| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๕๐)
ตอนที่ (๑๔๙) อ่านที่นี่
ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ท่านมีความเห็นเป็นอย่างไร คลื่นแสงที่สะท้อนจากภาพวิวจากทุกๆ จุดไปกระทบกับจิตที่ประสาทตานั้น เป็นดอกกุหลาบสีแดง เป็นสนามหญ้า เป็นสระน้ำ เป็นท้องฟ้า และเป็นก้อนเมฆจริงๆ หรือ คลื่นแสงที่สะท้อนภาพวิวทั้งหมดที่เข้าไปกระทบกับจิตที่ประสาทตา นั้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งในทางธรรมะท่านว่าเป็นรูปารมณ์ อันได้แก่รูป จักขุปสาทะ คือประสาทตานั้นก็เป็นรูป ส่วนจักขุวิญญาณและมโนวิญญาณนั้นเป็นจิต เป็นธรรมชาติที่ "รู้" ซึ่งได้แก่นามรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมีแต่รูปกับนามสองอย่างเท่านั้นเอง
ก็เหตุไฉนเล่าเราจึงได้เข้าใจผิดแล้วคิดไปเช่นนั้น ต้นเหตุที่ทำให้เข้าใจผิดไปเช่นนั้น ผมก็ได้อธิบายไปแล้ว และความไม่ได้เข้าถึงความจริง จริงๆนั่นเองที่เราเรียกกันในภาษาธรรมะว่า เป็นโมหะ หรืออวิชชา ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า ในวันหนึ่งๆ นั้นเราตกอยู่ในฐานะมีโมหะอวิชชาครอบงำมากน้อยสักเท่าใด ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นและเป็นไปในชีวิตประจำวัน เราหลงใหลไปกับเรื่องราวอดีตที่เก็บเอาไว้ในจิตใจแล้วก็เอามาร่วมกับการสร้างมโนภาพขึ้นลมๆ แล้งๆ สักกี่ครั้ง หลงใหลไปกับมโนภาพ ที่ธรรมชาตินี้เราหาว่าเจ้าเล่ห์เจ้ามายาเหล่านั้น จนเกิดความเห็นผิดคิดว่าเป็นจริงเป็นจังไปกี่หนแล้ว
เกิดความโลภหลงรักหลงใคร่ จนถึงละเมอเพ้อพกไปมากสักเท่าใด เกิดความโกรธ ความเสียใจหรือทุกข์ระทมขมขื่น เพราะไม่ได้รูปนามที่มีแต่การแตกดับทำลายอยู่วินาทีละนับไม่ได้มาจนนับไม่ถ้วนมากสักเพียงไหน เกิดความหลงใหลงมงายไปกับรูปนามโดยคิดว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา เหมือนเด็กอ่อนไร้เดียงสาที่นอนอยู่ในเบาะ ซึ่งไม่ประสีประสาอะไรเลยสักนิด วันแล้ววันเล่าจนถึงแก่ความตายมากมายก่ายกองวันละนับไม่หวาดไหว
ท่านเห็นหรือไม่ว่าผู้ค้นพบความจริงนี้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราพากันเคารพกราบไหว้นั้น ท่านมีปัญญาชี้ให้เราได้เห็นความโง่เขลาเบาปัญญา ที่เกิดอยู่ต่อหน้าของเราได้ จะมีท่านผู้ใดบ้างหรือไม่ ที่จะคัดค้านความจริงอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ว่า มิได้เป็นประโยชน์อันมหาศาลต่อมวลมนุษย์ เพราะจะก่อให้เกิดปัญญาพาชีวิตให้ไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จักตาย โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [28 มี.ค. 2549 , 08:12:47 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 1
ทฤษฎีดังที่ผมได้บรรยายมานี้ บางท่านอาจจะคิดว่า มันเป็นความจริงอย่างไร มันก็เป็นแต่เพียงทฤษฎีเท่านั้น ใครเล่าจะเป็นผู้เข้าไปรู้เห็นความจริงนี้จริงๆ เพราะเราเห็นรูปอะไรทุกครั้งไป เราก็อดสร้างมโนภาพขึ้นมาร่วมด้วยไม่ได้ อดเอาอดีตเข้ามาร่วมการตัดสินอารมณ์นี้ ย่อมจะไม่มีช่องทางสำเร็จเลย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้วางทฤษฎีเอาไว้ พระองค์ก็จะต้องวางวิธีปฏิบัติรวมลงไปด้วยเสมอ ท้าทายให้มีการพิสูจน์ทฤษฎีของพระองค์อยู่ทุกบทไป ด้วยเหตุนี้เอง เมื่ออภิธรรมมูลนิธิได้เปิดการศึกษาขึ้นมาแล้ว เราจึงต้องทำสถานที่ปฏิบัติเพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบความจริงที่ได้ศึกษา ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะเป็นผู้ตัดสินได้ด้วยตนเองว่า บทเรียนในโรงเรียนที่ได้ศึกษามานั้น ไม่ว่าจะเป็นจิต เจตสิก รูป ที่เกิดขึ้นในแบบต่างๆ ตามที่เรียนมาได้ปรากฏให้ผู้ศึกษาได้เข้าไปรู้เห็นความจริงในห้องปฏิบัติ และเมื่อผู้ปฏิบัติคนใดมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ พร้อมทั้งปัญญาเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะตัดสินได้ด้วยตนเองว่า คน สัตว์ และสิ่งของต่างๆ นั้น หาได้มีไม่ มีแต่รูปกับนามปรากฏแจ่มใสอยู่ในใจ อันไม่อาจจะโต้ตอบคัดค้านได้
อย่างไรก็ดี ตามที่ผมได้บรรยายมานี้ ในชีวิตประจำวันย่อมจะเกิดปัญญารู้เห็นอันเป็นปัญญาที่เกิดจากความคิดพิจารณา ถ้าศึกษาให้บังเกิดความเข้าใจดีแล้ว ก็จะก่อให้เกิดความสุขกาย สุขใจ แล้วจะได้ไม่หลงเตลิดเพลิดเพลินหลงใหลเข้าไปในแดนอันตราย แม้จะได้พิจารณาวันละ ๒-๓ ครั้ง ก็มีประโยชน์แก่ชีวิตเหลือหลาย ไม่เสียทีที่ได้เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้วพบพระพุทธศาสนา อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ตนเองได้ถูกธรรมชาติต้มเสียสุกอย่างไรบ้าง
สถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่อภิธรรมมูลนิธิได้ก่อสร้างขึ้นมาที่ ก.ม. ที่ ๒๔ ต.อ้อมน้อย ถนนเพชรเกษม นั้น ก็ได้มีผู้ทยอยกันเข้าไปปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดสาย เพื่อเข้าไปพิสูจน์ความจริงของสภาวธรรม เพื่อก่อให้เกิดปัญญาในปัญหาของชีวิต และเพื่อหนทางที่จะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ ไม่ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป การสร้างสมปัญญาให้เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติเป็นการเข้าไปประสบพบเห็นความจริงอันแท้จริงจากธรรมชาติของชีวิต ผู้มีสติ มีสมาธิ และมีปัญญาย่อมจะมีความสามารถเข้าไปสู่ความจริงเหล่านี้ได้
ผมได้บรรยายเรื่องวิถีจิตทางปัญจทวารและมโนทวารให้ท่านนักศึกษาได้ฟังแล้ว ผมก็คิดว่าคงจะทำความเข้าใจให้แก่ท่านได้บ้าง ถ้าท่านผู้ใดเข้าใจได้ไม่สู้มากนักก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ศึกษาต่อๆไป ก็จะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น และขอให้อ่านบทเรียนวิถีจิตนี้ซ้ำๆ หลายๆ เที่ยว ด้วยความคิดพิจารณา แล้วจะมีประโยชน์เป็นอันมากต่อการศึกษาพระอภิธรรมในวันข้างหน้า แล้วจะเข้าใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ลึกซึ้งขึ้นด้วย ในเรื่องวิถีจิตนี้ ไม่มีผู้ใดศึกษาแล้วจะมีความเข้าใจได้ดี โดยศึกษาเพียงครั้งหรือสองครั้ง ต้องขอร้องให้ท่านใจเย็นๆ ค่อยๆ ศึกษาไป จะรวบรัดให้เร็วนักไม่ได้ ผมต้องขอให้ท่านเอาใจใส่เป็นพิเศษ เวลาที่เสียไปนั้นถึงอย่างไรก็ได้ประโยชน์เกินคุ้มอย่างไม่ต้องสงสัย โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [28 มี.ค. 2549 , 08:13:40 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 2
ท่านนักศึกษาทั้งหลาย เวลาใหล้จะหมดลงแล้ว ท่านมีอะไรจากเรื่องที่ผมได้บรรยายไปแล้วจะถามบ้าง ก็ขอเชิญถามได้
ถาม ตามที่อาจารย์ได้บรรยายมาแล้ว ผมก็พอจะเข้าใจ แต่บังเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ที่ได้บรรยายไปแล้วนั้น เป็นวิถีจิต เป็นการงานของจิตที่เป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นวิถีชีวิต เป็นการงานของจิตของสัตว์เดรัจฉานด้วย
ตอบ คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมีประโยชน์มาก ถ้าไม่ถามขึ้นมาผมก็คงจะไม่ได้อธิบาย ท่านนักศึกษาทั้งหลายก็จะพลอยเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ไปเสียเปล่าๆ
วิถีจิตที่ผมได้บรรยายไปนั้น ถ้าจะว่าโดยหลักการณ์แล้ว ก็หาใช่เป็นวิถีของมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้นไม่ หากแต่เป็นวิถีของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เทวดา ตลอดไปจนถึงพรหมด้วย แต่ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาอธิบายในวิถีจิตนั้น เป็นตัวอย่างของอารมณืมนุษย์โดยเฉพาะเจาะจง เช่นดอกกุหลาบสีแดงนั้น สัตว์เดรัจฉานย่อมจะสร้างมโนภาพขึ้นมาไม่ได้ เพราะในจิตใจไม่เคยได้เก็บเอาดอกกุหลาบสีแดงเอาไว้ ความรู้สึกนึกคิดก็จะเป็นไปอีกแบบฉบับหนึ่ง
ว่าถึงเรื่องการงานของจิตของสัตว์ทั้งหลายแล้ว ก็มีหลักการอันเดียวกัน แต่ถ้าเรียนต่อไปข้างหน้าก็จะละเอียดขึ้น มีข้อเพิ่มเติมหรือยกเว้นบ้าง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ทำสมาธิจนได้ถึงปฐมฌานขึ้นไป ตายแล้วไปเกิดเป็นรูปพรหม พวกพรหมทั้งหลายไม่มีประสาทจมูกสำหรับรู้กลิ่น ไม่มีประสาทลิ้นสำหรับรู้รส เพราะไม่กินอาหาร ไม่มีประสาทรับสัมผัสทั่วสรรพางค์กาย จึงเกิดอารมณืเหล่านี้ไม่ได้ ทั้งรูปพรหมเหล่านี้มีจิตมั่นคงเยือกเย็น กิเลสทั้งหลายถูกข่มเอาไว้ได้เป็นอันมาก วิถีจิตเกิดขึ้นมาจึงไม่มีตทาลัมพนะอันเป็นสองดวงสุดท้ายในวิถีที่จะมายึดหน่วงอารมณ์ให้เบาลง เพราะรูปพรหมทั้งหลายไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีอารมณ์อะไรที่มากระทบแล้วก่อให้เกิดวิถีจิตเป็นอารมณ์ที่รุนแรงได้
ถ้าท่านผู้ใดมิได้ซักถามแล้ว ก็ขอจบการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ ขอความเจริญความผาสุก ความมีปัญญา จงเกิดมีแก่ท่านนักศึกษาทุกท่าน
จบเรื่องแสงสว่างของชีวิต โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [28 มี.ค. 2549 , 08:14:03 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 3กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
สำหรับความรู้ความเข้าใจที่จะเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตค่ะ
โดย เซิ่น [28 มี.ค. 2549 , 17:29:29 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 4กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่งครับ สำหรับการให้ความรู้ในเรื่องชีวิต ที่ท่านอาจารย์ได้เพียรอธิบายขยายความต่างๆออกมาจนทำให้ผู้เข้ามาศึกษาเกิดแสงสว่างในชีวิต ผมเองก็ได้ความรู้จากการอธิบายของท่านมากมายจริงๆครับ.
กราบระลึกในพระคุณที่ท่านอาจารย์ได้ให้เสมอมา และเทิดทูนบูชาพระคุณของท่านอาจารย์ไว้เหนือเกล้าครับ
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [28 มี.ค. 2549 , 18:39:41 น.] ( IP = 58.8.94.65 : : )
สลักธรรม 5![]()
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
ที่กรุณาให้แสงสว่างแก่ชีวิตค่ะ
![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดา [29 มี.ค. 2549 , 09:36:23 น.] ( IP = 124.121.174.241 : : )
สลักธรรม 6
อนุโมทนาในกุศลจิตของ...คุณศาลาธรรม ..
ที่สละเวลานำคำบรรยายที่ดีมีประโยชน์ของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร
มาเผยแผ่เป็นธรรมทาน รวมทั้งสิ้นถึง ๑๕๐ ตอน
สาธุ สาธุ สาธุ![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดา [29 มี.ค. 2549 , 09:44:27 น.] ( IP = 124.121.174.241 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |