มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อำนาจของกรรม




อำนาจของกรรม


ณ ร่มเงาของอชปาลนิโครธองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปริวิติอย่างยิ่ง ถึงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ อันเป็นคุณวิเศษอย่างยิ่ง ยากที่เหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายจะพึงรู้ได้ ทรงท้อพระทัยที่จะทรงแสดงธรรมสั่งสอน พระองค์ทรงใช้เวลาพิจรณาในระหว่างนั้นอีกวาระหนึ่ง ด้วยพระปัญญาแห่งพระทศพลญาณ จึงได้ทรงรู้ว่ายังมีบุคคลบางประเภท ผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ทั้ง ๕ อันแก้กล้ามีอยู่ (อินทรีย์ ๕ คือ ศรัมธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ) และมีความอ่อนแก่ลดหลั่นลงไปตามลำดับ ทรงอุปมาได้ดั่งบัง ๔ เหล่า.

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 08:54:49 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๑. ดอกบัวที่ตั้งขึ้นพ้นน้าแล้วมีอยู่ ย่อมคอยวันสัมผัสรัศมีแห่งดวงอาทิตย์ และจักบาน ณ วันนี้

๒. บัวที่ตั้งขึ้นเสมอน้ำ ย่อมจักบานในวันพรุ่งนี้

๓. ดอกบัวที่ยังไม่ขึ้นเสมอน้ำ ตั้งอยู่ภายในน้ำ ลดหลั่นลงไป ย่อมจักบานในวันต่อๆไป

๔. ดอกบัวเหล่าสุดท้ายที่อยู่ในโคลนตมย่อมไม่อาจโผล่พ้นน้ำ เพื่อรับรัศมีแห่งอาทิตย์ จึงย่อมต้องเป็นอาหารของเต่า ปู ปลา ไปก็มีอยู่

อุปมาดอกบัว ๔ เหล่านี้จะบานแตกต่างกันฉันใด เหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีความแตกต่างกันในการรับพระธรรมอันพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วฉันนั้น.

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 09:04:25 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 2

ผู้มีอินทรีย์อันแก่กล้าย่อมมีกิเลสหลงเหลือเล็กน้อย สามารถรู้ธรรมโดยง่าย และเข้าถึงธรรมอันวิเศษได้โดยฉับพลัน.

ผู้มีอินทรีย์ปลานกลางถ้าได้รับการอบรมในเบื้องแรก เขาย่อมบรรลุธรรมอันวิเศษได้ดุจเดียวกัน

ผู้มีอินทรีย์ยังอ่อนย่อมหนาแน่นไปด้วยกิเลส สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการอบรมในธรรมเบื้องต้นไปก่อน เพื่อขัดเกลาและปรับปรุงอุปนิสัยให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ และเมื่อได้อบรมแล้วเขาย่อใหหนทางบรรลุธรรมอันวิเศษนี้ได้.

พวกสุดท้ายหามีอินทรีย์ไม่ แม้จะได้รับการอบรมเพียงใด ย่อมไม่สามารถเข้าถึงธรรมอันวิเศษนี้ได้เลย

โดย บุษกร เมธางกูร [ [20 มี.ค. 2549 , 09:19:52 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 3

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงได้พิจรณารู้แจ้งชัดเจนเช่นนี้แล้ว ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ทรงปรารถนาที่จะให้เหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายได้พ้นทุกข์ พระองค์ได้ทรงประกาศศาสนา นำเอาธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น มาบัญญัติแต่งตั้ง เพื่อให้รู้เข้าใจง่ายขึ้น ทั้งพยัญชนะและอัตถะโดยเอนกปริยาย มีความไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ดุจดั่งบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด ชี้ทางแก่ผู้หลงทาง เป็นแสงสว่างในที่มืดและที่สุด.

น้ำทะเลมีรสเค็มรสเดียวฉันใด ธรรมของพระพุทธองค์ก็มีรสเดียวฉันนั้น คือ วิมุติรส พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ตราบจนพระองค์ท่านทรงดับขันธปรินิพพาน.

ถึงแม้กระนั้นพระองค์ก็ยังทรงห่วงใยในธรรมะอันเป็นคุณวิเศษที่ได้ทรงตรัสรู้ จึงได้ทรงแต่งตั้งพระธรรมเป็นองค์ศาสดาแทนพระตถาคต และในกาลข้างหน้า หากปล่อยตามยถสกรรมแล้ว ธรรมอันวิเศษนี้จะถูกบิดเบือน.

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 09:40:09 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 4

จึงได้ทรงมีพระราชดำรัสในปัจฉิมสมัยว่า..

" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราแม้กล่าวเตือน ท่านจงทราบว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมกันเถิด" นี่เป็นปัจฉิมโอวาทของเราตถาคต.

ความไม่ประมาท=การเจริญสติปัฏฐาน (กุศล)

ถึงพร้อม = สมบรูณ์ = โลกุตตรกุศล

คือการเจริญโลกียมรรคโดยตั้งต้นที่สติปัฏฐาน ๔ จนให้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้นไปตามลำดับ (๑๖ ญาณ) จนกระทั่ง มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ เกิดขึ้นเพื่อรับอารมณ์พระนิพพาน.

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 09:48:36 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 5

กรรมตามความหมาย.

กริยติ กมมํ คือ สภาวะใดอันสัตว์ทั้งหลายกระทำ สภาวะนั้น ชื่อว่ากรรมการกระทำของบุคคลเรานั้น ไม่ว่าจะกระทำในเรื่องอะไร จะต้องมีเหตุในการกระทำ และก่อให้เกิดผล จากการเจตนาในการกระทำนั้นๆ เป็นวิบากเสมอไป.

ลักษณะของกรรม

๑.การกระทำที่เป็นบุญ ที่เกิดขึ้นจากจิตที่ไม่เศร้าหมอง สามารถให้เกิดคุณประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้ กรรมนั้นเรียกว่า กุศลกรรม (บุญ)

๒.การกระทำใดๆ ที่ทำให้จิตเศร้าหมอง เร่าร้อนด้วยความเป็นทุกข์ เป็นโทษภัยแก่ตนเองและผู้อื่น กรรมนั้นเรียกว่า อกุศลกรรม (บาป)

ซึ่งกรรมทั้ง ๒ ประเภทนี้แสดงออกได้ทาง มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม.

เช่น การกระทำในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ซึ่งเป็นทั้ง กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต

หรือ ตั้งตนอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ อันเป็นทั้ง กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต

ตลอดจนกระทั่งการทำกุศลในบุญกิริยาวัตถู ๑๐ ประการ อันได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 10:05:57 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 6

เจตนาหํ ภิกฺขเว กมมํ วทามิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวว่า
เจตนา คือ กรรม


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจัดระบบของกรรม ให้เป็นระเบียบอย่างรัดกุม ซึ่งน่าศึกษาอย่างยิ่ง ในการประกอบเพื่อให้เกิดกัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิโดยแท้จริง.

กรรมจำแนกตามลักษณะ มี ๓ ประเภท ในการให้ผลของกรรม ได้แก่...

๑.. ตามหน้าที่
๒..ตามความหนักเบา
๓..ตามลำดับเวลาแห่งการให้ผลของกรรม

๑. กรรมที่เป็นผลโดยทำหน้าที่ในการปฏิสนธิ ในภพภูมิใหม่ เรียกว่า ชนกกรรมทำหน้าที่ให้ปฏิสนธิจิต และกัมมชรูป ปรากฏขึ้นในทุคติภูมิ หรือ สุคติภูมิ ตามอำนาจของอกุศล และกุศลกรรมในอดีตจากจุติจิตของภพชาติที่แล้ว อันจะเป็นสภาพจิตที่ประณีต ต่ำทราม หยาบแค่ไหนก็ขึ้นกับอกุศล และกุศลเหตุ ที่เป็นผลของการกระทำในอดีตชาติ และยังมีอำนาจผันแปรเสริมสร้าง รูป(กัมมชรูป) ให้เป็นไปตามลักษณะภพภูมิที่ปฏิสนธิจิตนั้นปรากฏเกิดขึ้นด้วย

เช่น ปฏิสนธิด้วยอกุศลวิบากวิญญาณ ภพภูมินั้นก็ต้องเป็นไปในอบายภูมิ ๔ มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน.

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 10:23:50 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 7

๒.อุปถัมภกกรรม กรรมที่ตามมาสนับสนุนและช่วยแต่งเสริมชนกกรรมที่นำเกิดขึ้น ตั้งแต่ปฏิสนธิ จนกระทั่งจุติจากภพภูมินั้นๆ ที่เรียกว่าในปวัตติกาล (จุติ = เคลื่อนย้ายภพ ) (ปวัตติกาล = ระยะเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย )

เช่น คนที่เป็นคนชอบมีโทสะ และมักผูกโกรธ กรรมนี้จะช่วยทำให้บุคคลผู้นี้ มักเป็นผู้มีโทสะและความผูกโกรธไว้เพิ่มขึ้นไปอีก

คนที่ชอบลักขโมยในอดีตที่สร้างสมไว้อุปถัมภกกรรม ในชาตินี้ ก็จะคอยเสริมสนับสนุนให้ เป็นผู้ลักขโมยอยู่เรื่อยๆ เป็นการเพิ่มความเข้มข้นของการลักขโมยขึ้นไปอีก

บางท่านสั่งสมบุญไว้ เป็นผู้มักไม่โกรธ ใจดี มีใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คอยที่จะให้ และทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นในอดีตชาติ ในปัจจุบันที่กุศลนำส่งให้มาเกิดเป็นมนุษย์เขาก็จะมีอุปนิสัยอันดีงามดังกล่าว และอุปถัมภกกรรมก็จะเป็นตัวเสริมสนับสนุนให้เขา กระทำบุญกุศลเพิ่มขึ้นไปอีก

ดังนั้น การให้สิ่งทั้งหลายแก่สัตว์ อันเป็นสิ่งสมควรที่จะให้ได้นั้นไม่เป็นการสูญเสียอะไรเลย แท้จริงกลับเป็นการให้แก่ตัวเอง

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 12:29:25 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 8

๓. อุปปีฬกกรรม หมายถึงกรรมที่คอยเบียดเบียนกรรมชนิดที่เป็นฝ่ายตรงข้ามเสมอ เช่นคนที่กำลังมีความสุขเนื่องจากอำนาจของฝ่ายกุศลกำลังให้ผล อกุศลกรรมชนิดนี้จะคอยเบียดเบียนให้ไม่ได้รับผลฝ่ายบุญได้เต็มที่ดังนั้น คนเรามักจึงเห็นว่าทำดีไม่ได้ดี หรือคนที่กำลังเสวยสุขอยู่ เนื่องจากอำนาจของกุศลกรรมหนุนส่งอยู่ ถึงแม้จะทำความชั่วสักปานใด เขาย่อมไม่ได้รับผลของความชั่ว (อกุศล) ในขณะที่อำนาจของกุศลกำลังส่งอยู่ แต่ผลของการกระทำบาปนั้นจะต้องมีผลต่อไปในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน

บางคนกำลังมีความสุขเพราะบุญเก่าสนับสนุนอยู่ แต่อกุศลกำลังคอยจ้องจะมาตัดรอนบุญนั้นอยู่ ผู้นั้นเกิดความประมาทโดยใช้ความพยายาม(ปโยคะ) ที่จะเปิดช่องให้อกุศลนั้นทำการได้สำเร็จเช่นไปดื่มสุรา ไปใช้ไม้ตีศีรษะใครเข้า หรือไปด่าว่าใครเข้า ย่อมอาจทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้

ดังนั้น การไม่ประมาทในชีวิตเป็นการไม่พยายามเปิดช่องให้อกุศล เข้ามาทำลายได้จึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่หลีกเลี่ยงความทุกข์อันเกิดจากอกุศลกรรมที่เราสร้างไว้ และคอยจ้องหาโอกาสอยู่ หรือการศึกษาธรรมะ ถือศีล ทำทาน เจริญ ภาวนาเหล่านี้ ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ป้องกันเคราะห์ภัยที่จะเกิดขึ้น หรือจะเรียกว่า เป็นการสะเดาะเคราะห์ เพื่อกั้นไม่ให้บาปเกิดและเป็นการเปิดช่องทางให้บุญกุศลเหตุที่เรามีอยู่ได้ทำกิจของเขาต่อไป ความทุกข์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ นี่คือความละเอียนอ่อนและสลับซับซ้อนของกฎแห่งกรรม.

โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 13:06:04 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 9

๔. อุปฆาตกกรรม เป็นกรรมที่ตัดรอนในขั้นเฉียบขาด รุนแรงมาก มีกิจที่ฆ่ากรรมอื่นที่เป็นวิบาก(ผลแห่งกรรมอื่น) ให้หมดสิ้นลงไปโดยสิ้นเชิง มีทั้ง ๒ อย่าง คือ อุปฆาตกรรมที่เป็นฝ่ายบาปและบุญ เช่นในการฆ่ามารดาบิดาฯลฯ จะกั้นผลไม่ให้ผู้นั้นทำกุศลอันสูงสุดได้สำเร็จ หรือถ้าเป็นฝ่ายบุญ เช่น ได้มรรค นิพพาน แล้วก็สามารถสกัดกั้นไม่ให้อกุศลฝ่ายบาปอย่างรุนแรงที่จะต้องไปปฏิสนธิในทุคติภูมิได้อีก กรรมชนิดนี้มีชื่ออย่างหนึ่งว่า “อุปัจเฉทกกรรม”

สรุปหน้าที่ของกรรม


ชนกกรรม มีหน้าที่ในการนำสัตว์ไปเกิดและมีผลถึงปวัตติกาล (ตั้งแต่เกิดจนกระทั้งตาย) คือกำหนดรูปร่างลักษณะของสัตว์ตามภพภูมิที่ตนนำไปแล้วยังต้องให้สัตว์นั้นรักษาสัญชาตญาณ (ภพชาติ) อันเป็นหน้าที่ของภวังคจิต จนกว่าจะพ้นจากภพภูมินั้นไปอยู่ในภพภูมิใหม่

การรักษาสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ไว้ทางธรรมเรียกว่า ภวังค์ ซึ่งมีหน้าที่รักษาองค์แห่งภพของตน มนุษย์เราย่อมต้องมีสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ไว้ตราบเท่าสิ้นชีวิตลง

อุปถัมภกกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวเสริมสนับสนุนคอยช่วยเหลือให้สัตว์นั้นมีการกระทำในสิ่งที่เป็นอุปนิสัยเดิม ให้คงอยู่ตลอดไป โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความดีหรือความชั่ว จึงเป็นการเพิ่มความเข้นข้นของบุญและบาปให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

อุปปีฬกกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวคอยเบียดเบียนกรรมฝ่ายตรงข้ามกับตน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลก็จะทำหน้าที่เบียดเบียนอุปปีฬกกรรมฝ่ายกุศลให้เบี่ยงชิดซ้ายไปทันที่เป็นต้น

อุปฆาตกกรรม ทำหน้าที่ตัดรอนกรรมที่มีลักษณะตรงข้ามกับตนอย่างเฉียบขาดรุนแรงซึ่งไม่เหมือนกับอุปปีฬกกรรมที่มีลักษณะค่อยเป็นไปอย่างช้าๆ

คอยติดตามเรื่องราวของอำนาจของกรรม
ต่อไปครั้งหน้านะคะ


โดย บุษกร เมธางกูร [20 มี.ค. 2549 , 13:25:52 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )


  สลักธรรม 10

หากเป็นคนที่เผลอทำอกุศลกรรมโดยอัตโนมัติ แล้วนึกได้ว่าผิดไม่ควรทำ และตั้งว่าจะไม่ทำอีก แต่ก็ทำอีก

ดังนั้นควรจะห้ามปฏิกริยาอัตโนมัติ อย่างไร, การวิปัสสนาช่วยได้มั้ย?

โดย ชาลิสา เมธางกูร - [20 มี.ค. 2549 , 14:23:45 น.] ( IP = 58.8.95.35 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org