| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อำนาจกรรม ๑
ตอนแรก อ่านที่นี่
กรรมประเภทที่๒หมายถึงการลำดับการให้ผลของกรรม พระพุทธศาสนาได้แบ่งกรรมตามลำดับความหนักเบา ของกรรมแต่ละประเภทไว้อย่างมีระเบียบโดยที่ไม่มีใครสามารถจะยับยั้งการส่งผลของมันได้เลย นอกจากสร้างกุศลเหตุอันสูงสุดเท่านั้นจึงสามารถจะตัดรอนเสียซึ่งผลกรรมทั้งหลายได้
กรรมทั้ง ๔ มีลักษณะดังนี้
๑. ครุกรรม กรรมแรงมากและมีพลังสูง
๒. อาสันนกรรม กรรมที่กระทำในขณะใกล้ความตาย
๓. อาจิณณกรรม กรรมที่กระทำอยู่เสอมเป็นประจำ
๔. กฏัตตากรรม กรรมที่สักว่ากระทำโดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 06:51:33 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 1ครุกรรมเป็นกรรมหนักมาก ส่งผลเร็วเป็นอันดับแรกกรรมนี้จะให้ผลในชาติต่อไป (ชาติที่๒) ในชาติหน้าจะเป็นตัวแรกที่ส่งผลให้ผู้ทำกรรมต้องรับผล แบ่ง ออกเป็นครุกรรมฝ่ายอกุศล และครุกรรมฝ่ายกุศล
ครุกรรม กรรมนี้เป็นกรรมหนัก เช่น การฆ่ามารดาบิดา ฯลฯ การทำณานให้เกิดขึ้นเป็นต้นกรรมนี้จะให้ผลก่อนกรรมอื่น ส่งผลที่เร็วและรุนแรง โดยปกติจะให้ผลในชาติต่อไป คือ ชาติหน้า (ชาติที่๒) ให้เจ้าของต้องได้รับผลของกรรมนี้ ซึ่งมีทั้งฝ่ายอกุศลและศล ถ้าเป็นฝ่ายบาปก็จะต้องส่งผลไปเกิดในทุคติภูมิ อันประกอบด้วยผลที่เป็นความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ ถ้าเป็นฝ่ายของบุญ ผลย่อมส่งไปเกิดในกามสุคติภูมิ หรือถ้าได้ฌานลำดับขึ้นไปปฎิสนธิวิญญาณพร้อมด้วยกัมมชรูป หรือไม่มีกัมมชรูป หรือมีแต่กัมมรูปแต่ไม่มีปฏิสนธิวิญญาณ ย่อมเป็นไปตามมหัคคตจิตที่ส่งผลให้เป็นไปตามภพภูมินั้นๆ เช่น เป็นรูปพรหมภูมิ อรูปพรหมภูมิ อสัญญสัตตภูมิ โดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 06:56:13 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 2ครุกรรมที่ทำหน้าที่ส่งผลเป็นอันดับแรกนี้ ต้องเป็นครุกรรมที่หนักที่สุด จึงจะสามารถส่งผลก่อนครุกรรมที่มีกำลังอ่อนกว่า
ครุกรรมอันเป็นฝ่ายอกุศล ย่อมส่งผลที่เป็นความทุกข์ให้แก่เจ้าของ
ส่วนครุกรรมที่เป็นกุศล จะส่งผลที่เป็นความสุขตามสมควรแก่เหตุ
ครุกรรมฝ่ายอกุศลที่ให้ผลอย่างแน่นอนและรวดเร็วได้แก่
นิยตมิจฉาทิฐิ หมายถึงความเห็นผิดอย่างแรงที่ไม่เชื่อในเหตุในผลของเจตนาในการกระทำบุญบาปทั้งหลายว่า จะต้องมี รวมทั้งปฏิเสธทั้งเหตุและทั้งผล ว่าสักแต่เป็นการกระทำขึ้นเองเฉยๆ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การทำชั่วทั้งหลาย ไม่มีผลเกิดขึ้นเองเป็นต้น
ปัญจอนันตริยกรรม เป็นการเจตนาในการทำบาปอย่างแรงมี ๕ ประการคือ..
๑. มาตุฆาต (ฆ่ามารดา)
๒. ปิตุฆาต (ฆ่าบิดา)
๓. อรหันตฆาต (ฆ่าพระอรหันต์)
๔. โลหิตุปบาท (ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงกับพระโลหิตห้อ)
๕. สังฆเภท (ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน)โดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 07:11:25 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 3
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า โทษของนิยตมิจฉาทิฐินั้นรุนแรงมากมายกว่าปัญจอนันตริยกรรมมากนัก เพราะความเห็นผิดนี้จะติดตัวไปในอนันตรชาติต่อไปอันหาที่สุดมิได้อันหมดหวังที่จะบรรลุธรรมอันวิเศษ
สำหรับการทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ นี้ ก็เป็นกรรมที่รุนแรงมาก มีอำนาจในการส่งผลแรง เพราะเป็นโทษหนักไม่มีกรรมใดที่สามารถจะมายับยั้งผลของอนันตริยกรรม แม้ว่าจะทำบุญกุศลมากมายสักเพียงไหน ก็ไม่สามารถสกัดขัดขวางการส่งผลได้โดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 07:14:25 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 4ครุกรรมฝ่ายกุศล พวกฌานกุศลดังกล่าวแล้ว เป็นกรรมหนักฝ่ายดีมีอำนาจส่งผลอย่างแรงกล้า จะให้ผลเป็นอันดับแรก ได้แก่รูปกุศล ๕ อรูปกุศล๔ อันได้จากการเจริญฌาน โดยอาศัยการเพ่งบัญญัติอารมณ์ จนอัปปนาจิตเกิดขึ้นอันได้แก่ การเพ่งกสิณ ๑๐ ฯลฯ เป็นต้น
ตั้งแต่วันการได้ปฐมฌานกุศลเป็นต้นไป จนถึงปัญจมฌาน เป็นรูปกุศลสูงสุด สามารถจะมีอภิญญาจิตเกิดขึ้น อันเป็นอานิสงส์ของปัญจมฌาน สามารถมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ พวกที่ได้รูปกุศลสูงสุดนี้ยังใคร่ปรารถนาให้ได้อารมณ์อันละเอียนอ่อน และความสุขที่ประณีตยิ่งกว่านี้ จึงแยกออกไปเป็น ๒ พวก พวกแรกทำสัญญีวิราคะ เพิกถอนสัญญา ไม่เอานามธรรม ผลที่เกิดขึ้นคือ ปฏิสนธิด้วยกัมมชรูปไปปรากฏเกิดขึ้นในอสัญญสัตตภูมิ
อีกพวกหนึ่งก็บำเพ็ญเพียรต่อไปเพิกถอนรูป โดยการเพ่งอากาศอันหาที่สุดไม่ได้ (อากาสานัญจายตนฌานกุศล) ไปเป็นอรูปกุศลขั้นแรก ต่อไปเพิกอากาศเสียมากำหนดใหม่ เอาวิญญาณเป็นอารมณ์ตัวเพ่ง (วิญฺญาณํอนนฺตํ) (วิญญาณัญจายตนฌาน) ต่อไปเป็นอรูปฌานที่๓ โดยการเพิกถอนทุกอย่างจากอารมณ์ (อากิญจัญญายตนฌาน) อรูปฌานกุศลขั้นที่๔ ทำให้จิตละเอียดประณีตลงไปอีกโดยบริกรรมว่า.. เอตํ สนตํ เอตํ ปณีตํ เอตํ สนตํ เอตํ ปณีตํ จนได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌานกุศล อันเป็นฌานกุศลอันสูงสุดที่เป็นครุกรรม นำไปปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิวิญญาณ โดยไม่มีกัมมชรูปร่วมด้วย เป็นภูมิอันสูงสุด ที่เรียกว่า ภวัคคภูมิ (ภูมิขั้น๓๑)โดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 07:39:37 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 5๒. อาสันนกรรม การ กระทำบุญหรือบาปใน ขณะเวลาใกล้ตาย กรรมนั้นจะปรากฏเป็นผลเกิดขึ้นในอารมณ์ของผู้ตายในขณะจะสิ้นชีวิต ก็จะส่งผลต่อไป เป็นอันดับรองลงมาจากครุกรรม
๓. อาจิณณกรรม การกระทำใดไว้บ่อยๆเสมอๆ อันบุคคลได้สั่งสมไว้เป็นประจำ จะพอกพูนอยู่ในนิสัย ของคนผู้นั้น ซึ่งอาจจะเป็นอาจิณณกรรมฝ่ายบุญหรือบาปก็ได้ กรรมนี้มีกำลังอ่อนกว่า เป็นอันดับ ๓ แต่จะส่งผลอยู่เสมอๆ
๔. กฏัตตากรรม เป็นการกระทำโดยมีเจตนาอ่อนหรือไม่ได้ตั้งใจทำอย่างเต็มที่
ลำดับการให้ผลของกรรม เมื่อพิจารณาดูแล้วจะ เห็นว่าไม่มีบุคคลใดที่จะหนีการส่งผลของกรรมได้เลยโดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 07:46:44 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 6๐ ถ้าบุคคลใดทำกรรมไว้ครบทั้ง ๔ ประการ ครุกรรมจะเป็นตัวส่งผลเป็นอันดับแรก
๐ ถ้าบุคคลใดไม่เคยทำกรรมหนักๆ ไว้ เลยมีเพียง ๓ ประการหลัง อาสันนกรรม จะเป็นตัวส่งผลเป็นอันดับแรก
๐ถ้าบุคคลใดมีเพียงกรรม ๒ ประการหลังที่ทำไว้ อาจิณณกรรมจะเป็นตัวส่งผลเป็นอันดับแรก
๐ถ้าบุคคลใด ไม่เคยประกอบกรรมใดๆ ใน ๓ ประการแรกไว้เลย กฏัตตากรรม อันเป็นการกระทำอย่างไม่จงใจจะเป็นผู้ส่งผลเอง เพื่อเป็นตัวนำเกิดในภพภูมิต่อไป
โดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 07:55:12 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 7กรรมประเภทที่ ๓ เวลาแห่งการให้ผลของกรรม
เหตุเป็นที่ตั้งแห่งผล ธรรมทั้งหลายย่อมมีผลและธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ หลักพุทธศาสนาไม่ได้เพ่งเล็งแต่ความรุ่นแรงหรือเพียงแค่เหตุอันเป็นการกระทำโดยเจตนาในบุญและบาป (เจตนาในอกุศล ๑๒ มหากุศล ๘ รูปาวจรกุศล ๔ = ๒๙ ) เท่านั้น
พระพุทธองค์ยังได้พิจารณาวางหลักเกณฑ์ไว้อีกว่า ผลกรรมที่กระทำไว้ในขณะจิตใดๆ (ชวนจิตการเสพอารมณ์) จะส่งผลให้แก่ผู้กระทำในช่วงระยะเวลาใดบ้าง ( ปัจจุบัน อนาคตชาติ) นี่คือความละเอียดและสลับซับซ้อนในเรื่องของกรรม
การระบุเวลาของการที่จะให้ผลของกรรมนั้น แบ่งเป็น ๔ ช่วงคือ
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลในชาตินี้
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ส่งผลในชาติหน้า
๓. อปราปรเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ส่งผลในชาติหน้าต่อๆไป
๔. อโหสิกรรม เป็นกรรมที่มีอยู่แต่ไม่สามารถส่งผลให้เจ้าของกรรมได้โดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 08:06:40 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 8วิถีจิต การที่จะเข้าใจในเรื่องลำดับกาลเวลาที่ให้ผลของกรรมนั้น จำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องการทำงานของจิต ในขณะได้รับอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ (วิถีจิต) เสียก่อน เพราะจิตเกิดขึ้นแต่ละขณะนั้นมีเหตุปัจจัย และหน้าที่ต่างๆ กันไปตามกิจของเขา โดยทั่วไปเรามักตั้งข้อสงสัยว่า การกระทำของกรรมแต่ละครั้ง ใครเป็นผู้จดจำหรือบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งใช้เวลาอันยาวนานยิ่งนัก
ในหลักของพระพุทธศาสนาจึงได้นำเรื่องของวิถีจิตมากล่าวอธิบายไว้ เพื่อกันความเข้าใจผิด ตราบใดที่มนุษย์เรายังมีลมหายใจอยู่นั้น จิตของมนุษย์ย่อมมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ในช่วงลัดนิ้วมือเดียว จิตเกิดดับถึงแสนล้านของล้านครั้ง ซึ่งนับว่าจิตเกิดดับรวดเร็วมาก.
ลักษณะการเกิดดับนี้มีชื่อเรียกต่างกันคือ.
อุปปาทขณะ คือ ขณะที่จิตเกิดอยู่
ฐิติขณะ คือ ขณะที่จิตตั้งอยู่
ภังคขณะ คือ ขณะที่จิตดับไป
เมื่อรูปกระทบตาหรือกระทบหู การทำงานของจิตจะเกิดขึ้น เพื่อรับรู้อารมณ์ที่ตาและหู และจะทำงานทางใจ ( ที่มโนทวาร ) รูปกระทบจักขุปสาท ๑ ขณะ จิตจะเกิดดับติดต่อกันไป ๑๗ ขณะใหญ่ ในวิถีเดียวกันทำให้ภวังคจิตเกิดดับ ๓ ขณะ เหลืออีก ๑๔ ขณะสิ้นสุดวิถี จะทำงานที่จักขุวัตถุเสีย ๑ ขณะ จะเป็นวิถีของรูปที่กำลังปรากฏขณะนั้น นอกจากนั้นที่เหลืออีก ๑๓ ขณะ จะเป็นวิถีของรูปและนามอีก ๔ ขณะ เพื่อใก้สัญญาเดิมมาตัดสินว่า.. รูปที่เห็นนั้นเคยเห็นมาก่อนหรือเปล่า เมื่อรู้และตัดสินแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของจิตต่อมา รับเสพอารมณ์ทันทีว่า มีความพอใจ ไม่พอใจ หรือเฉยๆ จิตที่ทำหน้าที่เสพเสวยอารมณ์นี้ เรียกว่า ชวนจิต บุญหรือบาป จึงเกิดขึ้นในชวนจิต ๗ ขณะนี้เอง แล้วก็ส่งต่อให้จิตอีก ๒ ขณะรับช่วงประทับอารมณ์ไว้ต่อไป.
ต่อจากนี้ จิตก็จะอยู่ในสภาพภวังค์ รักษาสัญชาตญาณภพชาติ ของความเป็นมนุษย์ไว้โดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 09:13:46 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 9
ดังนั้น ตัวการที่บันทึกบาปบุญไว้ ก็คือ ชวนจิต ดวงที่ ๑ ถึง ๗ นั่นเอง จะเป็นตัวส่งผลให้ผู้เป็นเจ้าของกรรมได้รับผล ในโอกาสอันสมควร
หน้าที่ของชวนจิต ๗ ดวง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ (ชวนจิต ๗)
ดวงที่ ๑ มีกำลังน้อย ให้ผลในปัจจุบันชาติ เรียกว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ส่งผลในชาติปัจจุบัน
ดวงที่ ๗ เป็นตัวส่งผลในชาติหน้าต่อไป ซึ่งมีความสำคัญมาก เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม
ดวงที่ ๒ ถึง ดวงที่ ๖ ( ๕ ขณะ ) จะส่งผลในชาตต่อๆไป เรียกว่า อปราปรเวทนียกรรมโดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 09:22:17 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
สลักธรรม 10๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่จะส่งผลให้เจ้าของได้รับในชาตินี้ จะมีลักษณะของการให้ตามเวลาอีก ๒ อย่าง คือ ให้ผลใน ๗ วัน และหลังจาก ๗ วันจนกระทั่งตาย
การที่กรรมชนิดนี้ให้ผล ยังจะต้องมีองค์ประกอบอีก ๔ ประการนะคะคือ
ก. จะต้องไม่ถูกเบียดเบียนจากกรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม หมายความว่า..ทำกรรมชั่วไว้ที่ต้องให้ผล แต่ขณะรอเวลาให้ผล กรรมฝ่ายบุญมาเบียดเบียนตัดรอนไปเสีย กรรมฝ่ายชั่วนั้นก็ไม่ให้ผล
ข. จะต้องได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพิเศษอีก ๔ อย่างด้วยคะ คือ..
๑. คติสมบัติ หรือ คติวิบัติ
๒. กาลสมบัติ หรือ กาลวิบัติ
๓. อุปธิสมบัติ หรือ อุปธิวิบัติ
๔. ปโยคสมบัติ หรือ ปโยควิบัติ
ค. การกระทำจะต้องประกอบด้วยอำนาจอย่างแรงกล้าในการทำกุศล มีความเพียรอันแยบคายและตั้งมั่นโดยแท้จริง.
ง. การกระทำนั้นต้องสำเร็จด้วยอำนาจของบาป หรือ บุญ ต่อบุคคลที่ประกอบด้วยคุณวิเศษที่สูงสุด.
ข้อสังเกต ในการทำทานกุศลที่จะเกิดเป็นปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมนั้น ต้องเป็นทานกุศลอันประกอบด้วยสัปทา ๔ อย่างด้วยคะโดย บุษกร เมธางกูร [21 มี.ค. 2549 , 09:36:33 น.] ( IP = 58.8.43.99 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |