| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๔๐)
ตอนที่ (๑๓๙) อ่านที่นี่
คำบรรยายพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ (ครั้งที่ ๒๐)
ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๘
ผมได้แสดงเรื่องอเหตุกะไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ให้เหตุผลไปว่า ธรรมชาติทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาได้นั้น จำเป็นที่จะต้องอาศัยเหตุ ถ้าไม่มีเหตุแล้ว ผลจะเกิดขึ้นมาลอยๆ มิได้เลยเป็นอันขาด
ผมได้อธิบายถึงคำว่า "อเหตุกจิต" อันเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ซึ่งมิได้หมายความว่า ไม่มีเหตุทำให้จิตเกิด จะต้องมีเหตุที่จะทำให้จิตเกิดขึ้นมาได้เหมือนกัน เรียกเหตุชนิดนี้ว่า อุปปัตติเหตุ แปลว่าเหตุให้เกิด
แต่คำว่า อเหตุกจิต นั้นหมายถึงเป็นจิตชนิดหนึ่งที่มิได้ประกอบด้วยเหตุทั้ง ๖ อันได้แก่ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ และอโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ คือจิตชนิดนี้ไม่ประกอบไปด้วย ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง หรือเป็นจิตที่มิได้ประกอบด้วย เหตุอันเป็นบาป และมิได้เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุอันเป็นบุญแต่ประการใด
ก็จิตที่มิได้ประกอบด้วยเหตุอันเป็นบาปหรือเป็นบุญนั้นเป็นจิตประเภทไหนเล่า จิตประเภทนี้ก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากเหตุนั่นเอง จะเป็นบาปหรือเป็นบุญก็ตามเมื่อจิตที่ประกอบด้วยเหตุบาปหรือเป็นเหตุบุญ เช่น ฆ่าสัตว์หรือให้ทานเกิดขึ้นมาแล้วจิตที่เกิดต่อจากนั้นอันเป็นผลจากบาปหรือจากบุญที่ได้ทำเอาไว้แล้ว เป็นจิตที่เรียกกันว่าวิบาก คือผลของกรรม ซึ่งเป็นจิตที่มิได้กระทำเหตุ หากแต่เป็นจิตที่เก็บผลที่เกิดจากเหตุอันเป็นผลของกรรมคือบาปกับบุญที่ได้กระทำลงไปแล้ว นี้ประการหนึ่ง (ไม่ใช่ทั้งหมด) โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [19 มี.ค. 2549 , 07:50:41 น.] ( IP = 58.136.209.72 : : )
สลักธรรม 1
อเหตุกจิต เป็นจิตที่มิได้ประกอบด้วยการกระทำเหตุที่เป็นบาป มิได้ประกอบด้วยการกระทำเหตุที่เป็นบุญ แล้วก็มิได้เป็นวิบากคือผลของกรรมด้วย หากแต่เป็นจิตเรียกว่า "กิริยา" สักแต่ว่ากระทำเท่านั้น มิได้เป็นผลของบาปของบุญเลย เป็นแต่กิริยาสักแต่ว่ากระทำลงไปจริงๆ เช่น หสิตุปปาทจิต คือการยิ้มแย้มของพระอรหันต์ ที่มิได้มีกิเลสอยู่ภายในจิตใจเลยแม้แต่น้อย จิตชนิดนี้เป็นต้นเกิดขึ้นมาแล้ว จึงเรียกว่าเป็นกิริยา นี้อีกประการหนึ่ง (ไม่ใช่ทั้งหมด)
ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า อเหตุกจิตนั้นก็ได้แก่จิตที่เป็นผลของกรรม กับจิตที่เป็นกิริยา รวมเป็น ๒ ประเภทด้วยกัน จิตทั้งสองพวกดังที่ผมได้บรรยายไปแล้วนั้น เรียกว่าเป็นอเหตุกจิต มีจำนวนทั้งหมด ๑๘ ประเภท หรือ ๑๘ ดวงด้วยกัน ท่านนักศึกษาก็จะได้ศึกษาต่อไปทีละประเภท ทีละดวง ให้รู้ถึงลักษณะคือธรรมชาติที่มีประจำของมัน ให้รู้ถึงหน้าที่การงานที่มันกระทำ ตลอดจนถึงอำนาจหรือความสามารถของจิตชนิดนี้ด้วย ก็จะได้ช่วยให้บังเกิดความเข้าใจ
แล้วก็จะได้ความรู้ความละเอียดเพิ่มขึ้นว่า เหตุใดคนเรานั้นจึงได้รับแต่อารมณ์ที่ดีหรือไม่ดี เหตุใดคนที่ทำแต่ความดีจึงได้รับผลร้าย และเหตุใดคนที่ทำการอันไม่ชอบแต่กลับได้รับผลดี มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน แล้วทำอย่างไรจึงจะแก้ไขให้ได้อารมณ์ที่ดีๆ อยู่เสมอๆ ได้
การศึกษาเรื่องอเหตุกจิต แล้วจะให้บังเกิดความเข้าใจได้เพียงพอ ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาให้กว้างขวางสักหน่อย เหมือนเราจะค้นคว้าหาความจริงในเรื่องของสัตว์ เราก็จะต้องศึกษาถึงความเป็นอยู่ ความเป็นไป นิสัยใจคอ ที่อยู่อาศัย การงานที่ทำของสัตว์นั้น หรือเราจะเรียนรู้เรื่องของคน เราก็จะต้องศึกษาหาความรู้ถึงคนนั้นคนนี้ว่า ชื่ออะไรมีความเป็นอยู่ มีความเป็นไปอย่างไร มีการทำงานอะไรบ้าง ทำงานอยู่ที่ไหน และงานนั้นมีความสำคัญประการใด โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [19 มี.ค. 2549 , 07:52:12 น.] ( IP = 58.136.209.72 : : )
สลักธรรม 2
การศึกษาเรื่องอเหตุกิตนั้นก็โดยทำนองเดียวกัน ท่านนักศึกษาจะต้องรู้ชื่อของจิตเหล่านี้แต่ละตัว จะต้องรู้ถึงความเป็นไปของจิตเหล่านี้แต่ละตัว และต้องเรียนรู้ให้ดีถึงหน้าที่การงานของจิตเหล่านี้ด้วย ว่ามันทำงานอะไรกันบ้าง แล้วทำกันอย่างไรบ้าง ทำที่ไหนจึงจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่กว้างขวาง เมื่อได้ศึกษาดังนี้แล้ว ปัญหาของชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา ท่านนักศึกษาก็จะชี้ขาดได้ด้วยตนเองว่า เกิดจากเหตุอันใดบ้าง แล้วเหตุอันนั้นเป็นเหตุจากในอดีตและปัจจุบันร่วมกันอย่างไร เมื่อมีความเข้าใจเรื่องของชีวิตเสียบ้างดังนี้แล้ว ก็จะมีความรู้สึกว่า เบา สบาย คลายจากความยุ่งยากทุกข์ร้อนลงได้เป็นอันมาก ด้วยความเข้าใจในเหตุผลที่ได้ศึกษามายิ่งขึ้น
จะศึกษาอเหตุกจิตให้เข้าใจดีก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่อง วิถี อันได้แก่การทำงานของจิตเสียให้เข้าใจ ทั้งเมื่อเข้าใจถึงวิถีถึงการทำงานของจิตในครั้งนี้แล้ว ก็จะมีความสามารถให้ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นฐานรองรับ เพื่อจะได้บุกเบิกความจริงในเรื่องของชีวิตที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก จึงนับได้ว่า ท่านผู้ศึกษามีกำไรมาก และกำไรที่ได้จากเรื่องของชีวิตนี้ ก็เป็นกำไรที่ยิ่งกว่าในเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น ผมก็ต้องขอให้ค่อยๆ ศึกษาไปด้วยใจที่เยือกเย็น จะรีบร้อนนักไม่ได้ แล้วก็จะต้องคิดพิจารณาตามไปด้วยให้ดีๆ เมื่อมีความสงสัยประการใด ก็ขอให้ซักถามผมได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องเกรงใจ
ในวงการธุรกิจ หรือในส่วนราชการงานเมืองต่างๆ ก็ย่อมจะต้องมีบุคคลหลายฝ่ายเข้ามาทำงานด้วยกัน ต่างก็จะต้องทำการงานอันเป็นหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตามความสามารถโดยเฉพาะของตน เช่น นายธนาคาร เสมียน พนักงานแผนกต่างๆ หรือหัวหน้ากอง หัวหน้าแผนก ไปจนกระทั่งถึงภารโรง โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [19 มี.ค. 2549 , 07:52:42 น.] ( IP = 58.136.209.72 : : )
สลักธรรม 3
ในวงการธุรกิจ หรือในส่วนราชการนั้นจะมีบุคคลทำงานเพียงคนเดียวหรือสองคนก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ งานนั้นๆ ก็จะไม่บรรลุผลสมความมุ่งหมาย จึงจำเป็นจะต้องซอยงานนั้นออกไปเป็นชั้นๆ ส่งมอบงานกันไปเป็นทอดๆ ตามแต่งานนั้นๆ จะกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด
อันการทำงานของจิต เช่นในการเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกก็เหมือนกัน คนที่ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาในธรรมะขึ้นละเอียดให้ดีพอ ก็มักจะคิดว่า จิตใจนั้นเป็นธรรมชาติกายสิทธิ์ จิตใจนั้นเป็นอมตะ สามารถเข้าไปสิงสู่อยู่ในตัวของมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็แสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ เช่น การเห็น การได้ยิน และการเคลื่อนไหวอิริยาบถได้โดยลำพังเฉพาะจิตหรือวิญญาณเท่านั้น ดังนี้เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ความเห็นดังกล่าวมานั้น เป็นความเห็นอันไม่ถูกต้อง เป็นความเห็นที่มิได้ประกอบด้วยข้อเท็จจริง เพราะว่าสรรพสิ่งทั้งหลายจะเป็นไปดังกล่าวนั้นมิได้เลยเป็นอันขาด เป็นการผิดธรรมชาติไป ไม่ว่าต้นไม้ ไม่ว่าสัตว์เดรัจฉาน และไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่วัตถุสสาร ก็ย่อมจะมีขบวนการทำงานโดยเฉพาะๆ ของตน บางพวกก็สลับซับซ้อนมากมายจนมนุษย์ค้นคว้าเข้าไปถึงยังไม่ได้ แม้ว่าจะทำการค้นคว้ามานับร้อยนับพันปีก็ตาม โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [19 มี.ค. 2549 , 07:53:03 น.] ( IP = 58.136.209.72 : : )
สลักธรรม 4
ท่านที่เคยได้ศึกษาวิชาพฤกษศาสตร์มา ก็ย่อมจะทราบว่า ลำต้นของพืช ราก กิ่ง ก้าน ใบ และดอกนั้น มันทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร หรือร่างกายของคนเรานี้ เมื่อเปิบอาหารเข้าปากแล้ว มันก็มีขบวนการทำงานกันอย่างสลับซับซ้อนกันมากมายกว่าที่อาหารจะได้ดูดซึมไปเลี้ยงร่งกายได้
ในเรื่องจิตใจก็เหมือนกัน ในขณะที่ทำงานต่างๆ มี เห็น หรือได้ยิน เป็นต้นนั้น มันก็มีขบวนการทำงานกันอย่างซับซ้อน แต่ความลับอันนี้แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิดมิได้มีผู้ใดคิดค้นเข้าไปถึงได้ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ผมก็จะต้องขอเรียนกับท่านนักศึกษาเอาไว้เสียก่อนว่า การที่ผมจะแสดงอเหตุกจิต และวิถีจิตต่อไปนี้ ผมจำเป็นจะต้องพูดไปทีละขั้นๆ ทีละตอนๆ พร้อมกับอธิบายประกอบด้วย ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างช้าๆ เช่นพูดถึงจิตใจทีละตัวเท่านั้น แต่ความจริงจิตใจเกิดดับรวดเร็วเหลือเกิน เพียงแต่ "เห็นรูป" ครั้งหนึ่ง จิตใจเกิดดับสืบต่อกันไปเสียจนนับไม่ไหว
ทั้งนี้ก็คล้ายกับคำอธิบายถึงระเบิดปรมาณู ที่กระทำการเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อกันเป็นทอดๆ ผู้อธิบายต้องใช้เวลาอธิบายถึงชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ปรมาณูคืออะไร จึงจะบังเกิดความเข้าใจพอใช้ได้ แต่ระเบิดปรมาณูนั้นเกิดการระเบิดขึ้นในฉับพลันทันที ด้วยเหตุนี้ ท่านทั้งหลายก็จะต้องคิดพิจารณาตามไปให้ดีด้วย ทั้งยังต้องนึกถึงความรวดเร็วร่วมเข้าไปด้วย มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่บังเกิดความเข้าใจที่ดีเพียงพอ
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [19 มี.ค. 2549 , 07:53:33 น.] ( IP = 58.136.209.72 : : )
สลักธรรม 5กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
โดย เซิ่น [20 มี.ค. 2549 , 23:10:44 น.] ( IP = 61.91.126.175 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |