| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คัมภีร์วิสุทธิมรรค สำหรับประชาชน(ตอนที่๓๑)
สลักธรรม 1อนุสสติ ๑๐ คือ
(๑) พุทธานุสสติ
(๒) ธัมมานุสสติ
(๓) สังฆานุสสติ
(๔) สีลานุสสติ
(๕) จาคานุสสติ
(๖) เทวตานุสสติ
(๗) มรณานุสสติ
(๘) กายคตานุสสติ
(๙) อานาปานสติ
(๑๐) อุปสมานุสสติ
พรหมวิหาร ๔ คือ
(๑) เมตตา
(๒) กรุณา
(๓) มุทิตา
(๔) อุเบกขา
อรูป ๔ คือ
(๑) อากาสานัญจายตนะ
(๒) วิญญานัญจายนตะ
(๓) อากิญจัญญายตะ
(๔) เนวสัญญานาสัญญายตนะ
อาหาเรปฏิกูลสัญญา ชื่อว่า สัญญา
จตุธาตุววัฏฐาน ชื่อว่า ววัฏฐานโดย พี่เณร..นำมาฝาก [29 มี.ค. 2549 , 06:58:20 น.] ( IP = 58.8.46.107 : : )
สลักธรรม 2อุปจารฌานและอัปปนาฌาน
กรรมฐาน ๑๐ ข้อ คือ อนุสสติ เว้นกายคตาสติ และอานาปานสติ เหลืออีก ๘ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ เหล่านี้เป็นอุปจาระ คือ กรรมฐานนำมาได้เพียงอุปจารฌาน กรรมฐานนอกนั้นเป็นอัปปนาวหะ คือ นำมาได้เมื่อถึงอัปปนา
ความแตกต่างแห่งฌาน
กรรมฐาน ๒ อย่างที่กล่าวแล้วนั้น กสิณ ๑๐ กับอานาปานสติ เป็นจตุกกฌานิกะ คือเจริญให้เกิดฌานได้ครบ ๔
อสุภะ ๑๐ กับกายคตาสติ เป็นปฐมฌานิกะ คือ เจริญให้เกิดฌานได้เพียงปฐมฌาน
พรหมวิหาร ๓ ข้างต้น เป็นติกฌานิกะ คือ เจริญให้เกิดฌานได้เพียง ๓
พรหมวิหารที่ ๔ และอรูป ๔ เป็นจตุตถฌานนิกะ คือ เป็นไปในจตุตถฌาน
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [29 มี.ค. 2549 , 06:58:47 น.] ( IP = 58.8.46.107 : : )
สลักธรรม 3ความก้าวล่วงแห่งฌาน
การก้าวล่วงมี ๒ คือ
(๑) ก้าวล่วงองค์
(๒) ก้าวล่วงอารมณ์
การก้าวล่วงองค์ มีในกรรมฐานที่เป็นติกฌานนิกะ และจตุตถฌานิกะ เพราะฌานเบื้องสูงมีตติยฌาน เป็นต้น พระโยคาวจรจำต้องก้าวล่วงองค์ฌานเบื้องต่ำ มีวิตกวิจารเป็นต้น แล้วจึงจะบรรลุอารมณ์เหล่านั้นได้
ในพรหมวิหารที่ ๔ ก็เช่นกัน เพราะพรหมวิหารที่ ๔ นั้น พระโยคาวจรจำต้องก้าวล่วงโสมนัสแล้วในอารมณ์พรหมวิหาร ๓ ข้างต้น มีเมตตาเป็นต้น จึงบรรลุได้ ส่วนความก้าวล่วงอารมณ์มีในอรุป ๔ เพราะอากาสานัญจายตนะนั้น พระโยคาวจรต้องก้าวล่วงอารมณ์ในกสิณ ๙ ข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจึงบรรลุได้ และอรูปเบื้องสูง มีวิญญานัญจายตนะเป็นต้น พระโยคาวจรจำต้องก้าวล่วงอารมณ์เบื้องต่ำ มีอากาศเป็นต้น จึงบรรลุได้ กรรมฐานที่เหลืออีก ๒๑ การก้าวล่วงอะไรหามีไม่
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [29 มี.ค. 2549 , 06:59:16 น.] ( IP = 58.8.46.107 : : )
สลักธรรม 4ตอนที่ ๕ การขยายนิมิต
ในกรรมฐาน ๔๐ นี้ กสิณ ๑๐ เท่านั้น ควรขยายนิมิต เพราะว่าพระโยคาวจรแผ่ได้ด้วยกสิณในโอกาสเท่าใด ภายในโอกาสนั้น สามารถได้ยินเสียงทุกอย่าง ด้วยโสตธาตุทิพย์ เห็นรูปด้วยจักษุทิพย์และรู้จิตสัตว์อื่นๆ ด้วยจิตได้ ส่วนกายคตาสติและอสุภะไม่ควรขยายนิมิต เพราะว่ากายคตาสติและอสุภะนั้น ถูกจำกัดโดยโอกาสและไม่มีอานิสงส์ด้วยกรรมฐานถูกจำกัดโดยโอกาสนั้น จักมีแจ้งในตอนว่าด้วยภาวนามัย
กรรมฐานเหล่านั้น ถ้าพระโยคาวจรขยายนิมิตไปกองซากศพเท่านั้นมากขึ้น อานิสงส์น้อยหนึ่งหามีไม่ พระเถระโสปากะก็ได้กล่าวคำนี้ในโสปากปัญหาพยากรณ์ว่า "รูป สัญญา ปรากฏชัด อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด" นับสัญญา ๒ อย่างนั้น รูปสัญญาไม่ปรากฏชัด เนื่องด้วยการไม่ขยายตัวแห่งนิมิต
ส่วนคำที่พระเถระกราบทูลอีกตอนหนึ่งว่า "ข้าพระพุทธเจ้าได้แผ่ไปทั่วปฐพีนี้ด้วยอัฏฐิกสัญญา" นั้น ท่านกล่าวด้วยอาการที่มันเข้ามาปรากฏแก่ตัวท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในอัฏฐิกสัญญานั้น เหมือนอย่างรัชสมัยของพระเจ้าธรรมโศก นกการะเวกจริงๆ อยู่ทุกทิศ จึงส่งเสียงไพเราะขึ้น ทำนองเดียวกัน เพราะความที่ท่านชำนาญอัฏฐิกสัญญาเห็นนิมิตปรากฏอยู่ทุกทิศ ก็คิดไปว่าแผ่นดินเต็มไปด้วยอัฏฐิทั้งหมด
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [29 มี.ค. 2549 , 06:59:43 น.] ( IP = 58.8.46.107 : : )
สลักธรรม 5ถ้าอย่างนั้น การที่อสุภฌานเป็นอัปปมาณารมณ์ ตามที่กล่าวไว้ในธัมมสังคหะ ไม่ผิดไปหรือข้อความที่ว่านั้นไม่ผิด เพราะว่าพระโยคาวจรบางท่านถือเอาศพพองหรือกองกระดูกที่ใหญ่เป็นนิมิต บางท่านก็ถือเอานิมิตในอสุภะที่เล็กๆ ดังกล่าว ฌานของท่านเป็นปริตตารมณ์
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดไม่เห็นโทษในการขยายอสุภนิมิตก็ขยายมากไป ท่านหมายเอาฌานของผู้นั้นจึงกล่าวว่า อสุภฌานเป็นอัปปมาณารมณ์ก็เป็นได้ แต่อย่างไรเสียก็ไม่ควรขยาย เพราะมีมีผลกระทบอะไรเลย
กรรมฐานที่เหลือก็ไม่ควรขยาย เช่น กายคตาสติและอสุภะ เพราะว่ากรรมฐานที่เหลือ เมื่อเราขยายอานาปานนิมิต ก็มีแต่กองลมเพิ่มขึ้น แต่อานาปานนิมิตนั้นถูกจำกัดโดยโอาส เพราะมีโทษ และถูกจำกัดโดยโอกาสเช่นนี้ อานาปานสติจึงไม่ควรจะขยายต่อไปโดย พี่เณร..นำมาฝาก [29 มี.ค. 2549 , 07:00:23 น.] ( IP = 58.8.46.107 : : )
สลักธรรม 6พรหมวิหารก็มีสัตว์เป็นอารมณ์ เมื่อพระโยคาวจรขยายนิมิตพรหมวิหาร กองสัตว์เท่านั้นขยายขึ้น แต่ไม่มีประโยชน์อะไรจากการเพิ่มกองสัตว์ ดังนั้น พรหมวิหารนิมิตก็ไม่ควรขยาย ส่สนพระพุทธพจน์ที่กล่าวว่า "ภิกษุมีใจสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง" นั้น เป็นการกล่าวเนื่องจากการกำหนดเขตสัตว์เป็นอารมณ์
พระโยคาวจรผู้กำหนดเอาสัตว์ทั้งหลายในทิศหนึ่ง เจริญเมตตาไปโดยลำดับหมู่ เช่น วัดหนึ่ง สองวัดนั่นเอง พระพุทธพจน์เรียกว่า "ผู้แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง" มิใช่ผู้ขยายนิมิตโดยอาศัยปฏิภาคนิมิตที่พระโยคาวจรควรทำให้เจริญขึ้น มิได้ปรากฏในพรหมวิหารภาวนา ส่วนความเป็นปริตตารมณ์ และอัปปมาณารมณ์ในพรหมวิหารนี้ พึงทราบว่าเนื่องด้วยกำหนดเขตสัตว์เป็นอารมณ์โดย พี่เณร..นำมาฝาก [29 มี.ค. 2549 , 07:01:00 น.] ( IP = 58.8.46.107 : : )
สลักธรรม 7อารมณ์แห่งอรูปสมาธิ อากาศไม่ควรขยาย เพราะทำให้กสิณสลายแท้จริงนั้น เราจะต้องมนสิการอากาศเนื่องจากการสลายกสิณเท่านั้น เมื่อทำให้ก้าวไปกว่านั้นก็ไม่มีผลอะไร วิญญาณก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นสภาวธรรม ใครๆ ก็ไม่สามารถทำให้สภาวธรรมเจริญได้ การหายไปแห่งวิญญาณก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นแต่เพียงความไม่มีปรากฏ อารมณ์แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นสภาวธรรมเช่นกัน
กรรมฐานที่เหลือคืออนุสสติก็ไม่ควรขยาย เพราะไมีมีปฏิภาคนิมิต ปฏิภาคนิมิตเป็นนิมิตที่จำต้องทำให้เจริญโดยตรง แต่อารมณ์แห่งอนุสสติมีพุทธานุสติ เป็นต้น มิได้เป็นปฏิภาคนิมิต ดังนั้น อนุสสติกรรมฐานจึงไม่ควรขยาย
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [29 มี.ค. 2549 , 07:01:31 น.] ( IP = 58.8.46.107 : : )
สลักธรรม 8
อนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ
![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดา [29 มี.ค. 2549 , 10:09:15 น.] ( IP = 124.121.174.241 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |