มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสงสว่างของชีวิต (๑๔๔)






ตอนที่ (๑๔๓) อ่านที่นี่

ปัญจทวารวิถี อติมหันตารมณ์


O     ๑. อดีตภวังค์     ภวังค์จากอดีต
O     ๒. ภวังคจลนะ     ภวังค์ไหว
O     ๓. ภวังคุปัจเฉทะ     ตัดกระแสภวังค์
O     ๔. ปัญจทวาราวัชนะ    การพิจารณาอารมณ์ที่มากระทบ
O     ๕. ปัญจวิญญาณ    (จักขุ โสต ฆานะ ชิวหา กายวิญญาณ)
O     ๖. สัมปฏิจฉนะ    การรับอารมณ์
O     ๗. สันตีรณะ    การพิจารณาอารมณ์
O     ๘. โวฏฐัพพนะ    การตัดสินอารมณ์
O     ๙. ชวนะ    เสพอารมณ์
O     ๑๐. ชวนะ    เสพอารมณ์
O     ๑๑. ชวนะ    เสพอารมณ์
O     ๑๒. ชวนะ    เสพอารมณ์
O     ๑๓. ชวนะ    เสพอารมณ์
O     ๑๔. ชวนะ    เสพอารมณ์
O     ๑๕. ชวนะ    เสพอารมณ์
O     ๑๖. ตทาลัมพนะ    ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ
O     ๑๗. ตทาลัมพนะ    ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ
O     - ภวังค์

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:27:54 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

มโนทวารวิถี วิภูตารมณ์


O     ๑. ภวังคจลนะ     ภวังค์ไหว
O     ๒. ภวังคุปัจเฉทะ     ตัดกระแสภวังค์
O     ๓. มโนทวาราวัชนะ     พิจารณาอารมณ์ทางใจ
O     ๔. ชวนะ     เสพอารมณ์
O     ๕. ชวนะ     เสพอารมณ์
O     ๖. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๗. ชวนะ     เสพอารมณ์
O     ๘. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๙. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๑๐. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๑๑. ตทาลัมพนะ     ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ
O     ๑๒. ตทาลัมพนะ     ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ
O     - ภวังค์

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:31:26 น.] ( IP = 203.172.117.24 : : )


  สลักธรรม 2

ภวังคจิตนี้จะเกิดอยู่เสมอตลอดเวลาที่ตื่นลืมตาอยู่ แม้ในขณะที่กำลังเห็น กำลังพูด กำลังคุยอยู่ แต่ภวังคจิตจะเกิดขึ้นมาในช่วงสั้นกว่า เช่นในเวลาก่อนเกิดอารมณ์ใหม่ตามที่แสดงไว้ในวิถีจิตทั้งสองแบบคือ ทางปัญจทวารวิถี และมโนทวารวิถี ก็จะเห็นว่ามีคำว่าภวังค์ ที่หมายเลข ๑-๒-๓ (ของปัญจทวารวิถี) แล้วหลังจากรับอารมณ์ทางตา ทางหู หรือทางใจสิ้นสุดลงแล้ว ก็จะต้องมีภวังคจิตเข้ามาต่อท้ายวิถีที่ทำการงานอีก

อย่างไรก็ดี ตลอดเวลาที่เราตื่นลืมตาอยู่นั้น จะเห็นความเป็นภวังคจิตไม่ได้เลย เพราะมันเกิดรวดเร็วมาก และเป็นช่วงที่สั้นเกินไป ไม่เหมือนการนอนหลับสนิท เรารู้เรื่องภวังคจิตได้ง่าย เพราะจิตเป็นภวังค์ในช่วงเวลาที่ยาวนานมาก บางทีตั้งหลายชั่วโมง

คนที่นอนหลับสนิทแล้วจิตเป็นภวังค์นั้น จิตก็ยังเกิดขึ้นมาทำการงานอยู่ หากแต่ว่ามิได้ทำงานเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส และคิดนึกต่างๆ แต่ก็เป็นการทำงานจับอารมณ์เดิมที่ได้มาจากปฏิสนธิ และเมื่อจับอารมณ์เดิมที่ได้มาจากปฏิสนธิเช่นนี้ จึงได้ขาดความสำนึกรู้สึกตัว และแน่นอน จิตเป็นภวังค์แล้วจะมีความสำนึกรู้สึกตัวอะไรไม่ได้เลยเป็นอันขาด

นอกจากจิตจะทำงานจับอารมณ์อันเป็นอดีตดังกล่าวแล้ว จิตยังทำการงานอื่นอีกเป็นอันมาก เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การพลิกไปมาของลำไส้ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเรียกกันในภาษาธรรมะว่า จิตตชรูป คือรูปอันเกิดขึ้นจากอำนาจของจิต อันเป็นการงานที่ผู้เป็นเจ้าของจิตใจไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งท่านจะได้ศึกษาในโอกาสต่อไปข้างหน้าเมื่อแสดงถึงเรื่องรูป

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:32:08 น.] ( IP = 203.172.117.24 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อสรุปลงแล้วท่านนักศึกษาก็จะเห็นว่า ภวังคจิตนั้นเป็นจิตที่จับอารมณ์เดิมที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิ คือตั้งแต่เกิดขึ้นมาในภพใหม่ชาติใหม่ (อันเป็นอารมณ์ที่ไม่รู้สึกสำนึกตัว)มากที่สุด เพราะจะจับอารมณ์เดิม หรือมีอารมณ์ตั้งแต่ตอนเกิดขึ้นมาไปจนตลอดชีวิต จิตจะไม่รับอารมณ์ก็เฉพาะเมื่ออารมณ์เกิดขึ้นมาใหม่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองจึงมองเห็นความจริงว่า ใน ๒๔ ชั่วโมงนั้น จิตก็เป็นภวังค์คือนอนหลับสนิทจับอารมณ์เดิมเสีย ๘ ชั่วโมงเต็ม แล้วภวังคจิตยังเกิดอยู่ตามอารมณ์ต่างๆ ทุกๆ อารมณ์มากมายเหลือเกินอีกต่างหาก

เมื่อตอนที่สัตว์ใกล้จะถึงแก่ความตาย ได้อารมณ์ไม่ดี เพราะสั่งสมแต่บาป อกุศล อกุศลการเบียดเบียนก็จะได้เห็นไฟลุกไหม้ตัวเองให้เร่าร้อน อำนาจของอารมณ์นี้ก็จะผลักส่งให้เกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกขเวทนาบังเกิดความเร่าร้อนอย่างแสนสาหัส ภวังคจิตเกิดขึ้นติดต่อกันไปจนกว่าสัตว์นรกนี้จะถึงแก่ความตายจึงจะเปลี่ยนภพชาติใหม่ ดังนั้น ภวังคจิตจึงรักษาภพชาติของความเป็นสัตว์นรก อันอารมณ์ที่เห็นไฟลุกไหม้พามาไว้จนกว่าสัตว์นรกนี้จะถึงแก่ความตาย ภวังคจิตจะรักษาความเป็นสัตว์นรกเอาไว้ จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสัตว์อย่างอื่นตลอดเวลาและตลอดชีวิต ถ้ายังมิได้ตายลงไป

เมื่อสัตว์ใดใกล้จะถึงแก่ความตาย ได้รับอารมณ์ที่ดี เพราะเหตุที่ได้ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนามาแล้ว ครั้นเมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย อารมณ์ที่ดีก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้า เห็นการทำบุญ ให้ทาน เห็นวัดวาอาราม หรือเห็นครรภ์มารดา อารมณ์นี้ก็จะนำให้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ ถ้าปฏิสนธิได้เห็นครรภ์ของมารดาแล้ว ภวังคจิตที่เกิดขึ้นมาต่อจากปฏิสนธิเป็นต้นไป จนถึงแก่ความตาย ก็จะเป็นอารมณ์ครรภ์ของมารดาตลอดไป นอกจากเวลาที่มีอารมณืมากระทบใหม่เท่านั้น ภวังคจิตจะรับอารมณ์ครรภ์มารดาอยู่เรื่อยไปจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ดังนั้นความเป็นคนจึงต้องเป็นอยู่ตลอดชีวิต จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือจะเป็นเทวดาได้เลยเป็นอันขาด

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:32:55 น.] ( IP = 203.172.117.24 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อสัตว์ใดใกล้จะถึงแก่ความตาย แล้วได้รับอารมณ์ที่ดีที่น่าชื่นชมเพราะเหตุแห่งการได้ทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ครั้นเมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย กรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วเหล่านั้นก็จะก่อให้เกิดเป็นอารมณ์มาปรากฏเฉพาะหน้า ได้รู้สึกเห็นเป็นปราสาทราชวังที่สวยสดงดงามอันไม่เคยได้พบเห็นมาก่อนเลย แล้วก็สิ้นชีวิตลง อารมณืที่ได้เห็นเหล่านี้ก็จะเป็นแรงผลักส่งให้ปฏิสนธิเป็นเทวดา มีร่างกายสวยงาม มีที่อยู่อาศัยที่ประณีตในเทวภูมิ แล้วในขณะที่ปฏิสนธิเป็นเทวดานั้น จิตก็จะรับอารมณ์ปราสาทราชวังเมื่อตอนใกล้จะตาย

และอารมณ์ปราสาทราชวังนี้ก็จะเกิดอยู่เป็นอารมณ์ให้แก่จิตใจตลอดไป นอกจากจะได้รับอารมณ์ใหม่ จนกว่าเทวดาองค์นี้จะถึงแก่ความตาย แล้วจึงจะเปลี่ยนอารมณ์ซึ่งไม่แน่นักว่าจะไปเกิดเป็นสัตว์นรกหรือสัตว์เดรัจฉานก็ได้ อารมณ์เก่าคือปราสาทราชวังที่จิตจับเอาไว้ตลอดอายุของเทวดานั้น เป็นการรักษาภพชาติของเทวดาเอาไว้ จิตชนิดนี้จึงเรียกว่า "ภวังคจิต" และภวังคจิตจะจับอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เทวดาจึงไม่มีวันที่จะกลายเป็นมนุษย์หรือกลายเป็นเปรต อสุรกาย ถ้ายังไม่ถึงแก่ความตาย

ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ผมได้พยายามอธิบายคำว่า "ภวังค์" ตัวเดียวก็ต้องใช้เวลามิใช่น้อย ทั้งตัวอย่างก็มีหลายตัวอย่าง ผมก็คิดว่า คงจะพอทำให้ท่านเข้าใจ คงจะช่วยให้ท่านบรรเทาความสงสัยไปได้บ้างถึงเรื่องการเกิด การตาย และการรักษาภพชาติของสัตว์ทั้งหลายเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนสภาพไปในเมื่อยังไม่ถึงแก่ความตาย แต่อย่างไรก็ดี ท่านจะเข้าใจกว้างขวางออกไปอีกเป็นอันมากในเรื่องนี้เมื่อได้ศึกษาต่อๆ ไป เพราะในวันนี้ผมพูดถึงภวังคจิตอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นผมก็จะขอร้องท่านนักศึกษาเอาไว้ว่า ถ้าปรารถนาที่จะศึกษาให้เข้าใจในความจริงของเรื่องชีวิตอย่างลึกซึ้งแล้ว ขอให้ทำความเข้าใจเรื่องภวังคจิตนี้ให้ดี เพราะท่านก็จะต้องพบจิตดวงนี้อยู่เสมอ ในเมื่อศึกษาต่อไปข้างหน้า

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:33:14 น.] ( IP = 203.172.117.24 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อท่านได้ศึกษาถึงคำว่า ภวังคจิต พอเข้าใจแล้ว ก็ขอเชิญดูภาพแสดงทางปัญจทวารวิถีต่อไป ในหมายเลข ๑,๒,๓ นั้น เป็นคำว่าภวังค์ทั้ง ๓ คำ ต่างกันแต่เพียงว่า หมายเลข ๑ มีคำว่า "อดีต" นำหน้า หมายเลข ๒ มีคำว่า "จลนะ" ตามหลัง และหมายเลข ๓ มีคำว่า "ปัจเฉทะ" ตามหลังอีก

แต่ท่านนักศึกษาก็จะเห็นหมายเลข ๑,๒,๓ ก็มีคำว่าภวังค์ทั้งนั้น บัดนี้เราจะต้องมาศึกษากันดูว่า คำว่า ภวังค์ ทั้ง ๓ ตัวมีเติมข้างหน้าข้างหลังแล้ว ทำให้มีความหมายแตกต่างกันไปอย่างไรบ้าง หรือมันทำการงานอะไรกัน

ก่อนอื่นผมจะขอให้ท่านนักศึกษายึดคำว่า ภวังค์ ซึ่งแปลว่าเป็นองค์แห่งภพเอาไว้ในใจเสียก่อน ภวังคจิตอยู่ที่ไหนจะต้องหมายถึงเป็นองค์แห่งภพเสมอไป แล้วเป็นตัวการรักษาภพชาติเอาไว้ และจับอารมณ์ที่ได้มาตั้งแต่ตอนปฏิสนธิตลอดไปจนกว่าจะถึงแก่ความตาย

ถ้าผมจะได้ยกตัวอย่างขึ้นมาเสียก่อน แล้วจึงจะอธิบาย ก็จะทำให้บังเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ผมจึงขอสมมุติว่า มีชายคนหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่ ใครๆ ก็ทราบว่า คนนอนหลับสนิทนั้นไม่มีความรู้สึกสำนึกตัวแต่ประการใดเลย ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราต้องการให้เขารู้สึกสำนึกตัวแล้ว เราก็จะต้องเขย่าร่างกายของเขา ถ้าเป็นคนนอนขี้เซา เราก็ต้องเขย่าแรงๆ และเมื่อเขย่าตัวเขาแรงๆ แล้วเขาก็จะตื่นขึ้นมารับอารมณ์ที่มากระทบใหม่ นั่นย่อมแสดงว่า จิตของเขาไม่รู้สึกสำนึกตัว แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นรู้สึกสำนึกตัวรับอารมณ์ที่มาปลุกสั่นอันเป็นอารมณ์ที่มาใหม่ คือตื่นขึ้นมา หรือจะพูดว่าหลุดจากความเป็นภวังค์ซึ่งจับอารมณ์เดิม หลุดจากอารมณ์เดิมแล้วจึงมาจับอารมณ์ใหม่

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:33:32 น.] ( IP = 203.172.117.24 : : )


  สลักธรรม 6

ท่านก็ได้เคยศึกษามาแล้วว่า อยู่ดีๆ จะเห็นหรือได้ยินขึ้นมาเองเฉยๆ ไม่ได้ ที่ไม่ได้นั้นก็เพราะจิตเป็นภวังค์ ไม่มีความรู้สึกสำนึกตัว ดังนั้น การที่จิตจะจับอารมณ์ใหม่ได้จึงจำเป็นจะต้องเกิดจากการกระทบ(ผัสสะ) เหมือนเขย่าคนให้ตื่น เช่นรูป(รูปารมณ์) คือคลื่นแสงสะท้อนจากสิ่งต่างๆ แล้วมากระทบกับจิตที่ประสาทตา เสียง(สัททารมณ์)ซึ่งได้แก่ความสั่นสะเทือนของอากาศมากระทบกับจิตที่ประสาทหู

และอดีตภวังค์ซึ่งหมายถึงภวังค์เดิมหรือภวังค์เก่า(หมายเลข ๑) เป็นจิตที่เริ่มรับกระทบครั้งแรก และการรับประทบนี้ก็ยังคงเป็นภวังค์อยู่นั่นเอง ยังหาได้รับอารมณ์ใหม่ประการใดไม่ เหมือนกันกับคนนอนหลับที่รับการสัมผัส คือปลุกสั่นแล้วแต่ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมา ซึ่งก็แน่นอนละที่ย่อมจะแตกต่างกับจิตที่เป็นภวังค์เฉยๆ จึงได้ตั้งชื่อเสียใหม่โดยเติมอดีตเอาไว้ข้างหน้าเป็นที่รู้กันของผู้ศึกษาว่า เป็นภวังค์ที่อารมณ์เข้ามากระทบแล้ว คำว่า อตีตภวังค์ ผมขออธิบายเพียงเท่านี้ผมหวังว่าคงจะเข้าใจ

สำหรับคำว่า "ภวังคจลนะ" อันเป็นหมายเลข ๒ นั้น ท่านนักศึกษาก็คงจะต้องยึดเอาไว้ก่อนอีกว่า จิตย่อมจะเป็นภวังค์อยู่ ยังรับอารมณ์เดิมอยู่ ยังมิได้รับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบ แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังคงจะต้องแตกต่างกับคำว่า อตีตภวังค์แน่นอนทีเดียว ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะภวังคจลนะเป็นภวังค์ที่ไหวตัวสะเทือนขึ้น เหมือนคนนอนหลับถูกปลุกแล้วก็ไหวหรือได้รับความกระทบกระเทือน เพียงแต่ยังมิได้ตื่นลืมตาขึ้นมาเพื่อรับอารมณืใหม่เท่านั้น ในเรื่องนี้ท่านพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นว่าการงานของจิตละเอียดลออเพียงใด ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วใครจะแสดงได้

ส่วนคำว่า "ภวังคุปัจเฉทะ" อันเป็นภวังค์ตัวที่ ๓ นั้น แปลว่าตัดกระแสภวังค์ หมายความว่า ความเป็นภวังค์คือความไม่รู้สึกสำนึกตัวเลยนั้นจะได้สิ้นสุดลงพร้อมกับดวงนี้ จิตดวงต่อจากนี้ไปก็จะจับอารมณ์ใหม่ หรือในทางธรรมะ เรียกว่า ขึ้นวิถีรับอารมณ์ใหม่ที่เข้ามากระทบ

การที่แปลว่าตัดกระแสภวังค์นั้น ท่านนักศึกษาต้องทำความเข้าใจไว้ด้วยว่าไม่มีใครมาตัดรอนอะไรทั้งสิ้น หากแต่ว่าการกระทบเพื่อให้รู้สึกสำนึกตัว การไหวสะเทือนอันเนื่องมาจากการกระทบนั้นจะได้สิ้นสุดลงเมื่อจิตดวงนี้ดับลง การจับอารมณ์เก่าที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิก็จะหลุดไปด้วย จิตที่เกิดต่อจากดวงนี้ก็จะได้รับอารมณืใหม่ที่มากระทบเหมือนคนที่ปลุกสั่นเพื่อให้ตื่นจากการหลับสนิท การปลุกสั่นนั้นมีกำลังมากพอจึงพ้นจากการนอนหลับ จิตดวงนี้เป็นตัวสุดท้ายของความเป็นภวังคจิต

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:33:50 น.] ( IP = 203.172.117.24 : : )


  สลักธรรม 7

ตามที่ผมได้อธิบายถึงจิตที่เกิดขึ้นทั้ง ๓ ตัวนี้ เพื่อจะให้ท่านนักศึกษาได้ทราบว่า จิตหมายเลข ๑,๒,๓ นั้น ล้วนแต่เป็นภวังค์ด้วยกันทั้งหมด อตีตภวังค์ ก็คือภวังค์นั่นเอง แต่ได้เกิดการกระทบจากอารมณ์เข้าแล้ว ภวังคจลนะก็คือภวังค์เหมือนกัน แต่เป็นภวังค์ไหวสะเทือนขึ้นจากการที่ได้รับกระทบอารมณ์ และภวังคุปัจเฉทะก็เป็นภวังค์เหมือนกัน แต่เป็นภวังค์ตัวสุดท้ายที่จับอารมณืเก่า ต่อจากจิตดวงนี้ไปก็จะขึ้นวิถีทำการงานเห็นหรือได้ยินเป็นต้นไป

ธรรมดาแล้วจิตก็ได้รับกระทบอารมณ์อยู่เสมอ แต่บางทีอารมณ์ที่มากระทบนั้นมีกำลังน้อย หรือประสาทตา ประสาทหู ไม่ดีหรือไม่ได้มีความสนใจ เหมือนคนนอนหลับสนิท แล้วปลุกสั่นแต่เพียงเบาๆ จึงมิได้รู้สึกสำนึกตัวหรือตื่นขึ้นมา ดังนั้น เมื่อเราไปในตลาดก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีคลื่นของแสง หรือคลื่นของเสียง มากระทบตากระทบหูเป็นอันมาก แต่จิตก็มิได้เกิดขึ้นมาเพื่อรับอารมณ์ใหม่ ดังนั้น ภวังคจิตที่เกิดทางตา ทางหู (จิตมิได้ยกขึ้นมาที่ตาที่หูเพื่อรับประทบ) จึงมิได้เกิดขึ้น และเราก็ไม่เรียกว่า อตีตภวังค์

การอธิบายภาพวิถีจิต คือการทำงานทางปัญจทวารตามภาพที่ ๑ นั้น ผมก็ได้ทำความเข้าใจกับท่านนักศึกษาเพียงหมายเลข ๑,๒,๓ ซึ่งเป็นภวังค์ทั้งหมดจึงมิได้มีความรู้สึกสำนึกตัวแต่ประการใด จิตเหล่านี้ก็ยังคงรับอารมณ์เดิมที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิ และก็ยังอยู่ในฐานะรักษาภพชาติเอาไว้ แม้จะได้ขึ้นมาเข้าแถวเป็นหมายเลข ๑,๒,๓ ก็ตาม

จิตจะหลุดจากความเป็นภวังค์แล้วเริ่มรับหรือจับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบเมื่อถึงหมายเลข ๔ ในวันนี้ผมก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว จึงขอยุติแต่เพียงเท่านี้ ขอความเจริญความผาสุกสวัสดี ตลอดจนความมีปัญญา จงเกิดแก่ท่านนักศึกษาทุกท่าน


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [23 มี.ค. 2549 , 09:34:10 น.] ( IP = 203.172.117.24 : : )


  สลักธรรม 8

เข้ามาตั้งใจศึกษาหาความรู้เรื่องวิถีต่อครับ เรื่องภวังค์นี้น่าสนใจมากๆเลยนะครับท่านอาจารย์ และอาจารย์ก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบได้ยอดเยี่ยมมากเลยครับ

กราบขอบพระคุณในความกรุณาของท่านอาจารญเป็นอย่างสูง และระลึกบูชาในพระคุณไว้เหนือเกล้าเสมอครับผม.


โดย พี่เณร [23 มี.ค. 2549 , 10:11:08 น.] ( IP = 58.8.69.164 : : )


  สลักธรรม 9

มาศึกษาทำความเข้าใจเรื่องของ ภวังคจิต ค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์

โดย เซิ่น [23 มี.ค. 2549 , 16:35:26 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 10


เป็นการอธิบายให้เข้าใจเรื่องของภวังคจิตอย่างสั้นๆ แต่เข้าใจได้ง่ายๆ


กราบขอบพระคุณและอนุโมทนา
ที่ท่านอาจารย์กรุณาให้แสงสว่างแก่ชีวิตค่ะ

โดย พี่ดา [24 มี.ค. 2549 , 10:45:25 น.] ( IP = 124.121.172.59 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org