มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปฏิจจสมุปบาท




ปฏิจจสมุปบาท


พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สอนให้รู้จักเหตุผลแห่งชีวิตซึ่งเป็นส่วนวัฏฏะ คือ ส่วนให้รู้จักการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสาร และเหตุผลส่วนวิวัฏฏะเป็นส่วนที่อยู่เหนือการเวียนว่ายตายเกิด อันได้แก่ พระนิพพาน

ปฏิจจสมุปบาท หมายถึง หลักการที่ว่าด้วยระบบการกำเนิดแห่งชีวิต

ชีวิตประกอบขึ้นจากส่วนสำคัญ ๕ ส่วน เรียกว่า ขันธ์ ๕ อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือเรียกโดยย่อว่า รูปธรรมและนามธรรม หรือเรียกว่ารูปขันธ์และนามขันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดดับอยู่ทุก ๆ ขณะ จึงเป็นอนิจจังคือเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน คงทนไม่ได้ ถือไว้ไม่ได้ ดูแลไม่ได้ ให้ความสุขไม่ได้ เพราะดับไปแล้วจึงเป็นทุกขัง เป็นสิ่งไม่คงทนเป็นของเปล่า และเป็นอนัตตา คือเป็นสิ่งที่ปราศจากอัตตาคือตัวตน

ด้วยเหตุนี้ตามหลักปฏิจจสมุปบาท พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ชีวิตนี้คือกองทุกข์ ฉะนั้น ชีวิตนี้จึงได้แก่ความทุกข์ไม่มีสุขที่ไหนเลย (ในพระสัทธรรม พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์) แม้บางครั้งเมื่อได้รับความสบายกาย ได้รับความสบายใจ สิ่งที่เป็นความรู้สึกสบายกายสบายใจ ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนก็คือทุกข์ที่เบาบางลง มันอ่อนตัวลงเท่านั้นเองมันยังไม่แก่ คือความสุขที่อ่อนตัวลง มันยังไม่งอมเหมือนยังเมื่อยไม่มากนั่นเอง ที่เรียกว่าสุขคือสุขในกองทุกข์อันได้แก่สุขเวทนานั่นเอง

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 18:48:04 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1

ฉะนั้นสุขเวทนา แปลโดยสภาพปฏิจจสมุปบาทคือ สุขในกองทุกข์ ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแหละตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นแหละดับไป ไม่มีอะไรเกิดนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับนอกจากทุกข์ ว่าตามหลักปฏิจจสมุปบาท ชีวิตที่เป็นมา เป็นอยู่ และเป็นไปตามกฎแห่งเหตุผลไม่มีใครมาสร้างหรือกำหนดให้เกิดขึ้น กำหนดให้อยู่และกำหนดให้ไป แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เป็นอยู่และเป็นสิ่งที่เป็นไป โดยสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่แห่งเหตุและผล คือลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์นั่นเอง

เพราะชีวิตประกอบด้วยสิ่งที่เป็นเหตุและผลเกี่ยวกันอยู่ตลอดเวลา เหมือนลูกโซ่ที่คล้องเกี่ยวกันอยู่ตลอดเวลาก็คือเหตุกับผล มีห่วงนี้เป็นเหตุให้ห่วงนี้เกาะได้ ห่วงที่เกาะนั้นเป็นผลมาจากเหตุนี้ และเป็นห่วงต่อ ๆ กัน

ฉะนั้นเมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล เมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุ เมื่อสิ่งหนึ่งมีก็เป็นเหตุให้อีกสิ่งหนึ่งมี ชีวิตของเราจึงดำเนินไปด้วยการอาศัยกันและกันเกิดขึ้นแห่งเหตุผล

เรื่องปฏิจจสมุปบาท พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่อเจลกัสสปะ โดยท่านอเจลกัสสปะทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

ท่านโคดม ทุกข์นี้ตนเองสร้างขึ้นมาหรือ?

พระพุทธองค์ทรงทอดเนตร อเจลกัสสปะ แล้วตรัสตอบว่า
กัสสปะเธออย่าว่าอย่างนั้นเลย

ถ้าอย่างนั้น ทุกข์นั้นคนอื่นสร้างขึ้นมาหรือ?

กัสสปะเธออย่าว่าอย่างนั้นเลย พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบ


เมื่อตนเองก็ไม่ได้สร้าง ผู้อื่นก็ไม่ได้สร้าง ทุกข์ก็เกิดขึ้นลอยๆ อย่างนั้นหรือ?

กัสสปะเธออย่าว่าอย่างนั้นเลย เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสถ้อยวาจาอมตรส

ท่านอเจลกัสสปะก็ยังไม่เข้าใจ จึงทูลถามต่อไปอีกว่า ท่านโคดมถ้าอย่างนั้นความทุกข์ก็ไม่มีล่ะซิ

พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสตอบว่า ทุกข์จะไม่มีหามิได้ ทุกข์นั้นมีอยู่

ท่านโคดมถ้าทุกข์มีอยู่พระองค์คงไม่รู้จักทุกข์ จะไม่ทรงเห็นทุกข์ล่ะซิ

พระพุทธองค์ตรัสตอบ กัสสปะเรารู้จักทุกข์ด้วย และเห็นทุกข์ด้วย เมื่อท่านถามเช่นนี้เราก็จะตอบ

อเจลกัสสปะก็ยังไม่เข้าใจอีกจึงทูลถามขึ้นว่าท่านโคดม ขอได้โปรดบอกข้าพเจ้าเถิด ขอพระองค์ทรงแสดงให้ข้าพเจ้าทราบด้วยเถิดว่าชีวิตนั้นเป็นอย่างไร

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 18:59:28 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 2

พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงแสดงเหตุว่า

กัสสปะ เมื่อยึดถือตั้งแต่แรกว่า ผู้สร้างกับผู้เสวยทุกข์เป็นสิ่งเดียวกัน จึงมีลัทธิที่ถือว่าทุกข์นั้นแหละตนเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา เมื่อถืออย่างนั้นก็เป็นสัสสตทิฏฐิคือเห็นว่าตนและโลกเที่ยง เมื่อยึดถือว่าทุกข์นั้นผู้อื่นสร้างขึ้นมาเมื่อถืออย่างนั้น เป็นอุจเฉททิฏฐิคือเห็นว่าตนและโลกสูญ

กัสสปะเราตถาคตแสดงธรรมเป็นกลาง ๆ โดยไม่ข้องแวะกับลัทธิสุดโต่งทั้ง ๒ นี้ เพราะเราตถาคตจะแสดงว่า

เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะ

เพราะอายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา

เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา

เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา-มรณะ


กองทุกข์ทั้งหมดนี้ย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกัน

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:05:11 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 3

ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร

โดยรูปศัพท์ ปฏิจจสมุทบาท แปลว่าภาวะที่อาศัยกันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นระบบการกำเนิดแห่งชีวิตหรือเรียกว่า กฎแห่งชีวิต ตามหลักพุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตทุกชีวิตมีส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลอาศัยกันและกันสืบต่อเนื่องกันไปอย่างไม่มีทางขาดสาย เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก็เป็นเหตุให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นสืบต่อกันไม่ขาดสายเป็นลูกโซ่ ไม่มีวันจบสิ้นได้และไม่รู้เบื้องตนไม่รู้เบื้องปลาย

พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนภิกษุว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารคือการเวียนว่ายตายเกิดแห่งทุกข์ (ชีวิต) ไม่รู้เบื้องต้นไม่รู้เบื้องปลาย ตามหลักปฏิจจสมุปบาท องค์ประกอบแห่งชีวิต (ทุกข์) เรียกว่าองค์แห่งภวจักรหรือองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๑๒ องค์ ได้แก่

๑. อวิชชา - ความไม่รู้จริง
๒. สังขาร - ความปรุงแต่ง
๓. วิญญาณ - ปฏิสนธิวิญญาณ
๔. นามรูป - นามขันธ์ ๓ รูปขันธ์ ๑
๕. อายตนะ - อายตนะภายใน ๖
๖. ผัสสะ - ความสัมผัสอารมณ์
๗. เวทนา - ความเสวยอารมณ์
๘. ตัณหา - ความอยากได้
๙. อุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่น
๑๐. ภพ - กัมมภพและอุปัตติภพ
๑๑. ชาติ - ความเกิด
๑๒. ชรา - มรณะ - ความแก่และความตาย


ทั้ง ๑๒ องค์นี้คือทุกข์ เป็นส่วนประกอบของชีวิต อาศัยกันและกัน เช่น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เป็นต้นจนถึงสุดท้ายเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา-มรณะนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ๑ วง หรือชีวิตหมุนไปไหลไป ๑ รอบ

ถ้าตัดอวิชชาและตัณหายังไม่ขาดชีวิตก็ยังดำเนินต่อไป ไปถึงจุดมรณะหรือจุติแล้วต้องปฏิสนธิต่อไป

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:09:31 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 4

อะไรทำให้ปฏิสนธิ?

พระธัมมเสนาบดีเป็นผู้ตั้งปุจฉาถามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องปฏิสนธินี้เป็นเรื่องต่อเนื่องกันระหว่างอดีตกับปัจจุบันและปัจจุบันกับอนาคต ชีวิตปัจจุบันเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุอดีต อดีตเหตุคือ อวิชชา สังขาร ก่อให้เกิดปัจจุบันผล คือ วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา และผลในปัจจุบันรวมแล้วเป็นเหตุก่อให้เกิดเหตุปัจจุบันขึ้นอีก คือ ตัณหา อุปาทานและภพ และปัจจุบันเหตุก่อให้เกิดผลในอนาคต ได้แก่ ชาติและชรา-มรณะ แต่เรื่องอนาคตนั้นยังมาไม่ถึง

เมื่อผู้ใดก็แล้วแต่ยังไม่สามารถตัดอวิชชาและตัณหาได้ขาด ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไปจนหมดอายุหมดกรรม หรือหมดทั้งกรรมทั้งอายุ หรือมีกรรมตัดรอนไปจนตายและตายนั้นก็เป็นเหตุให้เกิดปฏิสนธิ ปฏิสนธินั้นเป็นการพูดระหว่างอดีตกับปัจจุบันและพูดระหว่างปัจจุบันกับอนาคต

เราเกิดมาได้อย่างไร เราเกิดมาเพราะเราตายมาจากอดีต จึงมีการเกิดเป็นปัจจุบันผล จากเหตุอดีตกล่าวคือ อวิชชา และสังขาร การไม่รู้ความจริงซึ่งถูกปรุงแต่งเป็นเหตุ (อดีต) ก่อให้เกิดผลในปัจจุบันซึ่งคือ วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา (อดีตเหตุ ๒ ปัจจุบันผล ๕) ซึ่งผลในปัจจุบันเป็นตัวก่อเหตุอีกก่อให้เกิดเหตุปัจจุบัน ได้แก่ ตัณหา ความอยากได้ และทำให้ยึดติดยึดมั่นในอารมณ์นั้น กรรมภพจึงเกิดขึ้นและทำให้มีที่ไปคืออุปัตติภพ สร้างวัฏฏะอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดอนาคตผล ได้แก่ ชาติ ชรา-มรณะ ได้ความเกิด แก่ และตาย เมื่ออนาคตมาถึงเมื่อไรก็กลายเป็นปัจจุบันทันที

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:12:03 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 5

นามรูป คือ อะไร

นามในที่นี้ได้แก่ นามธรรม ๕ อย่าง คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะและมนสิการ ซึ่งได้แก่ นามขันธ์ ๓ ส่วนรูป ได้แก่ รูปขันธ์ คือ มหาภูตรูป และอุปาทายรูป

นามธรรมทั้ง ๕ มีการน้อมไปสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ
มีหน้าที่ ประกอบกับจิตและเจตสิกด้วยกัน
มีการแยกจากจิตไม่ได้ เป็นผล
มีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด

ส่วนรูปขันธ์ มีการแตกดับหรือสลายอยู่เสมอ เป็นลักษณะ
มีหน้าที่กระจายไปจากจิต
มีความเป็นอพยากตธรรมเป็นผล
มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

รูปในที่นี้หมายเอาเฉพาะกัมมชรูป ซึ่งเป็นรูปที่มีสมุฏฐานเกิดแต่กรรม ที่เรียกอีกอย่างว่า อัชฌัตติกรูป คือ รูปภายในสรรพสัตว์ที่มารวมกันกับปฏิสนธิวิญญาณ

นามรูป ในที่นี้หมายเอาปฏิสนธินามรูป คือ นามรูปที่ปฏิสนธิ ที่วิญญาณเป็นปัจจัยให้มา หมายเฉพาะเมื่อวิญญาณ คือ วิบากวิญาณ อันได้แก่ โลกียวิบากจิต ๓๒ และกัมมวิญญาณ หรือ อภิสังขารวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณที่มีกรรมหรือสังขารเป็นพืชเชื้อหรือเยื่อเมือก (อวิชชาและสังขาร)

เปรียบเสมือนการหว่านพืชลงไปในไร่น่าที่มีน้ำ พืชก็ย่อมจะงอกและเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ เมื่อกรรมอันเปรียบเสมือนไร่นา มีอยู่ วิญญาณเปรียบเสมือนพืช ตัณหาเปรียบเสมือนน้ำที่มีอยู่ วิญญาณย่อมตั้งมั่นเป็นเหตุให้นามรูปเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณจึงชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาจึงชื่อว่าน้ำหล่อเลี้ยง< วิญญาณแห่งสัตว์โลกทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเครื่องขวางกั้น มีตัณหาร้อยรัดตรึงอยู่มั่น เมื่อวิญญาณตั้งมั่นแล้ว การเกิดขึ้นในภพใหม่ คือ การปรากฏของรูปนามก็ย่อมมีอยู่ฉันนั้น คาถานี้พระพุทธเจ้าได้กล่าวกับพระอานนท์

เพราะว่าธรรมทั้งหลายย่อมเป็นไปตามวิญญาณ เช่น เวทนา – ความเสวยอารมณ์ สัญญา - ความจำได้หมายรู้ เจตนา - ความคิดอ่าน ผัสสะ – ความสัมผัส อารมณ์ มนสิการ – ความเอาใจใส่อารมณ์ นามทั้ง ๕ นี้ ถ้าไม่มีวิญญาณจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเจตสิกทั้งหลายต้องเกิดอาศัยวิญญาณโดย สัมปยุตตปัจจัย เป็นต้น

ส่วนกัมมชรูปซึ่งมองไม่เห็น แต่รู้ได้โดยการอนุมาน เป็นรูปที่กรรมลิขิตให้มีมาพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ นามรูปนี้เป็นปัจจัยให้แก่ อายตนะ

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:25:15 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 6

อายตนะ คือ อะไร?

ในปฏิจจสมุปบาท อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ หรือ สิ่งสำหรับต่อ ๖ อย่าง คือ

จักขวายตนํ ที่ต่อคือตา ต่อกับรูปารมณ์

โสตายตนํ ที่ต่อคือหู ต่อกับ สัททารมณ์

ฆานายตนํ ที่ต่อคือจมูกต่อกับ คันธารมณ์

ชิวหายตนํ ที่ต่อคือลิ้น ต่อกับ รสารมณ์

กายายตนํ ที่ต่อคือกายต่อกับ โผฏฐัพพารมณ์

มนายตนํ ที่ต่อคือใจ ต่อกับ ธัมมารมณ์

คือ อายตนะภายใน ต่อกับ อายตนะภายนอก จึงเรียกว่า สฬายตนะ ๑๒ อายตนะภายใน ๖ นี้ว่าโดยองค์ธรรมได้แก่ รูปขันธ์ และนามขันธ์ คือ อายตนะ ๕ จักขวายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ ซึ่งเป็นรูปขันธ์ ส่วนมนายตนะ ได้แก่ จิต หรือ วิญญาณ ซึ่งเป็นนามขันธ์

อายตนะทั้ง ๖ นี้ มีลักษณะต่อกับรูป มีหน้าที่ให้เห็นรูปโดยต้องมีวัตถุเป็นที่ตั้ง และมีทวารเป็นที่ผ่านของวิญญาณธาตุ ซึ่งเมื่อทำงานรวมกันแล้ว เรียกว่า เป็นผล และมีนามรูปเป็นเหตุใกล้ให้เกิด อายตนะจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีนามรูป และ อายตนะนี้ก็เป็นปัจจัยให้แก่ผัสสะ



โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:31:07 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 7

ผัสสะ คือ อะไร ?

ผัสสะ แปลว่า ความสัมผัส คือ ความกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก และวิญญาณ ได้แก่ สัมผัส ๖ อย่าง คือ

จักขุสัมผัสโส ความสัมผัสทางตา

โสตสัมผัสโส ความสัมผัสทางหู

ฆานสัมผัสโส ความสัมผัสทางจมูก

ชิวหาสัมผัสโส ความสัมผัสทางลิ้น

กายสัมผัสโส ความสัมผัสทางกาย

มโนสัมผัสโส ความสัมผัสทางใจ

ความสัมผัสทั้ง ๖ นี้ เรียกว่าผัสสะ ซึ่งต้องมีธรรม ๓ อย่าง มาประจวบกัน เช่น จักขุสัมผัส ต้องมี จักขุปสาท ต้องมีรูปารมณ์ ต้องมีจักขุวิญญาณ เป็นต้น

ผัสสะ ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ ผัสสเจตสิก

มีการถูกต้องกับอารมณ์ เป็นลักษณะ
มีการทำให้จิตกับอารมณ์กระทบกัน เป็นหน้าที่
มีการมาประจวบกันของวัตถุ อารมณ์ และวิญญาณ เป็นผล
มีอายตนะ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ที่ว่ามีสฬายตนะเป็นปัจจัยให้แก่ ผัสสะ หมายความว่า เพราะมีอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ผัสสะจึงมีได้ ถ้าอายตนะไม่มี ผัสสะก็มีไม่ได้ ฉะนั้นต้องมี ธาตุรับ ธาตุกระทบ และธาตุรู้ และผัสสะนี้เองเป็นปัจจัยให้แก่ เวทนา

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:37:55 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 8

เวทนา คือ อะไร

เวทนา แปลว่า ความเสวยอารมณ์ เมื่อได้รับอารมณ์มาแล้วก็จะเกิดเวทนา คือ

๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากจักขุสัมผัส

๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากโสตสัมผัส

๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากฆานสัมผัส

๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากชิวหาสัมผัส

๕. กายสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากกายสัมผัส

๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากมโนสัมผัส

หรือ ได้แก่ เวทนา ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา(อุเบกขา)

เวทนาว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ เวทนาเจตสิก มีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ มีหน้าที่เสพรสแห่งอารมณ์ มีสุขและทุกข์ เป็นผล มีผัสสะเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ที่ว่าผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา หมายความว่า เมื่อผัสสะคือมีการกระทบกันระหว่างอายตนะภายใน ภายนอก และวิญญาณ เวทนาจึงมีได้ ถ้าไม่มีผัสสะ เวทนาก็มีไม่ได้ ดังนั้น ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา และเวทนานี้เองเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:43:12 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 9

ตัณหา คือ อะไร ?

ตัณหา แปลว่า ความอยาก อันได้แก่ ความอยากในอารมณ์ ๖ อย่าง

๑. รูปตัณหา ความอยากเห็นรูป

๒. สัททตัณหา ความอยากฟังเสียง

๓. คันธตัณหา ความอยากดมกลิ่น

๔. รสตัณหา ความอยากลิ้มรส

๕. โผฏฐัพพตัณหา ความอยากสัมผัสกับสิ่งสัมผัส

๖. ธัมมตัณหา ความอยากได้ธัมมารมณ์

ตัณหาทั้ง ๖ อย่างนี้ เมื่อว่าโดยอาการ มี ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

๑. กามตัณหา คือ ความอยากในกาม ได้แก่ อารมณ์ที่น่าใคร่และน่าติดใจ

๒. ภวตัณหา คือ ความอยากในอารมณ์ที่น่าใคร่ โดยประกอบไปด้วยภวทิฏฐิ หรือสัสสตทิฏฐิ อันได้แก่ ความอยากของคนที่เป็นสัสสตทิฏฐิ คือ เห็นว่าอารมณ์ หรือ คนและโลกนี้เป็นของเที่ยง เป็นของยั่งยืนเสมอไป

๓. วิภวตัณหา คือ ความอยากในอารมณ์ที่น่าใคร่ โดยประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ ที่เห็นว่า อารมณ์ของตน และโลกเป็นของสูญหมด

อีกนัยหนึ่ง กามตัณหา คือ ความอยากในกามธาตุ หรือกามภพ ภวตัณหา คือ ความอยากในรูป ธาตุ อรูปธาตุ หรือ รูปภพ, อรูปภพ วิภวตัณหา คือ ความอยากโดยปฏิเสธภพทั้ง ๓

อีกนัยหนึ่ง ซึ่งกล่าวโดยเกจิวาทะ ได้แก่ กามตัณหา ความอยากในกามธาตุ หรือ กามภพ, รูปตัณหา ความอยากในรูปธาตุ หรือรูปภพ อรูปตัณหา ความอยากในอรูปธาตุ หรือ อรูปภพ และความปฏิเสธในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ เรียกว่า นิโรธตัณหา (ความอยากที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ)

ตัณหาเมื่อว่าโดยพิสดาร ตัณหามีถึง ๑๐๘ ได้แก่ ตัณหา ๖ อย่างนั้น (โดยอารมณ์) เมื่อว่าโดยอาการมี ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา จึงเป็น ๑๘ ( ๖ x ๓ = ๑๘) เป็นตัณหาภายใน ๑๘ ตัณหาภายนอก ๑๘ จึงเป็น ๓๖ (๑๘ x ๒ = ๓๖) เป็นอดีต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ อนาคต ๓๖ จึงเป็นตัณหา ๑๐๘ (๓๖ x ๓ = ๑๐๘)

ตัณหาว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก ซึ่งมีลักษณะเป็นเหตุแห่งทุกข์ มีหน้าที่ทำให้เพลิดเพลินในอารมณ์ มีความไม่รู้จักอิ่มเป็นผล มีเวทนาเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ถ้าไม่มีเวทนา ตัณหาก็มีไม่ได้ เช่น สุขเวทนา ทำให้เกิดตัณหา เพราะผู้มีสุขจึงต้องการสุขยิ่งๆ ขึ้นไป เช่นเดียวกัน ทุกขเวทนาทำให้เกิดตัณหา เพราะผู้มีทุกข์จึงต้องการแสวงสุข บำบัดทุกข์ อุเบกขาเป็นความสงบภายใน คนจึงเข้าใจว่าเป็นสุข จึงต้องการสุขยิ่งๆ ขึ้นไป และตัณหานี้เองก็เป็นปัจจัยต่อให้อุปาทาน








โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:53:30 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )


  สลักธรรม 10

อุปาทาน คือ อะไร

อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น ๔ อย่าง คือ

๑. กามุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น ในกามคุณอารมณ์ มีรูปารมณ์ เป็นต้น

๒. ทิฏฐุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น ในความเห็นผิด เช่น เห็นว่า ทำบุญแล้วไม่มีผล ทำบาปแล้วไม่มีผล เป็นต้น

๓. สีลัพพัตตุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น ข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด เช่น กินแบบสุนัข ปัสสาวะแบบโค

๔. อัตตวานุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น อัตตวาทะ ยึดว่ามีอัตตาในขันธ์ ๕

อุปาทานว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิกและทิฏฐิเจตสิก อุปาทานโดยสังเขป มี ๒ อย่าง คือ ยึดมั่นถือมั่นเพราะโลภะ ๑ ยึดมั่นถือมั่นเพราะทิฏฐิ ๑

อุปาทาน มีการยึดอารมณ์เป็นลักษณะ มีหน้าที่ไม่ยอมปล่อยอารมณ์ มีความมักมากและเห็นผิดเป็นผล มีตัณหาเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

เพราะตัณหานี้เอง สัตว์โลกทั้งหลายจึงได้อุปาทานครอบครอง เมื่ออยากจึงยึดถ้าไม่อยากก็ไม่ยึด เมื่อหิวจึงกิน ถ้าไม่หิวก็ไม่กิน ตัณหาและอุปาทานเป็นพวก โลภะเหมือนกัน แต่ต่างกันคือ ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเป็นผล ตัณหาเป็นความอยาก ความปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่ได้มาหรือยังมาไม่ถึง เป็นอนาคตอยู่ เช่น อยากมีบุตรสักคน เป็นอนาคตอยู่ แต่เมื่อไปตรวจแล้ว พบว่าท้อง อนาคตหายแล้ว เป็นอุปาทานว่าฉันท้อง อุปาทานจึงเป็นการยึดอารมณ์เมื่ออารมณ์นั้นมาปรากฏแล้ว

ท่านเปรียบตัณหาว่าเหมือนอาการของขโมยที่เอื้อมมือไปควานหาของในที่มืด อุปาทานเหมือนอาการของขโมยที่เอามือจับของแล้วไม่ยอมปล่อย หรือ ความอยากอย่างอ่อน จัดเป็นตัณหา ความอยากอย่างแรงจัดเป็นกามุปาทาน ตัณหาตรงข้ามกับความปรารถนาน้อย อุปาทานตรงข้ามกับความสันโดษ และอุปาทานเป็นปัจจัยให้แก่ภพ

โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 19:58:12 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org