มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คัมภีร์วิสุทธิมรรค สำหรับประชาชน(ตอนที่๒๘)




ตอนที่ (๒๗) อ่านที่นี่

ตอนที่ ๓ จริยาและจริต


คำว่า จริยา ได้แก่ จริยา ๖ ประการ คือ

(๑) ราคจริยา........(๒) โทสจริยา.......(๓) โมหจริยา
(๔) สัทธาจริยา.....(๕) พุทธิจริยา......(๖) วิตกจริยา

อาจารย์บางท่านประสงค์เอาจริยา ๑๔ และจริยา ๘ คือ โดยการระคนกัน(สังสัคคะ) และการรวมกัน(สันนิบาต)แห่งจริยา ๓ ข้างหน้า มีราคะเป็นต้น ได้จริยา ๔ หนึ่งหมวด และจริยา ๓ ข้างหลัง มีสัทธาเป็นต้นก็ได้ เมื่อแยกประเภทออกไปเช่นนี้ จริยาย่อมมีได้มากมายเพราะรวมด้วยจริยา ๓ ข้างหน้า มีราคะ เป็นต้น จริยา ๓ ข้างหลัง มีสัทธาเป็นต้น แต่โดยสังเขปนั้น จริยามีเพียง ๖ เท่านั้น

เนื่องด้วยจริยา ๖ นั้น บุคคลก็มี ๖ จำพวกเหมือนกัน คือ
(๑) คนราคจริยา (๒) คนโทสจริยา (๓) คนโมหจริยา
(๔) คนสัทธาจริยา (๕) คนพุทธิจริยา (๖) คนวิตกจริยา

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 07:03:47 น.] ( IP = 61.91.126.85 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในเวลาเพ็ญกุศล คนราคจริตมีศรัทธากล้า เพราะศรัทธาเป็นคุณที่ใกล้ต่อราคะ ในฝ่ายอกุศลนั้น ราคะเป็นโทษที่สดใสไม่มอซอ และในฝ่ายกุศล ศรัทธาก็เป็นคุณที่แจ่มใส ไม่มัวซัว เช่น ราคะแส่หาวัตถุกาม และศรัทธาก็แสวงหาคุณมีศีลเป็นต้น ราคะไม่ทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์เกื้อกูล และศรัทธาก็ไม่สละสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล

ดังนั้น คนสัทธาจริตจึงกล้าเหมือนราคจริต

ส่วนคนโทสจริตนั้น ในเวลาบำเพ็ญกุศล มีปัญญากล้า เพราะปัญญาเป็นคุณใกล้ต่อโทสะ ในฝ่ายอกุศลโทสะเป็นโทษที่ไม่มีเยื่อใยไม่ติดพันอารมณ์ และในฝ่ายกุศล ปัญญาก็เป็นคุณที่ไม่มีเยื่อใย ไม่พัวพันอารมณ์เช่นกัน อนึ่ง โทสะส่ายหาแก่โทษแม้ที่ไม่เป็นจริง ปัญญาก็สอดหาโทษแต่ที่เป็นจริง โทสะเป็นอาการไม่เอื้ออาทร และปัญญาเป็นอาการที่ไม่เอื้อสังขารเช่นกัน

ดังนั้น คนพุทธจริตจึงเป็นเหมือนคนโทสะจริต

ฝ่ายคนโมหจริตนั้น เมื่อพยายามทำกุศลธรรมอยู่นั้น วิตกทั้งหลายที่เป็นอันตรายต่อการทำกุศลมักจะเกิดขึ้นเพราะวิตกมีสภาวะใกล้ต่อโมหะ การที่โมหะไม่ปักลงไปเพราะมัววุ่นวายอยู่ และวิตกก็ไม่หยุดลง เพราะมัวตรึกไปต่างๆ ไม่รู้จบ อนึ่ง โมหะเป็นโทษไม่ปักลงไป เพราะมัววุ่นวายอยู่ และวิตกก็ไม่หยุดลงเพราะมัวตรึกไปต่างๆ ไม่รู้จบ อนึ่ง โมหะเป็นโทษที่โอนเอนเพราะไม่ปักใจมั่น และวิตกก็เป็นธรรมที่ไหวไปมา เพราะความคิดเปลี่ยนเรื่องเร็ว

ดังนั้น วิตกจึงเหมือนกับโมหจริต

อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า จริยา ๓ อย่างอื่นก็มี โดยเนื่องด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ แต่ว่าตัณหาก็คือราคะนั่นเองมานะก็เกี่ยวด้วยราคะ ฉะนั้น ตัณหา มานะทั้ง ๒ นั้น ก็ไม่บอกเหนือไปจากราคจริยา ส่วนทิฏฐิจริยาก็เป็นไปตามโมหจริยา เพราะทิฏฐิมีโมหะเป็นต้นเหตุอยู่แล้ว

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 07:04:41 น.] ( IP = 61.91.126.85 : : )


  สลักธรรม 2

ต้นเหตุแห่งจริยา

คำถามว่า จริยาเหล่านี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ และเราจะทราบได้อย่างไรว่าบุคคลนี้เป็นราคจริต เป็นต้น

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า จริยา ๓ ข้างต้น มีอาจิณกรรมในภพก่อนเป็นต้นเหตุ มีธาตุและโทษในร่างกายเป็นต้น เป็นเหตุด้วย คนที่พูดจาไพเราะ และมีกรรมที่ดีงามมาแต่ปางก่อน หรือคนที่จุติจากดิรัจฉานมาเกิดย่อมเป็นคนโมหจริต ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จริยา ๓ มีอาจิณกรรมในภพก่อนเป็นต้นเหตุ

อนึ่ง บุคคลเป็นโมหจริต ๓ อย่าง คือ ปฐวีธาตุ และอาโปธาตุหนา เป็นโทสจริต เพราะธาตุ ๒ อย่างนอกจากนี้หนา และเป็นราคจริตเพราะธาตุทั้งปวงเสมอกัน อีกนัยหนึ่งคนที่มากด้วยเสมหะเป็นราคจริต คนที่มากด้วยลมเป็นคนโมหจริต หรือว่าคนที่มากด้วยเสมหะเป็นโมหจริต คนที่มากด้วยลมเป็นราคจริต

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า จริยา ๓ ข้างต้น มีธาตุและโทษในร่างกายเป็นต้นเหตุ แม้คนทั้งหลายที่มากไปด้วยคำพูดอันน่าพอใจ และกรรมที่ดีงามในปางก่อน รวมทั้งคนที่จุติจากสวรรค์มาเกิดนั้น มิได้เป็นราคจริตไปทั้งหมด หรือว่าคนนอกจากนี้ได้แก่ คนที่มากไปด้วยกรรมเวร ไปฟันเขา เป็นต้น คนที่จุติจากนรกมาเกิด ก็มิได้เป็นโทสจริตและโมหจริตทุกคน

อนึ่ง การกำหนดจริยาด้วยความหนาแห่งธาตุทั้งหลาย โดยนัยตามที่กล่าวนั้นก็ไม่แน่นอน และการกำหนดจริยาด้วยโทษในร่างกายนั้น ท่านกล่าวไว้ ๒ อย่าง คือ ราคจริตและโมหจริตเท่านั้น คำที่กล่าวในตอนนี้คำหน้ากับคำหลังผิดกันอยู่แล้ว ส่วนในจริยา ๓ ข้างท้ายนั้น ท่านไม่กล่าวต้นเหตุไว้เลยสักข้อเดียว ดังนั้น คำทั้งหมดจึงเป็นคำที่กล่าวโดยมิได้กำหนดให้ชัดเจน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 07:05:07 น.] ( IP = 61.91.126.85 : : )


  สลักธรรม 3

โดยกำหนดแห่งเหตุในปางก่อนแล้ว สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นคนหนาด้วยโลภะ โทสะ หรือโมหะ ก็มี มากด้วยอโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ ก็มี

ในขณะที่ทำกรรม ผู้ใดมีโลภะกล้า อโลภะอ่อน แต่ว่าอโทสะ อโมหะกล้า โทสะ โมหะเบา อโลภะอ่อนของเขา ย่อมไม่อาจข่มโลภะได้แต่อโทสะ อโมหะกล้า อาจข่มโทสะ โมหะได้ ดังนั้น เมื่อเกิดมาด้วยอำนาจปฏิสนธิกรรมนั้นอำนวยให้ จะเป็นคนโลภ แต่เป็นคนใจเย็น มักไม่โกรธ ฉลาดหลักแหลมราวกับเพชร

ในขณะที่ทำกรรม ผู้ใดมีโลภะและโทสะกล้า อโลภะและอโทสะอ่อนแต่อโมหะกล้า โมหะอ่อน ผู้นั้นเกิดมาด้วยอำนาจปฏิสนธิที่กรรมนั้นอำนวยให้ จะเป็นคนโลภและเป็นคนฉุนเฉียว แต่ว่าเป็นคนฉลาดหลักแหลมราวกับเพชร ดุจพระทัตตาภยเถระ

ในขณะทำกรรม ผู้ใดมีโลภะและโมหะกล้า นอกนั้นอ่อน ย่อมเป็นคนโลภและคนปัญญาทึบ แต่เป็นคนใจเย็น มักไม่โกรธ

ในขณะทำกรรม ผู้ใดมีโลภะ โทสะ โมหะ กล้าทั้ง ๓ ฝ่ายกุศลมีอโลภะเป็นต้นอ่อน เขาจะเป็นคนโลภ ฉุนเฉียว และลุ่มหลง

ในขณะทำกรรม ผู้ใดมีอโลภะ และโทสะ โมหะกล้า นอกนั้นอ่อน ก็จะเป็นคนไม่โลภ และมีกิเลสน้อย เห็นอารมณ์เป็นทิพย์ก็นิ่งเฉยอยู่ได้ แต่เป็นคนฉุนเฉียวและปัญญาทึบ

ในขณะทำกรรมผู้ใดมีอโลภะ อโทสะ และโมหะกล้า นอนนั้นอ่อน ก็จะเป็นคนไม่โลภและใจเย็น แต่เป็นคนปัญญาทึบ

ในขณะทำกรรม ผู้ใดอโลภะ โทสะ อโมหะกล้า นอกนั้นอ่อน ก็จะเป็นคนไม่โลภและฉลาด แต่เป็นคนฉุนเฉียวมักโกรธ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 07:05:32 น.] ( IP = 61.91.126.85 : : )


  สลักธรรม 4

ในขณะทำกรรมผู้ใดมีฝ่ายกุศลทั้ง ๓ มีอโลภะเป็นต้น ฝ่ายอกุศลอ่อน เขาเป็นคนไม่โลภ ไม่เป็นคนฉุนเฉียว และฉลาดด้วย ดุจพระมหาสังฆรักขิตเถระ

คนโลภนั้นได้แก่คนราคจริต คนฉุนเฉียวและคนปัญญาทึบ ได้แก่คนโทสจริตและคนโมหจริต คนฉลาดได้แก่คนพุทธิจริต คนไม่โลภและไม่ฉุนเฉียวได้แก่ คนสัทธาจริต เพราะคนไม่โลภและไม่ฉุนเฉียวนั้น ปกติมีความแจ่มใส

อนึ่ง ปฏิสนธิชนกกรรม (กรรมก่อให้เกิดปฏิสนธิ) เพราะเหตุมีโลภะเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแวดล้อมกันและกัน เป็นต้นเหตุจริยาทั้งหลาย กล่าวคือ คนที่เกิดมาด้วยกรรม มีอโมหะเป็นเครื่องแวดล้อมเป็นคนพุทธิจริต คนที่เกิดมาด้วยกรรมมีศรัทธาแรงเป็นเครื่องแวดล้อม เป็นคนวิตกจริต คนที่เกิดมาด้วยกรรมเป็นเครื่องแวดล้อม มีโลภะเป็นต้น เจือกัน เป็นคนจริตเจือปนด้วยกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 07:06:04 น.] ( IP = 61.91.126.85 : : )


  สลักธรรม 5

มาศึกษาต่อในเรื่องของจริต ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2549 , 17:16:07 น.] ( IP = 61.91.201.118 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องอุ๊ [24 มี.ค. 2549 , 19:08:37 น.] ( IP = 61.47.127.247 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org