มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความเห็น ในพระธรรมของพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธควรจะได้พิจารณา




ในคำสอนของศาสนาพุทธนั้น สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น มีอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัย เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง
ความทุกข์ ไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่อยากได้ ในสิ่งทั้งหลายอันเกิดปรากฏ อันมีอยู่ หรือความทุกข์ที่เมื่อสิ่งทั้งหลาย อันเป็นที่พอใจนั้น จบลง สิ้นสุดลง หมดลงไป
เพราะความที่ไม่อาจบังคับสิ่งทั้งหลาย ทั้งรูปนามใดใด ให้เป็นไปตามความปรารถนาตน ดังที่ตนต้องการ เพราะสิ่งทั้งปวง มิได้อยู่ใต้อำนาจของผู้ใดเลย โดยลักษณะของความเป็นอนัตตา
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น มีอยู่ และดับลงเช่นนี้ มาตั้งแต่อดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตก็จะเป็นเช่นนี้ด้วย
ความดิ้นรนด้วยตัณหา ความต้องการ คือ โลภกิเลส เป็นสมุทัย คือ ต้นเหตุของความทุกข์
หากสำเร็จในทุกสิ่ง และมีอยู่คงอยู่ตามที่ตนปรารถนาแล้ว สิ่งทั้งหลาย รูปนาม ทั้งหลายในโลก ก็ย่อมสุข แต่เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และพระอริยสัจจ์ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคซึ่งเป็นสัจจธรรม
ทุกสิ่งมีเหตุในการเกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุปัจจัย ทุกสิ่งอันเป็นผล ย่อมดับลงด้วย

โดย กัลยารัตน์ (กัลยารัตน์) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มี.ค. 2549 , 20:43:22 น.] ( IP = 61.47.96.247 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในพระอริยสัจจ์ ๔ ทุกข์มีเหตุจากสมุทัย คือตัณหาทั้ง ๓ นิโรธ ความดับไปของทุกข์นั้น เพราะปฏิบัติในพระอริยมรรคมีองค์ ๘
การละ การวางตัณหานั้น เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับด้วย ตัณหา (กิเลส) ในจิตนั้น จะละได้ในญาณปัญญา คือ วิปัสสนาญาณ เท่านั้น การศึกษาเรียนรู้อันเป็นปริยัตินั้น เป็นพื้นฐานเบื้องแรกที่ต้องกระทำ และเมื่อปฏิบัติ ในพระอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว การนึกคิดไตร่ตรองหาเหตุผลใดใดของธรรมะ ไม่ใช่ทางที่จะนำสู่ญาณปัญญา แต่เพราะด้วยการตามดู รูป นาม ของตน ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน จนมากพอ และเมื่อขณิสมาธิมีกำลัง ข้อมูลอันดูด้วย สติ สัมปชัญญะ ซึ่งดูรูปนามอยู่นั้น จะถูกรวบรวมและยกขึ้นสู่ญาณปัญญาเอง

โดย กัลยารัตน์ (กัลยารัตน์) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มี.ค. 2549 , 21:23:54 น.] ( IP = 61.47.96.247 : : )


  สลักธรรม 2

การนึกคิดไตร่ตรอง ไม่อาจทำให้กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ น้อยลงลดลงได้อย่างแท้จริง และด้วยกิเลสที่อยู่กับจิตมานานแสนนาน โอกาสจะพลาดพลั้งทำอกุศลกรรม อันนำสู่อบายภูมิมีมาก
จิตตนนั้น จะเชื่อโดยแท้จริง มั่นคง ไม่คลอนแคลน ในพระธรรม คือพระปริยัติที่ได้ศึกษามา ก็เพราะความชัดเจน ความแรงแห่งพระไตรลักษณ์ในญาณปัญญา ที่ซึ่งจะถอนอัตตา ความมีตัวตนอันเหนียวแน่น ของตนลงได้ ( ในสังขารุเบกขาญาณ ) และนี้คือจุดหมายสูงสุด ในพระพุทธศาสนา ที่เป็นไปตามขั้นตอนของเหตุและผล ที่บุคคลปรารถนา เพราะ คือการเริ่มเวียนออก จากสังสารวัฎฎ์ อันเต็มไปด้วยทุกข์ โทษ และภัย ในภพภูมิทั้งหลาย
พระธรรม พระอริยสัจจ์ ๔ นั้น มีจริง และยังมีอยู่แม้ในขณะปัจจุบัน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตน เห็นได้ด้วยตน โดยไม่จำกัดด้วยกาลเวลาใดใด
กล่าวโดยทั่ว ๆ ไป ความทุกข์นั้น มีเหตุจากตัณหา ความไม่อยากได้ ไม่อยากประสบ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ ด้วยการวางเฉยในความไม่อยากได้ (คือ วิภวตัณหา) นั้น คือ แม้ความไม่อยากได้ ในสภาวะอันไม่ชอบใจ ไม่พอใจใดใด ก็ตามนั้น ก็วางลงไปจากใจ ความทุกข์อันเป็นผลมาจาก ความอยากที่ไม่อยากได้ ก็จะจางไปด้วย
ก็เพราะทุกข์ มีเหตุมาจากตัณหา อันมีอันเกิดอยู่ที่ใจของตนนั่นเอง
เพราะความโลภ (ตัณหา) เพื่อ อัตตา ตัวตน และในทุกสิ่งซึ่งคิดว่าเป็นของตน และโลภะ(ตัณหา)ที่ไม่เป็นดังที่ปรารถนา ย่อมมีโทสะตามมา เป็นความเบียดเบียนประทุษร้ายกัน ความทุกข์ทั้งหลายจึงมีมาด้วย เหตุคือตัณหา (โลภะ)นั้น โดยแท้

โดย กัลยารัตน์ (กัลยารัตน์) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มี.ค. 2549 , 21:53:43 น.] ( IP = 61.47.96.247 : : )


  สลักธรรม 3

ดังนั้น การจะให้ทุกข์นั้นสงบลง ก็คือ การที่ต้องวางเหตุแห่งทุกข์ลงก่อน ก็คือ วางตัณหา (ความพอใจอยากได้ หรือความไม่พอใจ ไม่ต้องการ ไม่อยากได้) ในใจตนนั้นลง
พระพุทธศาสนา ต่างจากศาสนาอื่น ที่จุดมุ่งหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน บุคคลเห็นประโยชน์ด้วยปัญญา ปฏิบัติด้วยเต็มใจ ที่จะละกิเลสทั้ง ๓ ของตน เพราะเห็นโทษ ภัย นานา ในสังสารวัฏฏ์
พระพุทธศาสนา สอนถึง ความไม่มีตัวตน ไม่มีแก่นสาร สาระของสิ่งทั้งหลาย เกิดมี แล้วดับไป ไม่เที่ยงแท้สักสิ่ง ไม่คงอยู่ตลอดกาล ไม่มีผู้ใดมีอำนาจเหนือสิ่งทั้งหลาย เกิดดับเพราะเหตุปัจจัยของเขาเอง โดยลักษณะพระไตรลักษณ์นี้ ความพยายามชนะสิ่งทั้งหลาย ให้เป็น นิจจัง ความเที่ยง เป็นสุข และเป็นอัตตา บังคับได้ ให้เป็นไปตามอำนาจตนได้นั้น จะเป็นความสงบเย็นใจ หรือความรุ่มร้อนใจ ?
ชาวพุทธที่แท้จริงนั้น ไม่ยึดมั่นในอัตตาตัวตนอย่างเหนียวแน่น มีความไม่โลภ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตา กรุณา มีน้ำใจ มีความไม่เบียดเบียนกัน และไม่ประทุษร้ายซึ่งกัน
ชาวพุทธแท้ ที่ได้ศึกษาปฏิบัติ ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในใจ
หากชาวพุทธ ไม่ศึกษา ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมไม่ได้ประโยชน์แก่ตน และอาจไข้วเขว ออกนอกแนวทางที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา
และจะไม่รู้ว่า หลักของพระพุทธศาสนา สอนว่าอะไร (คือสอนในพระอริยสัจจ์)
และมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคืออะไร (คือการพ้นจากสังสารวัฏฏ์ ความเวียนว่าย ตายเกิด)
ไม่รู้ว่าสังสารวัฏฏ์ คืออะไร และไม่กลัวบาป ไม่กลัวทุกข์ ภัย ในสังสารวัฏฏ์
ไม่รู้จักหน้าตา ของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะในตน
ไม่รู้เรื่องของพระไตรลักษณ์ ว่ามีลักษณะเช่นใด
ไม่รู้จักพระอริยสัจจ์ ๔ ว่าหมายถึงอะไร
ไม่รู้จักพระอริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง
ไม่รู้ในกุศลกรรมบถ และอกุศลกรรมบถ ว่ามีอย่างไร มีคุณ มีโทษ อย่างไร
ที่กล่าวมานั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรรู้อย่างยิ่ง ทั้งสิ้น
และ ศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลของฆราวาส อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ประพฤติ คือตน และผู้อื่นโดยรอบนั้น ควรให้มีให้เกิดในตน ไม่ใช่จะเป็นเรื่องยากเกิน ในการที่จะเริ่มตั้งจิต พยายามรักษาศีล ๕ นี้ เริ่มทำ และพยายามทำ จะนาน จะเป็นกี่เดือน กี่ปี ย่อมสามารถทำได้ครบ ๕ ข้อ ในที่สุด

โดย กัลยารัตน์ (กัลยารัตน์) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มี.ค. 2549 , 22:44:22 น.] ( IP = 58.10.50.237 : : )


  สลักธรรม 4

และศีลเพียง ๕ ข้อที่บริสุทธิ์บริบูรณ์นี้ สามารถเป็นฐาน ทำให้บุคคลปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา บรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้
การที่รู้ความหมาย ของหลักธรรมโดยท่องจำผิวเผิน หรือใส่ใจเพียงพิธีกรรมต่าง ๆ (ที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า) แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจต่อจุดมุ่งหมาย คือคุณธรรมสูงสุด ในพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดในตน
พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ มีอยู่จริง ปรากฏผลในปัจจุบันได้จริง อันบุคคลสามารถเข้าไปพิสูจน์ได้ด้วยตนทุกเมื่อ ไม่จำกัดกาล
สังสารวัฏฏ์ ของแต่ละบุคคล มีมานานนับกัปป์ การเวียนตายเวียนเกิด ในภพภูมิต่าง ๆ อันมีโทษ ทุกข์ ภัยนั้น ไม่น่ายินดี บุคคลทั้งหลายซึ่งยังมีโอกาสอยู่ในปัจจุบันจึงไม่ควรทอดทิ้ง ไม่ควรหันหลัง ไม่ควรประมาทในการปฏิบัติธรรม ควรที่ท่านทั้งหลาย ที่เห็นประโยชน์แห่งตน กระทำให้มั่นคง ทำให้มากในพระธรรม ซึ่งพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสสอนไว้ดีแล้วนี้เถิด

โดย กัลยารัตน์ [17 มี.ค. 2549 , 23:11:51 น.] ( IP = 58.10.50.237 : : )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนาค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณกัลยารัตน์ เข้าบรรยากาศกับเรื่องที่ท่านเทพธรรมมาเน้นย้ำให้นักศึกษาพระอภิธรรมคำนึงถึงเป้าหมายสูงสุดด้วยการเข้าสู่การปฏิบัติให้มากขึ้นค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2549 , 08:02:51 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org