| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปฏิจจสมุปบาท
สลักธรรม 11ภพ คือ อะไร
ภพ ตามรูปศัพท์ แปลว่า ความมีความเป็น แต่ในปฏิจจสมุปบาทนี้ หมายถึงภาวะแห่งชิวิต คือ ความมีขันธ์หรือความมีนามรูป นั่นเอง เพราะชีวิตต้องตกอยู่ในภพทั้ง ๓ อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป ได้แก่
๑. กามภโว คือ ภพของกามาวจรภูมิ ได้แก่ มนุษย์และเทวดา คือ ติดอยู่ในภพที่มีกาม
๒. รูปภโว คือ ภพฝ่ายรูปาวจรภูมิ คือ ภพที่ติดอยู่ในรูป หรือภพที่มีแต่รูปหมายเฉพาะ รูปพรหม
๓. อรูปภโว คือ ภพฝ่ายอรูปาวจรภูมิ คือ ภพที่ติดอยู่ในอรูป หรือภพที่มีแต่อรูปหมายเฉพาะอรูปพรหม
ภพทั้ง ๓ นี้ ย่อมหมายถึง กัมมภพ และอุปัตติภพ เท่านั้น เพราะฉะนั้นในพระอภิธรรมจึงกล่าวว่า อุปาทานนั้น เป็นปัจจัยให้เกิดกัมมภพ และอุปัตติภพ ด้วยเหตุนี้เมื่อกล่าวถึง กัมมภพและอุปัตติภพ ก็เป็นอันกล่าวถึงภพทั้ง ๓ นั้นด้วย เพราะภพ๒ นี้ และภพ ๓ โดยใจความเป็นอันเดียวกัน
ฉะนั้น ชีวิตทุกชีวิตจึงตกอยู่ในภพ เวียนวนอยู่ในภพ ๒ หรือ ภพ ๓ เพราะฉะนั้น เรื่องของภพจึงควรศึกษาให้ละเอียด เพราะว่าถ้าไม่เข้าใจแล้วจะเกิดความเห็นผิด กัมมภพ แปลว่า ภพคือกรรม ได้แก่ เจตนาและธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนามีอภิชฌาความละโมบ โทมนัส ความไม่ยินดี อภิชฌาเป็นปุญญาภิสังขาร และโทมนัสเป็นอปุญญาภิสังขาร คำว่า กรรม ในที่นี้ จะนำไปสู่ภพทั้ง ๓ กล่าวโดยใจความเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย กัมมภพ ได้แก่ กุศลกรรม และ อกุศลกรรมที่จะนำไปสู่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ เพราะกัมมภพทำให้เกิดอุปัตติภพ
อุปัตติภพ แปลว่า ภพ คือ ภาวะที่เกิดขึ้น ปรากฏขึ้น ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ คือขันธ์ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือ อุปาทินขันธ์ คือ ขันธ์ที่กิเลสยึด อุปัตติภพ ว่าโดยประเภทมี ๙ ภพ ซึ่งจำแนกโดยภูมิ ๓ โดยสัญญา ๓ โดยขันธ์ ๓
จำแนกโดยภูมิ มี กามภพ ๑๑ รูปภพ ๑๖ และอรูปภพ ๔
จำแนกโดยสัญญา มี
๑ สัญญาภพ (ภพที่มีนามขันธ์) คือ กามภพ ๑๑ รูปภพ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตาภพ) อรูปภพ ๓ (เว้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ)
๒ อสัญญาภพ (ภพที่ไม่มีนามขันธ์) ได้แก่ ภพฝ่ายอสัญญสัตตภูมิ ๑
๓ เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ได้แก่ ฝ่ายเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑
จำแนกโดยขันธ์ มี
เอกโวการภพ ภพที่มีขันธ์เดียว คือ อสัญญสัตตภูมิ ๑
จตุโวการภพ ภพที่มีขันธ์สี่ คือ อรูปภูมิ ๔
ปัญจโวการภพ ภพที่มีขันธ์ห้า คือ กามาวจรภูมิ ๑๑ อรูปาวจรภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ ๑)
ภพอันเกิดจากอุปาทานนี้ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ เจตนา อย่างเดียวกับสังขาร (ปฏิจจ สมุปบาท องค์ที่ ๒) แต่มีความแตกต่างกันอยู่ คือ โดยความแคบ กับ โดยความกว้าง คือ สังขารหมายเอาเฉพาะกุศลธรรมและอกุศลธรรม เท่านั้น ส่วนภพ หมายความถึง กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมด้วย เพราะสงเคราะห์อยู่ในอุปัตติภพ เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้วมี ๒ คือ กัมมภพ และ อุปัตติภพ กัมมภพ มีการกระทำคือ เจตนาเป็นลักษณะ มีหน้าที่ทำให้เกิดขันธ์ มีกุศล อกุศลเป็นผล มีอุปาทานเป็นเหตุใกล้
อุปัตติภพ มีความเป็นผลของกรรมเป็นลักษณะ มีหน้าที่เกิดขึ้นมีขึ้น มีอัพยากฤตเป็นผล มีอุปาทานเป็นเหตุให้เกิด ท่านหมายความว่า ชีวิตเราเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ย่อมจะมีการกระทำกัมมภพคือ ทำกรรมเป็นบุญบ้างบาปบ้าง เช่น เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตน เป็นของตน หรือเป็นของเนื่องด้วยตน โดยมีความรัก ความหวงแหน ความเห็นผิด จึงมีการกระทำเพื่อสิ่งที่ตนยึดมั่นถือมั่นนั้น ถ้าไม่มีการยึด ก็ไม่มีการกระทำ ที่เป็นบุญเป็นบาป ด้วยเหตุนี้ จึงว่าอุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดกรรมภพ และกรรมภพก็เป็นปัจจัยให้เกิดอุปัตติภพต่อไป จึงกล่าวโดยรวบยอดว่า อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ และภพนี้เองเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ
โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 20:08:57 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )
สลักธรรม 12ชาติ คือ อะไร ?
ชาติ แปลว่า ความเกิด ว่าโดยสมมุติแล้วได้แก่ ความเกิดของสัตว์ ว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ได้แก่ ความปรากฏขึ้นของขันธ์ คือ ความปรากฏครั้งแรกของขันธ์ ได้แก่ ความเกิดขึ้นของวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ว่าโดยขันธ์ ชาติ แบ่งออกเป็น ๒ คือ รูปชาติ ความเกิดของรูปขันธ์ และอรูปชาติ ความเกิดของนามขันธ์
รูปชาตินั้นว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ อุปาจยรูป สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์
ส่วนอรูปชาติว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ อุปาทขณะของนามธรรม สงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์
ฉะนั้น ชาติมีความบังเกิดครั้งแรกในภพนั้นๆ เป็นลักษณะ มีหน้าที่มอบขันธ์ให้แก่สัตว์ มีการโผล่จากอดีตภพมาปรากฏขึ้นที่ปัจจุบันภพ เป็นผล หรือ สมานวาทะท่านกล่าวว่า มีสภาพเต็มไปด้วยทุกข์เป็นผล มีกัมมภพเป็นเหตุให้เกิด
ที่ว่ากัมมภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ หมายความว่า กรรมที่ทำให้เกิดขันธ์ปรากฏขึ้นเป็นอย่างเดียวกัน ไร่นา ที่ทำให้พืชงอกงามขึ้นได้ ถ้าไร่นาดี พืชงาม ผลผลิตงาม ถ้าไร่นาไม่ดี พืชก็ไม่งาม ผลผลิตก็ไม่ดี
ฉะนั้น กัมมภพ เปรียบเสมือน ไร่นา ปฏิสนธิวิญญาณที่ยึดกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิตอารมณ์ เปรียบเสมือนพืชที่หว่านลงไปในไร่นา ตัณหาเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงพืช
เมื่อวิญญาณยึดกรรมเป็นอารมณ์ กรรมก็นำให้วิญญาณปฏิสนธิ คือ ทำให้เกิดภพชาติหน้าต่อไป ถ้ากรรมดีก็ทำให้ชาติดี คือ สุคติ ถ้ากรรมชั่ว ก็ทำให้ชาติชั่ว คือ อกุศลชาติ ทุคติ
จึงเห็นความแตกต่างของสัตว์ทั้งหลาย โดยสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แม้จะบิดามารดาเดียวกัน อยู่ในที่เดียวกัน มีความเป็นอยู่เสมอเหมือนกันหมด แต่ในบุตรแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน บางคนใจดี บางคนใจร้าย บางคนผิวพรรณวรรณะสวย บางคนไม่สวย ทั้งนี้เพราะแต่ละคนทำกัมมภพมาต่างกันจึงมีรูปร่างหน้าตาอัชฌาสัยใจคอ และฐานะไม่เหมือนกัน แต่พระพุทธองค์ก็กล่าวว่าจะมีอย่างเดียวเท่านั้นเองที่สัตว์ได้เหมือนกัน ไม่ต่างกันเลยคือความทุกข์
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่ากรรมย่อมจำแนกสรรพสัตว์ทั้งเลวและปราณีตต่างกัน สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ด้วยเหตุนี้จึงว่ากัมมภพ เป็นปัจจัยให้แก่ชาติ และชาตินี้เองเป็นปัจจัยให้แก่ชรา และ มรณะ
โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 20:15:25 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )
สลักธรรม 13ชรา มรณะ คือ อะไร
ชรา แปลว่า แก่ หมายถึง ความแก่ ความเฒ่า ความคร่ำคร่าของสัตว์ เช่น แก้มตอบ ฟันหัก ผมหงอก ผิวตกกระ ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน อายุและกำลังลดน้อยถอยลง กล่าวโดยปรมัตถ์ ความแก่ ได้แก่ ความสุกงอมของอินทรีย์ ถ้าว่าโดยขันธ์ ชราแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ รูปชรา ความแก่ของรูปขันธ์ และ อรูปชรา ความแก่ของนามขันธ์
รูปชรา ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ สันตติรูป และ ชรตารูป สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์
อรูปชรา ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ ฐีติขณะแห่งนามธรรม สงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์
ชรามีความสุกงอมของขันธ์เป็นลักษณะ มีหน้าที่ฉุดลากชีวิตไปหาความตาย มีความเสื่อมจากวัยเป็นผล มีชาติเป็นเหตุให้เกิดชรา
มรณะแปลว่า ตาย หรือ เรียกว่า ความจุติของสัตว์ หรือเรียกว่า ความทำลายขันธ์หรือความตัดขาดแห่งชีวิตตินทรีย์ กล่าวโดยขันธ์ แบ่งเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ รูปมรณะ ความตายของรูปขันธ์ และอรูปมรณะ ความตายของนามขันธ์
รูปมรณะว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ อนิจตารูป สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์
อรูปมรณะว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ ภังคขณะแห่งนามธรรม สงเคราะห์ในสังขารขันธ์
มรณะนี้มีการเคลื่อนจากภพเป็นลักษณะ มีหน้าที่ทำให้พรากจากภพ มีการย้ายคติที่เกิดเป็นผล มีชราเป็นเหตุให้เกิด ฉะนั้น ที่ว่าชาติเป็นปัจจัยให้แก่ชรา และมรณะ หมายความว่าเมื่อมีเกิด จึงมีแก่ และมีตาย ถ้าไม่มีเกิด ก็ไม่มีทั้งรูปแก่ และนามแก่ ไม่เกิดรูป รูปก็ไม่ตาย ไม่เกิดนาม นามก็ไม่ตาย ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ก็ไม่ตาย แต่ถ้าเมื่อใดมีเกิด ก็ต้องมีแก่ และมีตายอย่างแน่นอน
ฉะนั้น ชราและมรณะจึงนับเป็นองค์อันหนึ่ง ในปฏิจจสมุปบาท ส่วนความเศร้าโศกโสกะปริเทวะ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ แม้จะเป็นผลมาจากชาติก็จริง สืบเนื่องมาจากอวิชชา เพราะมีอาสวะเป็นเหตุให้เกิด แต่โสกปริเทวะอุปายาสนั้น ไม่นับเป็นองค์ใน ปฏิจจสมุปบาท เพราะไม่อาจมีได้เสมอไป เช่น ในพรหมโลก มีอาสวะแต่หามีโสกปริเทวอุปายาสไม่ โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 20:20:59 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )
สลักธรรม 14ปฏิจจสมุปบาทธรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ว่าโดยลำดับจากเบื้องต้นไปหาเบื้องปลาย คือ เริ่มต้นตั้งแต่อวิชชาไปจนถึง ชรา มรณะ เป็นการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบชีวิต จากเหตุไปหาผล
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะ
เพราะอายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมี ชรา มรณะ
ด้วยความมีอวิชชาเป็นปัจจัย ปรุงแต่ง กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ให้แก่ วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ หนึ่งวงนี้เอง ชีวิตก็จะหมุนอย่างนี้ตลอด ท่านกล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาทวงนี้ตัดไม่มีทางขาด ถ้ากิเลสยังไม่ขาด วงนี้ก็จะมีชีวิตหมุนไปถึงจุดมรณะแล้วมรณะเล่า กิเลสก็เป็นเหตุให้เกิดปฏิสนธิอีกต่อไป กัมมภพและอุปัตติภพ ก็จะหมุนเรื่อยไป ชีวิตก็จะหมุนอย่างนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงพระนิพพานได้ นี้ว่าโดยอนุโลม
ถ้าว่าโดยทวนลำดับจากชรา มรณะขึ้นไป นับตั้งแต่องค์สุดท้าย สาวเข้าไปหาเหตุ เพราะว่าชรา มรณะ ก็เป็นเพราะมีชาติเป็นปัจจัย มีชาติก็เพราะมีกัมมภพเป็นปัจจัย ไปจนถึงสังขารก็มีอวิชชาเป็นปัจจัยเมื่อสาวไปถึงมูลรากเหตุสำคัญอย่างนี้แล้ว ท่านบอกว่าน่าจะยุติแค่นั้น เพราะปฏิจจสมุปบาท ๑ วง เริ่มต้นที่อวิชชา
โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 20:23:38 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )
สลักธรรม 15หากจะถามว่า อวิชชานี้มีเพราะมีอะไรเป็นปัจจัย ทางพระพุทธศาสนามีหลักฐานสำคัญแน่นอน ท่านบอกว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ และเหตุให้เกิดอวิชชานั้นได้แก่ อาสวะ พุทธภาษิตจึงกล่าวตอบพระสารีบุตรว่า อาสวสมุทยา อวิชชา สมุทโย อาสวะเกิดขึ้น อวิชชาจึงเกิดขึ้นได้ ดังนั้นอาสวะ คือ กิเลสที่ไหลออกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้แก่ อาสวะ ๔ คือ
๑. กามาสวะ อาสวะ คือ กามคุณ ๕
๒. ภวาสวะ อาสวะ คือ ภวตัณหา
๓. ทิฏฐาสวะ อาสวะ คือ ความเห็นผิด
๔. อวิชชาสวะ อาสวะ คือ อวิชชา
อาสวะ ทั้ง ๕ ว่าโดยย่อ ได้แก่ ตัณหา และอวิชชานั่นเอง เพราะอาสวะเกิดขึ้น อวิชชาจึงเกิดขึ้น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงกล่าวสรุปหลังจากประกาศธรรมแล้วมีพระอริยเจ้าเกิดขึ้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นของอวิชชา เงื่อนต้นของภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏคือ ไม่รู้ว่าก่อนแต่นี้ อวิชชายังไม่มี ภวตัณหายังไม่มี แต่มาภายหลังนี้ แม้นเป็นอย่างนี้ก็กล่าวได้ว่าอวิชชาปรากฏ เพราะนิวรณ์เป็นอาหารปัจจัย ภวตัณหาปรากฏ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ตราบใดที่ยังตัดอวิชชาตัณหาไม่ขาด ตราบนั้น ชีวิตก็จะหมุนอยู่ในสงสารตลอดไปอย่างไม่มีกำหนดขอบเขต
ปฏิจจสมุปบาทธรรมนั้นเป็นระบบการกำเนิดสัตว์ หรือเรียกว่าชีวิต หรือกฎการหมุนเวียนแห่งชีวิต เรียกธรรมนี้ว่าภวจักร ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ปฏิจจสมุปบาทนั้น เป็นลักษณะเป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะ ทำหน้าที่ให้เกิดทุกข์ติดตามมาในสังสารวัฏฏ์ และทำให้เกิดการเดินทางผิดจากพระนิพพานเป็นผล ชีวิตจึงเวียนวนอยู่ในสงสาร เวียนไปด้วยความไม่รู้จากกิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ และวิบากวัฏฏ์
ภวจักร แปลว่า ล้อชีวิตหมุนอยู่ตลอด
สังสารวัฏฏ์ มาจากคำว่า สังสารจักร
ผู้ที่ฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาทและปัญจาการนี้ โอกาสเท่ารูเข็มที่จะให้ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เกิดไม่ได้เลย เป็นมหากุศลญาณสัมปยุต ที่แน่นสืบต่อกันอย่างมั่นคง วิบากอันเป็นอกุศลเท่ารูเข็มจะไม่ปรากฏขึ้น
ฉะนั้น ขณะใดที่นั่งเรียนอยู่ และมีการแสดงธรรมปัญจาการและปฏิจจสมุปบาท ต่อให้มีอันตรายไม่ต้องหลบเพราะขณะนี้วิบากอกุศลเท่ารูเข็ม ที่จะเกิดให้วิบากอกุศลเข้ามา หรือกรรมเบียดเบียนฝ่ายอกุศล กับกรรมตัดรอนฝ่ายอกุศลจะเข้ามาไม่ได้เลย เพราะไม่มีเลยเท่าช่องรูเข็ม นี่คือธรรมวิเศษของปฏิจจสมุปบาทและปัญจาการค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
พี่ดอกแก้ว.
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [17 มี.ค. 2549 , 20:30:51 น.] ( IP = 58.8.106.231 : : )
สลักธรรม 16มาลงชื่อเป็นนักเรียนไว้ก่อนนะคะ ...เพราะเรื่องนี้ ต้องใช้เวลาในการอ่านและทำความเข้าใจ...
กราบขอบพระคุณในธรรมทานค่ะพี่ดอกแก้วโดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2549 , 08:04:57 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )
สลักธรรม 17มาเข้าแถวเรียนด้วยค่ะ
ความจริงเริ่มเข้าแถวตั้งแต่พี่ดอกแก้วเริ่มสอนเมื่อคืนนี้แล้วละค่ะ
การศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องราวของชีวิตอย่างแท้จริง
เมื่อหันมามองตนเอง ทำให้ย้อนไปหาเหตุได้ว่าทำไมจึงมาอยู่ ณ ที่นี้ ได้
สภาพของอุปาทานที่ก่อให้เกิดภพ
และสภาพของอวิชชาอันเป็นจุดที่หาจุดเริ่มต้นไม่ได้
ทำให้รู้สึกว่า ปัจจุบันกำลังจะสร้างเหตุอะไรอยู่
การธิบายคราวนี้ได้ความรู้ในรายละเอียดของชีวิตที่ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ ยิ่งเรื่องราวของเจตนา และ อุปาทานนี่ชัดมากขึ้น
กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วในการให้ธรรมทานใรครั้งนี้ด้วยค่ะ
โดย น้องอุ๊ [18 มี.ค. 2549 , 08:27:37 น.] ( IP = 61.47.97.14 : : )
สลักธรรม 18
แปลกใจจริง วันนี้รู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ตีสาม แล้วก็มีแต่เรื่องของปฏิจจสมุปบาทวนเวียนในความคิด พร้อมกับภาพวิถีจิตเกิดอย่างมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่เกิด จนตาย....เป็นอนันตังชาติ
แต่ท้ายสุดวิถีสามารถสิ้นสุดได้เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้ญาณปัญญา เกิด
... โสดาปัตติมัคควิถี
... สกทาคามิมิมัคควิถี
... อนาคามิมัคควิถี
...อรหัตตมัคควิถี.
...ปรินิพพานวิถี เป็นอนุปาทิเสสนิพพาน ดับสูญสิ้นทั้งกิเลสและขันธ์ ๕ ไม่มีการเกิดอีกต่อไป
จึงลงมาเปิดคอมพ์ แล้วได้อ่านเรื่องปฏิจจสมุปบาทของพี่ดอกแก้ว..ดีใจจัง
แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนของชีวิตอย่างแท้จริง
อำนาจของความไมรู้นี่ร้ายกาจมาก หนุนเนื่องก่อเกิดตัณหา ยึดมั่น ทำให้ก่อเกิดภพชาติ
เห็นชัดในเรื่องของการเกิดว่าไม่มีใครมาดลบันดาลได้เลย
ขอบพระคุณมากค่ะพี่ดอกแก้วที่รัก
![]()
โดย พี่ดา [20 มี.ค. 2549 , 04:39:43 น.] ( IP = 58.9.190.116 : : )
สลักธรรม 19การศึกษาปฏิจจสมุปบาท จะทำให้รู้ว่าที่เรายังต้องเกิดอยู่วนเวียนในวัฏฏะก็เพราะมีเหตุ-ผล อะไรบ้าง
และถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิมๆอีก ไม่ปรับปรุงแก้ไข วัฏฏะชีวิตก็จะเวียนเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วค่ะโดย เซิ่น [20 มี.ค. 2549 , 23:00:44 น.] ( IP = 61.91.126.175 : : )
สลักธรรม 20ฟังบทสวดปฏิจจสุปบาท ได้ที่
http://www.geocities.com/buddhamontra/page004.htmโดย นิน [18 มิ.ย. 2549 , 22:20:58 น.] ( IP = 58.147.77.161 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |