มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสงสว่างของชีวิต (๑๔๙)






ตอนที่ (๑๔๘) อ่านที่นี่

มโนทวารวิถี วิภูตารมณ์


O    ๑. ภวังคจลนะ     ภวังค์ไหว
O     ๒. ภวังคุปัจเฉทะ    ตัดกระแสภวังค์
O     ๓. มโนทวาราวัชนะ     พิจารณาอารมณ์ทางใจ
O     ๔. ชวนะ     เสพอารมณ์
O     ๕. ชวนะ     เสพอารมณ์
O     ๖. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๗. ชวนะ     เสพอารมณ์
O     ๘. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๙. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๑๐. ชวนะ     เสพอารมณ์
O    ๑๑. ตทาลัมพนะ     ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ
O     ๑๒. ตทาลัมพนะ     ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ
O     - ภวังค์

ภวังคจลนะ = ภวังค์ไหว

ภวังคจลนะอันได้แก่ภวังค์ที่ได้รับการกระทบอารมณ์ จนกระทั่งไหวขึ้นมานี้ ผมก็ได้อธิบายมาแล้วตั้งแต่แสดงวิถีจิตทางปัญจทวาร แต่เมื่อมาถึงภวังคจลนะทางมโนทวารวิถีแล้ว ก็มีข้อความที่ควรจะเพิ่มเติมอีกบ้าง เพราะจะไม่เหมือนกับทางปัญจทวารวิถีไปทั้งหมด

ท่านนักศึกษาคงจะจำได้ว่า ทางปัญจทวารวิถีนั้น เริ่มต้นด้วยอตีตภวังค์ แต่เมื่อมาถึงวิถีทางมโนทวาร ท่านจะมองไม่เห็นอตีตภวังค์ หากแต่เริ่มต้นด้วยภวังคจลนะเลยทีเดียว เหตุใดจึงได้เป็นเช่นนั้น การงานของจิตทางมโนทวารวิถี ทำไมจึงไม่ต้องใช้อตีตภวังค์ อันเป็นตัวการรับประทบ แต่เป็นภวังคจลนะ คือ ภวังค์ไหวเลยทีเดียว

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:13:20 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

การกระทบอารมณ์ทางปัญจทวาร คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น อารมณ์ที่มากระทบเป็นอารมณ์ที่หยาบ เช่น คลื่นแสง คลื่นเสียง เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับอารมณ์ทางมโนทวาร มิหนำซ้ำอารมณ์ทางปัญจทวารยังเป็นอารมณ์ที่มาจากภายนอกแล้วเป็นการกระทบซึ่งหน้าโดยตรงทีเดียว ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่เข้ามากระทบทางมโนทวารเป็นอารมณ์ที่ประณีตกว่า ทั้งยังเป็นอารมณ์ที่รับช่วงต่อมาจากทางปัญจทวารแล้ว

ถ้าท่านนักศึกษามีญาติหรือมีมิตรที่สนิท ก็ย่อมจะทำการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือจะปรึกษาหารือการงาน หรือจะไหว้วานอะไรกันก็ย่อมจะเป็นไปโดยง่าย ผิดกับคนอื่นที่เราไม่รู้จักคุ้นเคย ย่อมจะติดต่อการงานหรือจะช่วยเหลืออะไรกันได้ยาก

อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางมโนทวารก็เหมือนกัน เป็นอารมณ์ที่รับช่วงการงานมาจากทางปัญจทวารแล้วทั้งนั้น แม้จะเกิดอารมณ์ขึ้นทางมโนทวารโดยตรง เช่น คิด นึก ตรึกตรอง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์เก่าๆ ที่เก็บเอาไว้ภายในจิตใจ แล้วจึงเอาอารมณ์เหล่านั้นมาคิดนึกตรึกตรองอีกทีหนึ่ง

การที่จิตเกิดขึ้นทางมโนทวารแล้วอารมณ์ที่เข้ามากระทบกับจิตทางมโนทวารจะเป็นอารมณ์ที่ใหม่เอี่ยม หรือไม่เคยผ่านทางปัญจทวารมาก่อนก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้

การที่จิตเกิดอารมณ์ขึ้นทางมโนทวาร แล้วจะต้องผ่านวิถีทางปัญจทวารมาก่อน หรือความคิดนึกตรึกตรอง อันเอามาจากอารมณ์เก่าๆ ที่ได้เก็บเอาไว้ เอามากลั่นกรองเสียใหม่ดังนี้ จึงเปรียบเหมือนคนที่เป็นญาติ หรือคนที่คุ้นเคยกันมาก่อน การงานต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่เกี่ยวกับการติดต่อกับบุคคลเหล่านี้ จึงสำเร็จสมความประสงค์ได้ง่ายกว่าคนแปลกหน้าที่เราไม่คุ้นกันเลย

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:14:03 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 2

จิตเกิดทางปัญจทวาร อารมณ์ที่มากระทบ เช่น แสง เสียง เป็นต้น ย่อมจะเป็นอารมณ์ที่หยาบ ที่เกิดขึ้นภายนอกเข้ามาหยาบกว่ามโนทวารมาก อย่างเทียบกันไม่ได้เหมือนคนที่อยู่ภายนอกไม่คุ้นเคยกันมา จึงย่อมจะทำหรือตกลงการงานอะไรต้องเพิ่มระเบียบ หรือมีความสลับซับซ้อนมากกว่า ด้วยเหตุนี้เอง อารมณ์ทางปัญจทวารวิถีจึงต้องมีการงานต่อๆ กันไปเป็นชั้นๆ เช่น กระทบเสียก่อน เรียกว่า อตีตภวังค์ แล้วจึงไหวสะเทือนขึ้น เรียกว่า ภวังคจลนะ

สำหรับจิตที่เกิดขึ้นทางมโนทวารนั้น มีความละเอียดประณีต เป็นอารมณ์ที่ได้เคยผ่านมาแล้ว อย่างน้อยก็ผ่านมาทางปัญจทวาร บางทีก็ผ่านมากมาย แล้วจึงถึงมโนทวารวิถี ดังนี้เอง วิถีจิตทางมโนทวารจึงไม่ต้องมีอตัตภวังค์หากแต่ขึ้นต้นโดยภวังคจลนะทีเดียว เพราะว่าจิตที่ชื่อว่าภวังคจลนะนี่เอง ทำงานรับประทบด้วย (อตีตภวังค์) ไหวสะเทือนด้วย(ภวังคจลนะ) ใช้จิตดวงเดียวก็พอ (แต่ทำหน้าที่ ๒ อย่าง) ดังนั้นผมจึงขอให้ท่านนักศึกษาจำไว้ด้วยว่า ภวังคจลนะของมโนทวารนั้นก้เท่ากับจิต ๒ ดวง ทางปัญจทวารวิถี คือ อตีตภวังค์ กับภวังคจลนะรวมกันนั่นเอง

จิตดวงที่ ๒ ได้แก่ภวังคุปัจเฉทะ เป็นการตัดกระแสภวังค์ จิตตัวนี้ก็เหมือนกับจิตภวังคุปัจเฉทะทางปัญจทวารนั่นเอง เป็นจิตดวงสุดท้ายที่เป็นวิบากจิตอันเป็นจิตที่รับผลของกรรมสืบต่อมา ที่เข้ามามีส่วนร่วมการงาน การกระทบอารมณ์กับเขาด้วย

ภวังคจลนะ กับภวังคุปัจเฉทะ ก็ได้ชื่อว่าเป็นภวังค์เหมือนกัน มีความไม่รู้สึกสำนึกตัวเหมือนกับคนนอนหลับสนิท แต่เมื่อถูกกระทบกระเทือนเข้า ก็ไหวขึ้นมา โดยที่ไม่ได้มีความหมายอะไร ภวังคุปัจเฉทะก็ได้ชื่อว่าเป็นภวังค์ตัวสุดท้ายที่จิตจะขึ้นวิถีทำงาน เห็นหรือได้ยิน แต่ที่กล่าวว่าตัดกระแสภวังค์นั้น ก็มิได้มีความหมายไกลไปจนถึงว่าทำหน้าที่ตัดอะไร เป็นแต่เพียงเป็นภวังค์ตัวสุดท้าย เพราะจะได้สิ้นสุดความเป็นภวังค์ที่จิตดวงนี้เท่านั้นเอง

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:14:26 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 3

ตั้งแต่จิตหมายเลข ๓ ชื่อว่า มโนทวาราวัชชนะ ไปจนถึงจิตหมายเลข ๑๒ ที่ชื่อว่า ตทาลัมพนะ เป็นจิตขึ้นวิถี หมายความว่า จิตกำลังทำงานการเห็น หรือการได้ยินเป็นต้น ที่จับเอามาจากทางปัญจทวาร หรือเป็นการทำงานที่เกิดขึ้นมาจากมโนทวารโดยตรงก็ตาม ในขณะนี้จิตกำลังทำงานอยู่ จับอารมณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่ต่อหน้า (ภวังคจิตจับอารมณ์เดิมที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิ)

จิตดวงที่ ๓ เป็นกิริยา จิตดวงที่ ๔ ถึงที่ ๑๐ เป็นกุศล อกุศล กิริยา ส่วนจิตดวงที่ ๑๑, ๑๒ เป็นวิบาก ผมจะขอบรรยายเริ่มต้นตั้งแต่จิตตัวที่ ๓ ที่เป็นกิริยาชื่อว่า มโนทวาราวัชชนะ พิจารณาอารมณ์ทางใจต่อไป

ท่านนักศึกษาคงจะยังจำได้ว่า จิตที่เกิดทางปัญจทวารวิถีนั้น มีจิตเกิดขึ้นสลับซับซ้อนมากมาย เมื่อกระทบ(อตีตภวังค์) แล้วก็ไหวตัวขึ้น (ภวังคจลนะ) ต่อจากนั้นก็ขึ้นวิถีรับอารมณ์ใหม่โดยปัญจทวาราวัชชนะเป็นตัวเปิดประตูให้อารมณ์ทางปัญจทวารเกิดขึ้น ต่อจากนั้นก็มีจิตชื่อว่าปัญจวิญญาณ (เห็นหรือได้ยินเป็นต้น) จึงเกิดต่อ สัมปฏิจฉนะเป็นตัวรับอารมณ์ และสันตีรณะเป็นตัวพิจารณาอารมณ์นั้นอีกทีหนึ่ง แล้วจึงถึงโวฏฐัพพนจิต อันเป็นตัวสุดท้ายที่กระทำหน้าที่ตัดสินอารมณ์ ดังที่ผมได้อธิบายไปแล้วว่าเปรียบเหมือนผู้พิพากษาตัดสินคดี ต่อจากนั้นแล้วจึงเป็นการเสพอารมณ์ยินดีหรือยินร้ายต่อไปที่ชวนะทั้ง ๗ ดวง

เมื่อพิจารณาดูวิถีทางมโนทวารบ้าง ก็จะเห็นว่าจิตหลายประเภทไม่มีอยู่ในมโนทวารวิถีนี้ เช่น ปัญจทวาราวัชชนะ สัมปฏิจฉนะ สันตีรณะ มีแต่มโนทวาราวัชชนะ แล้วก็ถึงชวนะตัวเสพอารมณ์เลยทีเดียว

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:14:47 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 4

เพราะเหตุว่าไม่ใช่เป็นอารมณ์ทางปัญจทวาร ซึ่งมีอารมณ์ที่จะเข้ากระทบหลายอย่าง อาจจะเป็นอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลายช่องทาง จึงต้องมีปัญจทวาราวัชชนะเป็นตัวเปิดประตูให้อารมณ์เกิดขึ้นถึง ๕ ทาง ทางใดทางหนึ่งครั้งละอารมณ์ อารมณ์ทางมโนทวารวิถีไม่มีอารมณ์เกิดขึ้นหลายช่องทาง ดังนั้น จึงไม่ต้องมีปัญจทวาราวัชชนะ สำหรับเป็นตัวเปิดประตู แต่เป็นอารมณ์ทางมโนทวารทางเดียว

เพราะเหตุที่เป็นอารมณ์หยาบอันเกิดจากภายนอกมากระทบ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วการงานจึงต้องส่งต่อรับช่วงกันไปหลายทอด จึงมีสัมปฏิจฉนะรับอารมณ์ มีสันตีรณะพิจารณาอารมณ์ แล้วจึงได้ส่งมอบให้โวฏฐัพพนะตัดสินอารมณ์อีกทีหนึ่ง ซึ่งต้องผ่านงานหลายชั้น

อารมณ์ทางมโนทวารวิถีนั้นเป็นอารมณ์ที่ละเอียด เป็นอารมณ์ที่เคยได้ผ่านมาแล้ว อย่างน้อยก็ผ่านทางปัญจทวารวิถีก่อน ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่ต้องมีสัมปฏิจฉนะรับอารมณ์ ไม่ต้องมีสันตีรณะพิจารณาอารมณ์ หากแต่มีมโนทวาราวัชชนะเลยทีเดียว

มโนทวาราชัชนะ เป็นตัวเดียวที่ทำหน้าที่หลายอย่าง คือทั้งรับอารมณ์ด้วย ทั้งพิจารณาอารมณ์ทางมโนทวารด้วย และทั้งเป็นตัวตัดสินอารมณ์เหมือนเป็นผู้พิพากษาตัดสินคดีด้วย เพราะเป็นอารมณ์ที่ละเอียดประณีตเหมือนกับการตกลงเรื่องราวต่างๆ กับญาติมิตรสนิทดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง มโนทวาราวัชชนะจิตตัวนี้ จึงมีความสามารถททำงานหลายอย่างโดยอาศัยจิตดวงนี้ดวงเดียว ไม่ต้องมีจิตอื่นเข้ามาร่วมด้วยเลย

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:15:12 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 5

เมื่อจิตเกิดขึ้นตัดสินอารมณ์โดยมโนทวาราวัชชนะแล้ว ดวงที่สืบต่อไปก็ได้แก่ชวนะ อันเป็นตัวเสพอารมณ์ อันจะเกิดความยินดีเมื่อได้ตัดสินอารมณ์นั้นว่าเป็นอิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ดี) จะเกิดความยินร้ายในเมื่อได้ตัดสินอารมณ์เป็นอนิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ไม่ดี) และจะเกิดความรู้สึกเฉยๆ ในเมื่อได้ตัดสินแล้วว่า เป็นอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ (อารมณ์ที่เป็นกลาง)

ชวนะจะเกิดขึ้นมาเพื่อเสพอารมณ์นี้เป็นจำนวน ๗ ดวงติดต่อกันไป และชวนะทั้ง ๗ ดวงเหล่านี้ ไม่ใช่วิบาก ไม่ใช่กิริยา (ยกเว้นพระอรหันต์) หากแต่เป็นจิตที่แสดงออกซึ่งพฤติกรรมทางมโนทวาร มีความยินดีติดใจอันเป็นโลภะ มีความไม่ชอบใจ อันเป็นโทสะ เป้นต้น แล้วก็อาจแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้น ทางกาย หรือทางวาจา เช่น ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือบูดบึ้งต่างๆ

ชวนะจิตทั้ง ๗ ดวงนี้เอง ที่จัดว่าเป็นจิตที่ได้ทำบาปหรือทำบุญ หรือบาปและบุญเกิดขึ้นที่ชวนะทั้ง ๗ ดวงนี้ เพราะเป็นตัวเสพอารมณ์ที่ยินดีหรือยินร้ายมิใช่เป็นวิบากจิต ซึ่งเป็นผลของกรรมที่กระทำมาแล้วแต่อดีตเข้ามาช่วยเหลือให้เสวยอารมณ์เกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์ และมิใช่เป็นจิตกิริยาที่ได้เข้ามาสนับสนุนการรับอารมณ์นั้นด้วย

ผมก็ได้กล่าวมาแล้วว่า การเกิดอารมณ์ตามทวารต่างๆ นั้น จิตขึ้นวิถีทำการงานมากมายจึงได้เห็นรูปหรือได้ยินเสียง แต่เพราะความรวดเร็วของจิตที่มีมากอย่างเหลือเกิน ทั้งเกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย ดังนั้น ผู้ที่เกิดอารมณ์ต่างๆ จึงไม่มีความสามารถที่จะรู้เห็นตามความจริงในเรื่องเหล่านี้ได้ เว้นไว้แต่ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนญาณปัญญาเกิดขึ้นแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องที่จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:16:07 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 6

เรื่องวิถีจิตนั้น เป็นเรื่องยุ่งยากในการทำความเข้าใจ แต่ถ้าท่านนักศึกษาพยายามศึกษาเสียให้เข้าใจแล้ว ก็จะช่วยให้การศึกษาเรื่องของชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งจะช่วยทำความเข้าใจในการปฏิบัติวิปัสสนามากขึ้นด้วย

เพื่อจะเพิ่มความเข้าใจในเรื่องวิถีจิตนี้แก่ท่านนักศึกษา ผมจึงเห็นว่ายกตัวอย่างขึ้นมาประกอบอีกสักเล็กน้อย ก็คงจะช่วยทำให้ท่านเข้าใจมากขึ้น ทั้งจะได้มีความเข้าใจได้กว้างขวางออกไปอีก

ถ้าผมเอาภาพวิวมาชูให้ท่านนักศึกษาดู ในภาพนี้มีต้นดอกไม้สีแดงกำลังออกดอกมีใบเขียวชอุ่ม มีพื้นดินเป็นสนามหญ้าทั่วบริเวณ มีสระน้ำอยู่ในที่ใกล้ๆ กับขอบสนาม มีท้องฟ้าสีคราม สีเมฆราวกับปุยฝ้ายล่องลอยอยู่ทั่วไป

เมื่อผมชูภาพดังกล่าวนี้ให้ท่านดูแล้ว ขอให้ลองอธิบายมาดูทีหรือว่า วิถีจิตที่เกิดขึ้นนั้นมันทำการงานกันสลับซับซ้อนอย่างไรบ้าง

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:17:13 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 7

เมื่อท่านได้พิจารณาแล้ว ท่านคิดว่าอย่างไร ผมจะขออธิบายไปตามลำดับ ขอให้ลองเปรียบเทียบดูกับที่ท่านคิดเอาไว้ว่าเหมือนกันหรือผิดกันประการใดบ้าง แต่อย่างไรก็ดีผมก็จะต้องขอเตือนเอาไว้เสียก่อนว่า การเห็นภาพวิวนั้น เมื่อมองดูก็เห็นจะรู้ได้ทั้งหมดเกือบจะเป็นฉับพลันทันที แต่ถ้าจะว่าโดยสภาวธรรมแล้ว ผมก็จะต้องอธิบายเรื่องราวของจิตที่เกิดขึ้นมาเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ กว่าจะอธิบายเรื่องการเก็นจบ ก็จะกินเวลาหลายนาทีทีเดียว ทั้งการทำงานของจิตก็จะเกิดขึ้นอย่างสลับซับซ้อนจนแทบคิดไปให้ถึงไม่ได้เลย ดังนั้น ผมจึงต้องขอให้ท่านได้คิดพิจารณาตามไปด้วย

ในทันทีที่ผมยกเอาภาพวิวขึ้นมาให้ท่านดู คลื่นของแสงก็จะสะท้อนจากภาพวิวทั้งหมดว่าตรงส่วนไหนของภาพ ไปกระทบกับตาของท่านในทันทีนั้น เพราะคลื่นของแสงมีความเร็วมาก การเดินทางของคลื่นแสงเร็วถึง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อ ๑ วินาที ดังนี้เองระยะจากภาพวิวมาถึงตาของท่านเพียงไม่กี่เมตร จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องระยะทาง

ถ้าท่านจะสังเกตดูการได้ยินเสียงก็จะเห็นว่า บางทีวิทยุเปิดอยู่ หรือมีใครพูดอะไร ดังๆ เราก็ไม่ได้ยิน ถ้าจะตั้งคำถามว่า เสียงมิได้สืบต่อเข้าไปกระทบกับประสาทหูดอกหรือ เราก็จะตอบคำถามนี้ว่า เสียงเข้าไปกระทบกับประสาทหูเหมือนกัน แต่ในขณะนั้นเรามิได้มีความตั้งใจจะฟัง เสียงจึงมากระทบหูฟรีๆ ด้วยเหตุที่ในเวลานั้นเรากำลังคิดพิจารณาหรือกำลังมีความสนใจที่จะดู หรือที่จะคิดอะไรสักอย่างหนึ่งอย่างจริงจังเสีย หรือว่าเรานอนหลับสนิท การได้ยินก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งนี้ เสียงมิได้เข้ากระทบกับหูดอกหรือ แน่นอนทีเดียว การกระทบนั้นย่อมจะเกิดขึ้น แต่จิตมิได้ยกขึ้นมารับจึงมิได้เกิดการได้ยิน

คลื่นของแสงที่สะท้อนจากภาพวิวเข้ามากระทบกับประสาทตาก็เหมือนกัน ย่อมจะสะท้อนจากภาพวิวทุกจุดภายในภาพนั้นติดต่อกันไป ซึ่งเป็นการแน่นอนว่า จะพร้อมกันทั้งหมดทุกจุดในขณะเดียวไม่ได้ แม้จะเร็วมากสักเท่าใดก็ดี

ในพระพุทธศาสนา รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสงที่มากระทบตานั้น ย่อมจะกระทบทีละอารมณ์ แม้ว่าคลื่นของแสงนั้นจะเข้ามากระทบมากมายสักเท่าใดก็ตาม จิตก็หาได้รับทุกอารมณ์ที่มากระทบพร้อมกันไม่ การประชุมที่จะก่อให้เกิดจักขุวิญญาณคือ "เห็น" นั้น จะต้องมีเหตุถึง ๔ ประการ คือต้องมีรูปารมณ์ อันได้แก่คลื่นของแสง ต้องมีอาโลกะ อันได้แก่แสงสว่าง จะต้องมีจักขุปสาทะ อันได้แก่ประสาทตา และจะต้องมีมนสิการ อันได้แก่เจตสิกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวน้อมนำจิตเข้ามาสู่อารมณ์นี้

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:21:20 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 8

ด้วยเหตุนี้เองก็จะพิจารณาไว้ว่า คลื่นของแสงที่สะท้อนเข้ามากระทบตานั้น เราจะเห็นได้ว่าเป็นอะไร มันก็จะต้องมีกระบวนการทำงานกันมากมาย เพราะจุดหนึ่งๆ ของภาพวิวที่สะท้อนเข้ามากระทบตานั้น จะต้องเห็นทีละจุด จะต้องมีการประชุมของเหตุทีละจุด เพราะเหตุทั้ง ๔ ประการนี้ถ้ามิได้มีการประชุมกันแล้วการเห็นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เช่นขาดจิตใจไปเสีย เป็นต้น

เพื่อจะมิให้ต้องยืดยาวจนเกินไป ผมก็จะขอแสดงเฉพาะจุดใหญ่ๆ เท่านั้นในขณะนี้ จุดที่เด่นมากก็คือ ดอกกุหลาบสีแดง ความรู้สึกก็จะเกิดขึ้นที่นี่ก่อน เพราะจิตจะเกิดขึ้นมาจากอารมณ์ที่เข้ามาพัวพันหลายอารมณ์นั้น จะต้องเป็นอารมณ์ที่ชัดเจน เป็นอารมณ์ที่เด่นหรือเป็นอารมณ์ที่มีความสนใจมากเป็นพิเศษเสียก่อน ดังนั้น ดอกกุหลาบสีแดงนี้จึงเป็นจุดเด่นที่จะเกิดวิถี คือการงานขึ้นเป็นประเดิมเริ่มแรก และวิถีนี้เรียกว่าปัญจทวารวิถี เฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ จิตกำลังจับดอกกุหลาบสีแดง จึงเรียกจักขุทวารวิถี

จิตจะเกิดจักขุทวารวิถี คือจิตจะทำการงานทางตาขึ้นมากมายหลายวิถี แต่ก็ยังหาได้มีความรู้ได้ไม่ว่า เห็นอะไร หรือสีอะไรจริงๆ หากแต่จะต้องเกิดทางมโนทวารที่เรียกว่า มโนทวารวิถีขึ้นอีกอย่างสลับซับซ้อนกับปัญจทวารวิถีอีกมากมาย แต่อย่างไรก็ดีเราก็จะบอกไม่ได้ว่า วิถีทางจักขุทวาร หรือวิถีทางมโนทวารวิถี อย่างไหนจะเกิดมากกว่ากันสักเท่าใด เพราะแล้วแต่เหตุหลายประการด้วยกัน

เช่นเป็นต้นว่า มีความสนใจจริงที่จะดูหรือไม่ มีความคิดปะปนลงไปมากน้อยเพียงใด หรือว่าสิ่งที่เห็นนั้น มีความรู้มาแล้วจนมีความชำนาญเหมือนเราเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ ผู้ใหญ่ก็เกิดมโนทวารวิถีน้อยเพราะไม่ต้องคิดมาก แต่เด็กที่หัดเรียนหนังสือใหม่ๆ ก็จำเป็นจะต้องเกิดมโนทวารวิถีมาก เพราะต้องคิด ฉะนั้น จึงกำหนดเอาแน่นอนตายตัวไม่ได้ แต่อย่างไรก็จะต้องเกิดวิถีทางมโนทวารแน่นอน หาไม่แล้ว ก็จะไม่ทราบได้ว่าเป็นดอกกกุหลาบ และเป็นดอกกุหลาบสีแดง(เคยรู้จักดอกกุหลาบและเคยรู้จักสีแดงมาแล้ว)

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:21:45 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 9

เมื่อวิถีจิตเกิดขึ้นผ่านพ้นดอกกุหลาบไปแล้ว ส่วนที่ชัดเจนสวยงามน่าประทับใจรองลงมาก็คือสนามหญ้าที่เขียวขจี วิถีจิตก็จะเกิดสลับซับซ้อนกันทางปัญจทวารและมโนทวารอีกมากมาย จึงได้ทราบว่าเป็นสนามหญ้าสีเขียวขจี และสวยงามมองแล้วเพลิดเพลินใจ

โดยทำนองเดียวกันนี้เอง จิตก็จะเกิดวิถีทางจักขุทวารกับมโนทวารอย่างสลับซับซ้อนกันอีกในเรื่องสระน้ำที่ใสและนิ่งสงบ ในท้องฟ้าอากาศสีคราม ในปุยเมฆที่ล่องลอยอยู่ทั่วไปเป็นลำดับ

วิถีจิตเกิดขึ้นอย่างสลับซับซ้อนกันมากมายจนนับจำนวนไม่ไหวทั้งทางจักขุทวารวิถีและมโนทวารวิถี ตลอดจนรวบรวมวิถีจิตที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด เอามาร่วมตัดสิน ดังนี้แล้วท่านจึงออกปากพูดออกมาได้ว่า ภาพวิวนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:23:24 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 10

จิตได้กระทำการงานร่วมกับคลื่นแสงที่สะท้อนจากภาพวิวมาที่ประสาทตา กับการงานของจิตที่เกิดขึ้นทางมโนทวารนั้นรวดเร็วอย่างสุดแสนที่จะพรรณนา บวกกับความสันทัดจัดเจนที่ได้เคยกระทำมาแล้วอย่างโชกโชนเข้าอีก จึงเป็นการเหลือวิสัยที่ผู้เห็นภาพวิวนั้น จะมีความสามารถแยกออกได้นั่นคือคลื่นแสง นี่คือจิตหรือวิญญาณที่เกิดสลับซับซ้อนกันเข้ามากระทบหรือประชุมกันที่ประสาทตาด้วยความรวดเร็วอย่างเหลือเกินดังนี้เอง

จึงเป็นการหมดหนทางที่ผู้ดูผู้เห็นจะทราบได้ว่า ปรมาณูที่ประชุมกันอยู่ที่ประสาทตาที่เรียกว่าจักขุปสาทรูปนั้น เป็นรูปปรมาณูที่ร่วมประชุมกันอยู่โดยมีชีวิตรูปควบคุมเอาไว้ มีการเกิดขึ้นแล้วก็สลายตัวไปอยู่เรื่อยๆ ก็หาได้ทราบไม่และเกือบจะเป็นการปิดประตูเอาไว้อย่างแน่นหนาที่จะมิให้ผู้ใดได้ทราบว่าทั้งรูป(คลื่นแสงและจักขุปสาทรูป) ทั้งนาม(จักขุวิญญาณและมโนวิญญาณ)ที่เกิดดับสืบต่อกันเข้ามา และติดต่อกันไปไม่ขาดสายนั้น มีความเกิดดับสลับซับซ้อนเหมือนหนึ่งว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้น เจ้าเล่ห์ เจ้ามารยา

ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี้เหมือนกับภาพยนตร์ที่กำลังฉายอยู่ต่อหน้า เพราะมันปิดหน้ากล้องรวดเร็วมาก มาปิดบังอำพรางเอาไว้เสีย ผู้ดูทั้งหลายจึงได้พากันเข้าใจผิดไป เห็นเป็นพระเอก นางเอก ผู้ร้าย แล้วพูดและกระทำอะไรต่างๆ ได้สารพัด แต่แท้จริงนั้นเขาฉาย "ภาพนิ่งๆ" ให้ดูเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุดังนี้เอง สัตว์ผู้โง่เขลาทั้งหลาย ผู้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโมหะหรืออวิชชาทุกๆ คน จึงได้พากันยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นจริงเป็นจังว่า นั่นคือ ดอกกุหลาบสีแดง สนามหญ้าสีเขียวขจี สระน้ำที่ใสสะอาด ท้องฟ้าสีเขียวครามมีปุยเมฆปกคลุมอยู่ทั่วไปและตัดสินใจในที่สุดว่า ภาพวิวนี้สวยงามน่ารักแต่ความจริงมีแต่รูปกับนามเท่านั้นเอง แล้วสร้างมโนภาพหรือจินตนาการขึ้นมาจนเกิดความรู้สึกว่าสวยงามน่ารัก (รูปารมณ์=คลื่นแสง, จักขุปสาท=ประสาทตา คือรูป และความรู้สึกเห็น ตลอดจนคิดนึกคือนามหรือจิตใจ)

ความยึดมั่นเป็นจริงจังเช่นนี้ เป็นความยึดมั่นที่เหนียวแน่นยิ่งนัก เพราะถ้าผู้ใดกล่าวคัดค้านว่า ไม่ใช่ดอกกุหลาบสีแดง ไม่ใช่สนามหญ้า ไม่ใช่สระน้ำและไม่ใช่ท้องฟ้ากับปุยเมฆ ทั้งไม่สวยงามน่ารักอะไรเลยแล้ว ก็จะถูกโต้ตอบถกเถียงอย่างรุนแรง ดีไม่ดีอาจจะถูกกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านนั้นสติไม่ค่อยจะบริบูรณ์เข้าก็ได้ จึงได้เห็นผิดไปเช่นนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [27 มี.ค. 2549 , 10:25:32 น.] ( IP = 203.113.16.241 : : 203.113.67.36 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org