| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๔๕)
ตอนที่ (๑๔๔) อ่านที่นี่
คำบรรยายพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ (ครั้งที่ ๒๑)
ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๘
ผมได้แสดงถึงวิถีคือการทำงานของจิต เมื่อได้กระทบกับอารมณ์ต่างๆ มาแล้วตั้งแต่เมื่อคราวก่อน แต่เป็นการแสดงโดยทั่วไป กับได้อธิบายถึงคำว่า ภวังคจิต ว่าเป็นจิตที่ทำหน้าที่การงานอะไรมาแล้ว พร้อมทั้งภวังค์ที่มีชื่อว่า อตีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ นั้นด้วย
ต่อไปนี้ ผมจะได้บรรยายถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางปัญจทวารวิถีสักทวารหนึ่ง แต่ผมจะต้องขอร้องต่อท่านประการหนึ่งเหมือนกัน คือขอให้คิดอยู่เสมอว่า ผมอธิบายถึงจิตประเภทต่างๆ ได้ทีละตัวๆ เท่านั้น พูดให้เร็วตามความเร็วของจิตไม่ได้ เวลาจิตเกิดการเห็นหรือได้ยินขึ้นมา วิถีทางปัญจทวารที่เกิดขึ้นมา ๑๗ ขณะจิตนั้น เกิดขึ้นเป็นอันมากทั้งวิถีที่เกิดขึ้นทำงานทางมโนทวารก็มิใช่เล็กน้อย ขอให้ท่านได้ระลึกถึงความเกิดดับรวดเร็วของจิตรวมลงไปด้วย
ผมได้เคยบรรยายมาแล้วว่า อยู่เฉยๆ จิตจะเกิดขึ้นมาเอง ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ มันจะต้องมีเหตุ และเหตุที่จะทำให้จิตเกิดนั้น ก็คือการร่วมประชุมกันของเหตุหลายเหตุด้วยกัน เช่น จะต้องมีรูปารมณ์ อันได้แก่คลื่นแสงที่จะมากระทบกับตา จะต้องมีจักขุปสาทะ อันได้แก่ประสาทตาที่ดีไม่ชำรุดเสียหาย แล้วพร้อมกันนั่นเองจะต้องมีจิตใจเข้าร่วมด้วยในการประชุมของเหตุเหล่านี้พร้อมเพรียงกัน เราจึงเรียกว่า ผัสสะ ซึ่งได้แก่การกระทบ อันจะก่อให้เกิดจักขุวิญญาณ คือ "เห็น" เกิดขึ้น โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 16:42:30 น.] ( IP = 61.91.201.118 : : )
สลักธรรม 1
คำว่าภวังคจิต ผมก็ได้บรรยายมาแล้วว่า เป็นจิตรักษาภพชาติ เป็นจิตที่มิได้มีความสำนึกรู้สึกตัว เหมือนกับคนนอนหลับสนิท และเป็นจิตที่จับแต่อารมณ์เดิมที่ได้มาเก่าตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ ฉะนั้นคำว่า อตีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ อันเป็นจิตหมายเลข ๑, ๒, ๓ นั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นภวังค์ทั้งหมด ไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวทั้งหมด
และคำว่า "อตีต" ที่มาเติมข้างหน้า "จลนะ" และ "ปัจเฉทะ"ที่มาเติมเข้าข้างหลังนั้น ก็เพื่อจะให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงคำว่าภวังค์ที่มีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะอตีตภวังค์นั้นหมายถึงการที่ภวังคจิตได้รับกระทบกับรูปารมณ์ คือคลื่นแสงที่สะท้อนเข้ามา สำหรับภวังคจลนะนั้น หมายถึงการที่ภวังค์ไหวสะเทือน อันเกิดจากการกระทบต่อมา และภวังคุปัจเฉทะนั้น หมายถึงจิตดวงสุดท้ายที่เป็นภวังค์ จึงใช้คำว่าตัดกระแสภวังค์ ได้แก่ความเป็นภวังค์จะขาดลงในจิตดวงนี้แล้ว ต่อจากจิตดวงนี้ไป จิตจะขึ้นวิถีรับอารมณ์ใหม่ คือ รูปารมณ์ที่มากระทบต่อไป
ด้วยเหตุที่รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสงที่เข้ามากระทบกับจิตนั้น มีความเกิดดับช้ากว่าจิตมาก และช้ากว่าจิตอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย ดังจะเห็นได้ว่า จิตเกิดดับติดต่อกันโดยรวดเร็วไปถึง ๑๗ ขณะแล้ว รูปจึงจะดับครั้งหนึ่ง เหตุนี้ ตั้งแต่อตีตภวังค์ไปจนถึงตทาลัมพนะ รูปจึงดับเพียงรูปเดียว แต่จิตดับไปถึง ๑๗ ขณะ
จิตที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดตั้งแต่จิตหมายเลข ๔ เป็นต้นไปจนถึงหมายเลข ๑๗ เป็นจิตที่จับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบ และเพราะเหตุที่จับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบดังนี้เอง จึงใช้คำว่า "วิถี" ซึ่งหมายความว่า จิตที่ขึ้นวิถีนั้น เป็นจิตที่กำลังทำงานกันอย่างสลับซับซ้อน มีขบวนการทำงานกันอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งถ้าไม่ได้อาศัยสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จะทราบไม่ได้เลย โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 16:43:14 น.] ( IP = 61.91.201.118 : : )
สลักธรรม 2ปัญจทวารวิถี อติมหันตารมณ์
O ๑. อดีตภวังค์   ภวังค์จากอดีต O ๒. ภวังคจลนะ   ภวังค์ไหว O ๓. ภวังคุปัจเฉทะ   ตัดกระแสภวังค์ O ๔. ปัญจทวาราวัชนะ   การพิจารณาอารมณ์ที่มากระทบ O ๕. ปัญจวิญญาณ   (จักขุ โสต ฆานะ ชิวหา กายวิญญาณ) O ๖. สัมปฏิจฉนะ  การรับอารมณ์ O ๗. สันตีรณะ  การพิจารณาอารมณ์ O ๘. โวฏฐัพพนะ  การตัดสินอารมณ์ O ๙. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๐. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๑. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๒. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๓. ชวนะ   เสพอารมณ์ O ๑๔. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๕. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๖. ตทาลัมพนะ  ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ O ๑๗. ตทาลัมพนะ  ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ O - ภวังค์
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 16:43:38 น.] ( IP = 61.91.201.118 : : )
สลักธรรม 3
จิตดวงที่ ๔ ชื่อ ปัญจทวาราวัชนะนั้น ปัญจะ แปลว่า ๕ , ทวาร แปลว่า ประตู, อาวัชชนะ แปลว่า เครื่องรับกระทบอารมณ์ใหม่คือ การพิจารณาอารมณ์ที่มากระทบทางประตูทั้ง ๕
จิตดวงที่ ๔ ที่เรียกชื่อว่า ปัญจทวาราวัชนะ แล้วแปลว่า การพิจารณาอารมณ์ที่มากระทบนั้น ผู้ไม่มีความสันทัดในวิถีจิต ก็จะคิดหรือเข้าใจไปว่าการพิจารณานั้น หมายถึงความคิดนึกตรึกตรอง และถ้าเข้าใจเช่นนั้น ก็จะเป็นความเข้าใจที่ผิดมากทีเดียว ดังนั้น ผมจึงขออธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบด้วย ท่านจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น
สมมุติว่า มีแมงมุมตัวหนึ่ง มันชักใยขึ้นไว้เพื่อจะดักสัตว์ แมลงเล็กๆ ที่โง่ๆ ไม่รู้เดียงสาก็จะบินมาติดได้โดยง่าน แมงมุมชักใยเอาไว้ดักสัตว์ที่มาติดแล้วอาศัยสัตว์ที่มาติดใยนั้น เพื่อความดำรงอยู่ของชีวิต มันไม่ต้องไปหากินที่ไหนให้เหนื่อยยาก เสียเวลากับการชักใยไว้เท่านั้น จึงได้ชื่อว่า ทำตนเป็นเสือนอนกิน แล้วเลี้ยงดูลูกหลานของมันให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อๆ กันมา
สมมุติว่า แมงมุมตัวนี้ชักใยเพื่อจะดักสัตว์ เส้นใยที่ขึงโยงเอาไว้เป็นหลักนั้นมีอยู่ ๕ เส้นด้วยกัน แล้วจึงขึงเส้นใยลงเป็นวงรอบๆ เส้นทั้ง ๕ นั้นอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วมันก็จะเฝ้าคอยระวังอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของเส้นใยนั้น คอยว่าเมื่อใดเหยื่อของมันจะมาติดที่ใยนั้นต่อไป โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 16:43:57 น.] ( IP = 61.91.201.118 : : )
สลักธรรม 4
แมงมุมมันจะรู้ว่ามีแมลงแม้แต่ตัวเล็กหรือตัวน้อยเท่าใดมาติดข่าย เพราะว่ามันมีความกระเทือนถึงตัวมันอย่างชัดเจน แต่ปัญหาเกิดขึ้นมาว่า มันรู้ได้อย่างไรว่ากระเทือนมาทางด้านไหน มันจะได้ไปจับแมลงมากินทางด้านนั้น แน่นอนทีเดียว ความกระเทือนที่แมลงเล็กๆ มากระทบ มันย่อมประกาศโดยตัวของมันเองว่า มากระทบทางเส้นใยที่ ๑ ที่ ๒ หรือที่ ๕ ดังนั้น มันจึงออกไปจับเหยื่อของมันได้โดยไม่ผิดพลาด
วิถีจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ทางปัญจทวารก็เหมือนกัน เมื่อคลื่นแสงมากระทบกับประสาทตา ก็เหมือนแมลงมาติดใย ซึ่งก็ได้แก่ อตีตภวังค์ ความกระเทือนก็เหมือนกับภวังคจลนะ และการขยับตัวของแมงมุมจะออกจากที่ก็เหมือนกับภวังคุปัจเฉทะ หลังจากนี้แล้ว แมงมุมก็จะก้าวเดินออกจากที่ เหมือนจิตเกิดต่อจากนี้จะขึ้นวิถีรับอารมณ์ใหม่
การที่แมงมุมจะออกเดินไปยังทิศทางใดในเส้นใยทั้ง ๕ นั้น เป็นตอนที่แมงมุมจะต้องรู้ว่า ความกระเทือนนั้นมาจากเส้นใยที่ ๑ ที่ ๒ หรือที่ ๕ ในขณะนี้รู้แน่ว่า แมลงเล็กๆ มาติดทางเส้นใยที่ ๑ เข้าแล้ว ซึ่งก็เหมือนกับจิตดวงที่ ๔ ที่เรียกว่า ปัญจทวาราวัชชนะ พิจารณาอารมณ์ที่มากระทบทั้ง ๕ ทวาร คือประตูทั้ง ๕ ว่ามากระทบตา หู จมูก ลิ้น หรือกระทบกาย
แล้วจิตดวงนี้เองมีหน้าที่รู้ว่ามากระทบทางทวารไหน แล้วมีหน้าที่เสมือนหนึ่งเปิดประตูให้จิตได้ทำงานทางประตูนั้น เช่น ขณะนี้จิตได้รับประทบอารมณ์ทางตาก็จะเปิดประตูให้จักขุวิญญาณได้เกิดขึ้นทำการเห็นต่อไป เป็นต้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [24 มี.ค. 2549 , 16:44:16 น.] ( IP = 61.91.201.118 : : )
สลักธรรม 5ยิ่งอ่านตอนนี้ ผมรู้สึกสนุกเลยครับกับการยกตัวอย่างของท่านอาจารย์ครับ และคิดตามไปได้อย่างชัดเจนเลยครับผม
เรื่องวิถีจิตนี้ สำคัญมากเลยนะครับผม เพราะจะเห็นถึงสภาวะความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าทางทวารใด เพื่อเข้าใจถูกต้องตามพระปรมัตถธรรมเลยครับ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ ที่นำความรู้และคำอธิบายที่รัดกุมมาสู่ใจเสมอเลยครับ ผมระลึกในพระคุณของท่านอาจารย์ไว้เหนือเกล้าครับ.
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [24 มี.ค. 2549 , 18:48:49 น.] ( IP = 58.8.69.13 : : )
สลักธรรม 6กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
โดย น้องอุ๊ [24 มี.ค. 2549 , 19:04:16 น.] ( IP = 61.47.127.247 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
โดย เซิ่น [24 มี.ค. 2549 , 20:28:55 น.] ( IP = 58.10.92.145 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |