| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๔๖)
ตอนที่ (๑๔๕) อ่านที่นี่
ปัญจทวารวิถี อติมหันตารมณ์
O ๑. อดีตภวังค์   ภวังค์จากอดีต O ๒. ภวังคจลนะ   ภวังค์ไหว O ๓. ภวังคุปัจเฉทะ   ตัดกระแสภวังค์ O ๔. ปัญจทวาราวัชนะ   การพิจารณาอารมณ์ที่มากระทบ O ๕. ปัญจวิญญาณ   (จักขุ โสต ฆานะ ชิวหา กายวิญญาณ) O ๖. สัมปฏิจฉนะ  การรับอารมณ์ O ๗. สันตีรณะ  การพิจารณาอารมณ์ O ๘. โวฏฐัพพนะ  การตัดสินอารมณ์ O ๙. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๐. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๑. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๒. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๓. ชวนะ   เสพอารมณ์ O ๑๔. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๕. ชวนะ  เสพอารมณ์ O ๑๖. ตทาลัมพนะ  ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ O ๑๗. ตทาลัมพนะ  ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ O - ภวังค์
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 มี.ค. 2549 , 09:46:19 น.] ( IP = 58.136.206.178 : : )
สลักธรรม 1
เมื่อภวังคุปัจเฉทะสิ้นสุดลงแล้ว ปัญจทวาราวัชชนะก็จะเกิดขึ้นต่อไป คือตัวการพิจารณาในอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ใช้คำว่าพิจารณาจึงมิได้นั่งคิดนึกตรึกตรอง ดังถ้อยคำตามตัวหนังสือ หากแต่เป็นตัวการรู้ว่า รูปหรือเสียง กลิ่น รส หรือสัมผัสทางกาย มากระทบกันแน่ เมื่อมากระทบทางทวารใดก็จะเปิดประตูให้เกิดอารมณืเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสต่อไป
จึงมีหน้าที่เหมือนกับนายประตูที่คอยเปิดประตูให้ผู้ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเจ้านายเข้าไป แต่ประตูนั้นมีหลายบาน จึงต้องรู้ว่า ใครหรือผู้ใดมาหาเจ้านาย ควรจะเปิดประตูไหนจึงจะเหมาะสม
ด้วยเหตุที่จิตดวงนี้เป็นเสมือนหนึ่งนายประตู นายประตูนั้นมีหน้าที่เปิดและปิดเท่านั้น ไม่ได้รับผิดชอบอะไรมากนัก ฉะนั้นจึงจัดว่าจิตดวงนี้ ไม่อยู่ในฐานะเป็นบุญหรือเป็นบาป แต่จัดเข้าไปเป็นกิริยา สักแต่ว่ากระทำเท่านั้นเอง
จิตที่ชื่อว่า ปัญจทวาราวัชชนะ เป็นจิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์ใหม่ คือรับอารมณ์แสงหรือเสียงเป็นต้น ที่มากระทบตาหรือกระทบหู ไม่เหมือนกับภวังค์ทั้ง ๓ ตัวแรกที่เป็นจิตรับอารมณ์มาแต่อดีตตั้งแต่เกิดขึ้นมา และมิได้มีความสำนึกรู้สึกตัวแต่ประการใด
สำหรับจิตดวงที่ ๕ เรียกว่า "ปัญจวิญญาณ" นั้น ปัญจะ แปลว่า ๕, วิญญาณ แปลว่า รู้อารมณ์ รวมกันเข้าก็คือ รู้อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และทางกาย ทั้ง ๕ ทาง หรือ ๕ ทวาร โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 มี.ค. 2549 , 09:47:11 น.] ( IP = 58.136.206.178 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อจิตดวงที่ ๔ อันได้แก่ปัญจทวาราวัชชนะ คือนายทวาร หรือนายประตู ได้เปิดประตูทางตาแล้ว จิตดวงที่ ๕ คือ จิต "เห็น" ก็จะเกิดขึ้น เมื่อจิตดวงที่ ๔ เปิดประตูทางหูให้แล้ว จิตดวงที่ ๕ ก็จะทำการ "ได้ยิน" แล้วก็อาจจะเปิดประตูให้ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้รู้สึกถูกต้องสัมผัสต่อไป เมื่อารมณ์นั้นๆ ได้มากระทบ แล้วแต่นายประตูดวงที่ ๔ จะเปิดประตูทางไหนให้ ทั้งนี้เป็นไปตามที่อารมณ์ทั้งหลายมากระทบจริงๆ จะเกิดจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ อารมณ์เห็น ได้ยิน เป็นต้น
ที่ผมได้กล่าวนี้ ท่านนักศึกษาก็จะต้องระวังอยู่ข้อหนึ่ง คือ จิตดวงนี้ยังไม่มีความสามารถเห็นอะไร หรือได้ยินอะไรจริงๆ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าได้กลิ่น สักแต่ว่ารู้รส สักแต่ว่ารู้สัมผัสทางกาย ยังมิได้ล่วงเลยไปถึงการรู้ การเห็นอะไร และยังมิได้เกิดขึ้นซึ่งความยินดีหรือความยินร้ายประการใดด้วย จึงเป็นจิตที่เรียกว่า วิบาก อันเป็นจิตที่เป็นผลของกรรม หรือจิตที่ได้รับช่วงสืบต่อการกระทำมาแล้วเก่าๆ เป็นตัวเข้ามาทำหน้าที่นี้ แต่อย่างไรก็ดีตั้งแต่จิตดวงนี้ไปจนถึงดวงที่ ๑๗ เป็นจิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์ใหม่ จิตจะจับกับอารมณ์ที่มากระทบในทวารใดทวารหนึ่ง ทั้ง ๕ ทวารเหล่านั้น
สำหรับจิตดวงที่ ๖ ที่ ๗ ได้แก่ สัมปฏิจฉนะ และสันตีรณะ ก็เป็นวิบากจิตที่รับช่วงสืบต่อมาจากวิญญาณ ๕ แต่ในขณะนี้จับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบ
สัมปฏิจฉนะเป็นเสมือนคนกลางที่รับช่วง คือรับมาแล้วก็ส่งต่อ เหมือนกับการขนอิฐขึ้นจากเรือ สัมปฏิจฉนะเหมือนกับคนที่ยืนบนริมฝั่งข้างเรือบรรทุกอิฐ มีหน้าที่รับอิฐที่คนในเรือโยนมาให้ เมื่อรับได้แล้วก็โยนต่อไปให้แก่คนส่งไปอีกทีหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าเป็นคนกลางรับมาแล้วส่งต่อ มิได้มีหน้าที่กระทำอย่างอื่น
นอกจากนี้ สัมปฏิจฉนะจิตนี้เป็นวิบาก เป็นจิตที่สืบต่อมาจากจิตเห็น จิตได้ยิน เป็นต้น แล้วแต่อารมณ์ที่มากระทบนั้น แต่ตัวของมันเองมิได้ชื่อว่ากระทำบาปหรือกระทำบุญประการใด เป็นเพียงตัวรับช่วงต่ออารมณ์ ด้วยหวังว่าการรับรู้อารมณ์จะได้สมบูรณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นตัวเข้ามาช่วยให้งานการเห็น การได้ยิน เป็นต้น ได้สำเร็จลง โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 มี.ค. 2549 , 09:47:50 น.] ( IP = 58.136.206.178 : : )
สลักธรรม 3
สำหรับสันตีรณะ แปลว่า พิจารณาอารมณ์ แต่ก็หาใช่การนั่งคิดนั่งพิจารณาจริงๆ เหมือนตัวหนังสือ หรือตามความเข้าใจของใครๆ ไม่ หากแต่เป็นวิบากจิตซึ่งจะเป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบาก็ได้ ที่เข้ามาร่วมในการสเนอเพื่อให้โวฏฐัพพนะจิต ซึ่งเป็นตัวตัดสินอารมณ์ว่าเห็นอย่างไร ผมขอให้ท่านนักศึกษาดูปละได้ทำความเข้าใจตามตัวอย่างต่อไปนี้
ก O U ท่านนักศึกษา ท่านเห็นอะไรที่ผมเขียนเอาไว้บนกระดานดำหรือไม่ ท่านก็คงจะตอบคำถามนี้ว่า เห็น ก.ไก่ เห็นรูปวงกลม เห็นรูปเกือกม้า
คลื่นของแสงที่สะท้อนจาก ก.ไก่ วงกลม และรูปเกือกม้า มีความรวดเร็วยิ่งนัก เพราะคลื่นแสงนั้นเดินทางได้วินาทีละตั้ง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาที ส่วนจิตใจนั้นเล่า ก็มีความเกิดดับรวดเร็วอย่างเหลือเกิน ผมจึงขอถามท่านว่า การที่เราเห็นรูป ก.ไก่ นั้น คลื่นของแสงกระทบกับ ก.ไก่ ครั้งเดียวเท่านั้นหรือ เราจึงเห็นเป็น ก.ไก่ ได้
แน่นอนละ คลื่นของแสงย่อมจะสะท้อนเข้ามากระทบกับตาจากตัว ก.ไก่ นั้นทีละจุดๆ ตั้งมากมาย ถึงจะเห็นเป็นรูปร่าง ก.ไก่ ได้ เหมือนกับเราเห็นหน้าคน รู้ว่าเป็นหน้าของผู้หญิง และสวยด้วย เราก็มิใช่ว่าจะเห็นเฉพาะที่คิ้ว ที่ตา หรือที่ปากเท่านั้น และทั้งมิใช่จะเห็นได้ในขณะจิตหรือวิถีเดียว หากแต่เกิดวิถีเช่นนี้เสียมากมายก่ายกอง เช่น เห็นที่ตา ที่แก้ม ที่จมูก ที่ปาก ที่คาง ที่ผม เหล่านี้เป็นต้น แล้วจึงจะเอาสิ่งที่เห็นแต่ละส่วนมารวมกัน แล้วจึงจะตัดสินว่าเป็นหญิง แล้วจึงจะตัดสินว่าเป็นคนสวย โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 มี.ค. 2549 , 09:48:10 น.] ( IP = 58.136.206.178 : : )
สลักธรรม 4
โดยทำนองเดียวกันนี้เอง ผู้เห็น ก.ไก่ เห็นรูปวงกลม เห็นรูปเกือกม้า แล้วเห็นรูปลักษณะนั้นๆ วิถีจิตจึงได้เกิดขึ้นมากมายทีละจุดทีละจุดต่อๆ กันไป จนเป็นรูป ก.ไก่ จนเป็นรูปวงกลม จนเป็นรูปเกือกม้า
นี่ว่าตามหลักความจริงของคลื่นแสงที่สืบต่อ(สันตติ) เข้ามากระทบกับจิตที่ประสาทตามากมาย และหลักความรวดเร็วของจิตใจ ที่มีความรวดเร็วมากยิ่งกว่าความรวดเร็วของอะไรทั้งสิ้น
แต่ตามสามัญสำนึกของบุคคลแล้ว รู้สึกว่าเห็นรูปเหล่านั้นในฉับพลันทันที เพราะความรวดเร็วของปรากฏการณ์ธรรมชาติดังนี้เอง จึงทำให้มนุษย์เป็นผู้ตกอยู่ในความโง่เขลาเบาปัญญาในปัญหาของการรับอารมณ์ ตามทวารต่างๆ จึงได้อยู่ในฐานะเป็นข้าช่วงใช้ของธรรมชาตินี้ตลอดเวลาอันยาวนานจนนับเวลาที่เกิดมาไม่ได้ว่าเป็นการเกิดในครั้งที่เท่าใด โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 มี.ค. 2549 , 09:48:32 น.] ( IP = 58.136.206.178 : : )
สลักธรรม 5
ผมยกตัวอย่างทางทวารตาขึ้นมาให้ท่านนักศึกษาได้พิจารณาแล้ว ก็อาจก่อให้เกิดความยุ่งยากลำบากใจบ้างเป็นแน่ ผมจึงขอยกตัวอย่างขึ้นมาใหม่อีกสักทวารหนึ่ง คือ ทางชิวหาทวาร ให้ท่านได้คิดพิจารณาตามไปด้วย
เมื่อเราตักอาหารจากในจานขึ้นมาใส่ปาก เราก็จะทราบได้ในทันที ว่าอาหารจานนี้ คือ หมี่กรอบ ทั้งๆ ที่เรายังมิได้มองดูลงไปจริงๆ หรืออยู่ในความมืด การที่เราทราบว่ามันคือหมี่กรอบนั้น ก็เพราะได้เกิดความรู้สึกในการกระทบอารมณ์หลายครั้วหลายหนและหลายทวาร
อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทบทวารใดก็ตาม จะเกิดขึ้นมาได้ครั้งละ ๑ อารมณ์เท่านั้น จะเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ๒ หรือหลายอารมณ์หาได้ไม่ เมื่ออารมณ์หนึ่งดับลงไปแล้ว จึงจะเกิดอารมณ์ต่อไปได้ (เช่นหัวเราะกับร้องไห้ย่อมเกิดคนละครั้ง) และอารมณ์อะไรก็ตามที่เด่นกว่าก็จะทำความรู้สึกในการกระทบนั้นก่อน
เมื่อลิ้นได้กระทบกับรสเปรี้ยว แล้วจึงมากระทบกับเค็ม แล้วจึงมากระทบกับหวานแล้วจึงมากระทบกับเผ็ด
ในขณะที่ลิ้นรับรสต่างๆ ตั้งหลายอย่างอยู่นั้น จิตก็เกิดขึ้นมารับสัมผัสมากมายจึงกล่าวได้ว่า ทั้งรูปทั้งนามมาปรากฏ แล้วก็ดับไปติดต่อกันอยู่ไม่ขาดสายเป็นอันมาก แต่ในขณะนี้ หาได้ทราบไม่ว่า เรากำลังกินหมี่กรอบอยู่มิได้ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 มี.ค. 2549 , 09:49:01 น.] ( IP = 58.136.206.178 : : )
สลักธรรม 6
การที่เรารู้ว่ากำลังกินอะไรนั้น มันจะต้องรับสัมผัส เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด และบางทีก็จะต้องอาศัยทางตาคือเห็นรูป ทางจมูกคือได้กลิ่นหอม ทางกายคือรู้สึกกระทบที่เราพูดกันว่า กรอบ ทั้งนี้ท่านก็จะเห็นได้ว่า มันเกิดมากวิถี มากทวารเพียงใด แล้วยังจะต้องอาศัยวิถีทางมโนทวารร่วมด้วยอีกเป็นอันมาก จึงจะตัดสินได้ว่า กิน หมี่กรอบ และอร่อยหรือไม่ รสชาติเป็นอย่างไร
จิตที่ชื่อว่า สันตีรณะนั้น ได้กระทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ ก็เหมือนกับการเสนอเรื่องราว หรือยกเรื่องราวที่เคยได้ผ่านมาแล้วในอดีต ออกมาร่วมกับการเห็นหรือรู้รสในขณะปัจจุบัน หรือเหมือนกับตำรวจได้เสนอเรื่องราวของผู้ต้องหาให้ศาลได้พิจารณา โดยบรรยายในฟ้องนั้นถึงเรื่องการกระทำของจำเลยที่ได้กระทำความผิด ตลอดจนเรื่องราวในอดีตของจำเลยที่ได้ผ่านมาแล้วด้วย
สันตีรณะเป็นจิตที่เข้ามาร่วมการงานดังกล่าว เพื่อให้ความสำเร็จของอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้น จึงเป็นวิบากจิต มิได้เป็นจิตที่กระทำบาปหรือกระทำบุญแต่ประการใด เป็นจิตที่เป็นผลของกรรมที่ได้ทำมาแล้วตั้งแต่อดีตนั่นเอง
ด้วยเหตุดังนี้เอง สันตีรณะจึงเสนอรูปที่เห็นตัว ก.ไก่ เห็นรูปวงกลม เห็นรูปเกือกม้า และลิ้นที่ลิ้มรสต่างๆ พร้อมกับการเปรียบเทียบกับอารมณ์ที่ได้รับมาจากในอดีต หรือยกอารมณ์ในอดีตที่เคยได้รับมาแล้วเข้ามาเปรียบเทียบ และเมื่อเอาอดีตกับปัจจุบันเข้ามาพิจารณาแล้ว จึงเสนอเรื่องให้แก่โวฏฐัพพนจิต คือจิตที่จะตัดสินอารมณ์ต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [25 มี.ค. 2549 , 09:49:22 น.] ( IP = 58.136.206.178 : : )
สลักธรรม 7
อดีตย่อมต้องมีส่วนร่วมกับปัจจุบันเสมอ จิตจึงจะตัดสินอารมณ์ต่างๆต่อไป
![]()
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนา
ที่ท่านอาจารย์กรุณาให้แสงสว่างแก่ชีวิตค่ะ
โดย พี่ดา [27 มี.ค. 2549 , 10:01:10 น.] ( IP = 124.121.172.24 : : )
สลักธรรม 8เห็นชัดเลยครับ กับสิ่งที่ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างมานั้น ทำให้สามารถเข้าใจเรื่องจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ได้เลยครับ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับและเทิดพระคุณไว้เหนือเกล้าครับ
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [27 มี.ค. 2549 , 10:53:33 น.] ( IP = 58.8.90.243 : : )
สลักธรรม 9กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ..กับการอธิบายการทำงานของจิตในวิถี
โดย เซิ่น [27 มี.ค. 2549 , 21:36:42 น.] ( IP = 61.91.126.63 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |