนั้น เสียงใดเกิดขึ้น เสียงนั้นก็ต้องดับไป ไม่ว่าใครจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ตาม แต่ขณะใดก็ตามที่มีเสียงปรากฏขึ้น ก็ต้องแสดงว่า เสียงปรากฏกับสภาพรู้ของจิตที่กำลังได้ยินทันที ถ้าบอกได้ว่านี่มีเสียงตอนนั้นต้องมีจิตด้วย อารัมมณะจึงต้องพูดถึงจิตโดย พี่ดา...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2549 , 12:05:03 น.] ( IP = 58.9.190.159 : : )
สลักธรรม 4
ฉะนั้น ต้องเข้าใจให้ถูกว่าสภาวธรรมเกิดสืบต่อกันมันรวดเร็วเหลือเกิน สภาพธรรมแต่ละขณะมันคืออะไรบ้าง ฉะนั้น นักปฏิบัติจึงต้องเข้าไปคอยสังเกต
ในทางโลกนั้นบางคนได้รับการตั้งฉายาว่า ผู้นี้เป็นผู้มีปัญญา ปัญญาที่ภาคภูมิใจกันว่ามี ก็เป็นเพียงปัญญาที่เกิดจากความทรงจำ ตายไปก็ลืม จำเรื่องราวต่างๆ โดยไม่รู้สภาพธรรม
ฉะนั้น วิชาการทางโลกจะมีผู้มีความรู้มากมายเพียงใด ความรู้แบบนั้น ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก
ปัญญาเจตสิกจะต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจถูก แล้วก็รู้ถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ ขณะนั้นตามลำดับด้วย ธรรมที่เป็นเหตุมีก่อน แล้วจึงมีธรรมที่เป็นผล ธรรมที่เป็นผลก็คือ ธรรมที่มีเหตุ ผลนี้ก็มีเหตุด้วยเป็นเหตุด้วย ก็คือวิบากวัฏฏ์ มีได้เพราะกัมมวัฏฏ์
เช่น เมื่อเข้าปฏิบัติธรรมที่มีเหตุเช่น ป่วย เจ็บ เพราะมีเหตุจากอดีตชาติ ความป่วยเจ็บที่เกิดที่รูปขันธ์เป็นธรรมที่มีเหตุ ธรรมที่มีเหตุด้วยเป็นเหตุด้วย เป็นเหตุให้เกิด กุศลชาติ อกุศลชาติ วิบากชาติ เป็นเหตุให้เกิดกิเลสวัฏฏ์ แล้วกิเลสวัฏฏ์เป็นเหตุให้ทำกรรม กัมมวัฏฏ์ ก็เป็นเหตุให้เกิดวิบากวัฏฏ์ ก็อยู่ในวงกลม ๓ เปลาะนี้ ที่เรียนมาไม่ใช่ให้ท่อง แต่ให้เอามาดูวัฏฏะนี้ เท่าทันวัฏฏะ แล้วตัดกิเลสวัฏฏ์โดย พี่ดา...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2549 , 12:08:44 น.] ( IP = 58.9.190.159 : : )
สลักธรรม 5
ความรู้ที่เข้าใจว่ารูปนามขันธ์ ๕ นี่แหละ กิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ อย่างนี้จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปัญญาเจตสิก แต่เจตสิกนี้เกิดขึ้นกับจิต จิตเป็นประธาน จึงยกประธานขึ้นตั้ง เหมือนกับพระธรรมประเสริฐที่สุด แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ก่อนจึงนำพระพุทธเจ้าวางข้างหน้า จึงให้ฝึกจิต เพราะจิตเป็นที่บรรจุปัญญาเจตสิก
font color=990099>
เรื่องของ อารมณ์ไม่ดี ที่นำมาเล่า มันไม่ใช่เกิดปัจจุบันมันเป็นเรื่องเล่า มันเป็นอารมณ์ของคนทางโลกโดยสมมติ ซึ่งตรงกันข้ามกับทางพุทธศาสนาเลย
ในทางพระพุทธศาสนา อารมณ์หรืออารัมมณะ เช่น เสียงเป็นอารมณ์ของจิต ฉะนั้น บอกว่าเสียง มีเสียงขณะนี้ ก็ต้องมีจิตรู้ เช่น มีเสียงตรงนี้ คนที่ปากซอยได้ยินไหม ไม่ได้ยิน ตอนนั้นไม่ใช่อารมณ์ของเขาแล้ว เป็นอารมณ์เฉพาะของเรา เป็นอารมณ์เฉพาะๆ เรียกว่า อารมณ์ปัจจุบัน อย่างนี้เป็นอารัมมณะ แปลว่า อารมณ์ (ปรมัตถ์)
ฉะนั้น ใครบอกอารมณ์เสียแสดงว่าไปคุ้ยของเก่า เหมือนไปเหยียบขี้ไม่พอ เอาขี้มาป้ายหน้าอีก (ตอนเอามาเล่า) อดีตทั้งนั้นเลย
โดย พี่ดา...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2549 , 12:12:54 น.] ( IP = 58.9.190.159 : : )
สลักธรรม 6พี่ดอกแก้วว่างคะวันนี้ เลยมีโอกาสที่มานั่งหน้าคอม ได้อ่านเรื่องที่พี่ดานำมาลง ขออนุโมทนานะคะ ในเรื่องของการทำความเข้าใจเพื่อที่จะปฏิบัติได้ถูกนั้นมีความสำคัญมากนะคะพี่ดา
คำว่า รูป - นาม ที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน และอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนามนั้น ปัญหานี้ ย่อมแล้วแต่ว่า รูป - นาม ในขณะไหนนะคะ จะเป็ฯขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น หรือจะเป็นขณะนั่ง นอน ยืน เดิน เราต้องเข้าใจด้วยคะ เช่น..
ขณะเห็น คือจิตรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา
ทางตา คือ สีที่เห็น แล้วอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ? คำตอบก็คือ รูปหรือสีที่ถูกเห็นเป็น รูป ธรรมชาติที่เห็นเป็น นาม
ในทางปฏิบัติจะต้องกำหนดที่รูป หรือที่นาม ก็ต้องเข้าใจอีกด้วยใช่ไหมคะพี่ดา ก็ต้องตอบว่า ต้องกำหนดที่นามเห็น
ถ้ามีคำถามต่ออีกว่า ทำไมต้องกำหนดที่นามเห็น เพื่อประโยชน์อะไร จะกำหนดที่รูปไม่ได้หรือคะ เพราะรูปก็เป็นปรมัตถ์เป็ฯสภาวะธรรมที่มีปรากฏอยู่เหมือนกัน เช่นนี้เพราะเหตุใดจึงต้องกำหนดที่นามเห็นนะคะ..โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 13:16:07 น.] ( IP = 58.8.111.212 : : )
สลักธรรม 7เรื่องความเข้าใจนี้แหละค่ะ เป็นความสำคัญของการเจริญวิปัสสนา คือ ในขณะที่เห็น เราเคยมีความเห็นผิดหรือเข้าใจผิดไปนะคะ โดยยึดเอา ความจริงคือนามเห็น มาว่าเป็น เราเห็น เพราะฉะนั้น การที่ให้กำหนดนามเห็น ก็เพื่อถ่ายถอนความเห็นผิด หรือความรู้สึกผิดๆที่อาศัยการเห็นเกิดขึ้นว่า..เราเห็น..ซึ่งเป็นอัตตสัญญา นี้ออก โดยไม่ให้เลยไปกำหนดที่รูป ให้กำหนดเพียงที่ นามเห็น เท่านั้น
เพราะรูปที่ถูกเห็นนั้น ไม่เคยมีใครเลย ที่เข้าใจผิดด้วยความยึดถือว่าเป็น เรา คือเข้าใจว่า เรารูป หรือเราสีนั้นสีสี ไม่เคยมีในความรู้สึกของเราเช่นนี้เลย ดังนั้นความเห็นผิด เกิดขึ้นตรงเข้าใจผิดว่าเราเห็นนะคะ จึงต้องแก้ความเข้าใจผิดเห็นผิดให้หมดไป ด้วยการกำหนดว่า นามเห็นไงคะโดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 13:27:02 น.] ( IP = 58.8.111.212 : : )
สลักธรรม 8และเวลาปฏิบัตินั้น ก็ให้ทำความรู้สึกตัวว่า ดู... กำหนด..นามเห็นผู้ปฏิบัติ มีหน้าที่ ดูอย่างเดียวเท่านั้น คือดูเพื่อจะได้เห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง
เพราะ เห็นนั้นไม่ใช่เราเห็น ไม่ใช่ตาเห็น ไม่มีใครเป็นผู้เห็น การเห็นนั้นเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัย และพระพุทธองค์ก็บัญญัติชื่อนามธรรมนี้ว่า จักขุวิญญาณ และจักขุวิญญาณนี้ จะเกิดขึ้นเองลอยๆไม่ได้นะคะ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีปัจจัย คือรูปารมณ์กับประสาทตา มาประชุมพร้อมกันแล้ว การเห็นคือ จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น การเห็นนั้นไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน ไม่ใช่เรามาเป็นผู้เห็น
นี่คือกระบวนการที่ทำให้ การเห็นเกิดขึ้นนะคะ และการที่จะรื้นถอนความเห็นผิดออกได้ จะต้องมีความเข้าใจมากๆ มากเพื่ออะไรกันคะ ก็เพื่อความเจริญของปัญญา และเมื่อปัญญามีความคมกล้าแล้ว ก้จะสามารถตัดรอน อัตตสัญญาที่เคยยึดว่าเป็นเราเห็นออกไปได้นะคะโดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 13:39:03 น.] ( IP = 58.8.111.212 : : )
สลักธรรม 9พี่ดาคะ ที่เป็นหัวข้อว่าทำไมจึงไม่เห็นเฉยๆนั้นนะคะ พี่ดอกแก้วขอร่วมตอบว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะธรรมชาติของจิตไวมากนั่นเอง และในความไวนั้นก็มีกิจต่างๆมากมายเข้าร่วมและปรุงแต่งจิต ไปตามแรงนิสัยที่ชินกันมาช้านานแล้วประการหนึ่งค่ะ (ส่วนนี้เป็นสามัญที่สุดค่ะ)
อีกประการหนึ่งเพราะสติ และปัญญาญาน ของผู้ปฏิบัตินั้น ยังไม่มีกำลังพอที่จะสกัดกั้นการเห็น การรู้ไม่ให้ไหลไปกับบัญญัติต่างๆ จึงมีผลสืบต่อไปจนถึงกิเลสวัฏฏ์นั่นเองค่ะพี่ดา
แต่อย่างไรพี่ดอกแก้วก็ขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่ดาอย่างยิ่งนะคะ ที่นำธรรมะในแง่ของการปฏิบัติ มาลงให้อ่านหาความรู้ เพิ่มเติมปัญญาบารมีกันนะคะ พี่ดอกแก้วว่างอยู่จึงได้เข้ามาร่วมแจมด้วยนะพี่ดา..
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 13:52:07 น.] ( IP = 58.8.111.212 : : )
สลักธรรม 10อ่านแล้วร่มเย็นใจ รู้สึกได้เลยว่า ในขณะที่อ่านนี้ทำให้เกิดความคิดที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับความชอบหรือชังเลย มีแต่การพยายามทำความเข้าใจในคำตอบที่หลวงพ่อเสือได้กรุณาตอบไว้ ..รวมทั้งย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นข้อเตือนใจเรื่องการขุดคุ้ยของเก่า
และก็ได้ประโยชน์มากขึ้นในคำตอบที่พี่ดอกแก้วได้อธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีการกำหนดเพื่อละความวิปลาส
ขอบพระคุณค่ะพี่ดา ที่นำเรื่องดีๆ มาให้อ่านในบ่ายที่ร้อนๆ อย่างนี้โดย น้องกิ๊ฟ [17 มี.ค. 2549 , 17:01:29 น.] ( IP = 58.136.207.226 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |