| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิจัยเรื่องพระนิพพานเถรวาท
สลักธรรม 1
คำว่า ปทํ แปลว่า ส่วนหนึ่ง หมายความว่า สภาวะธรรมชนิดหนึ่งที่เข้าถึงได้ มีอยู่โดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับสังขตธรรม ได้แก่ พระนิพพาน
คำว่า อจฺจุตํ แปลว่าธรรมที่ไม่ตาย หมายความว่า ไม่มีเกิด ไม่มีตาย เพราะความตายจะมีได้ก็ต้องมีการเกิด เมื่อไม่มีการเกิดแล้วความตายก็มีไม่ได้ ได้แก่ พระนิพพาน
คำว่า อจฺจนฺตํ แปลว่า ธรรมที่ก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีตและอนาคต ได้แก่ พระนิพพาน หมายความว่าพระนิพพานนั้น ก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่ดับไปแล้ว คือ ปุพพันตขันธ์ และก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่จะเกิดข้างหน้า คือ อปรันตขันธ์ แม้ว่าไม่แสดงการก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบันก็จริง แต่เมื่อได้แสดงการก้าวล่วงจากขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีตและอนาคตแล้ว การแสดงการก้าวล่วงจากขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบันก็สำเร็จไปด้วย เพราะถ้าขันธ์ ๕ ที่เกิดไปแล้ว และที่จะเกิดต่อไปข้างหน้าไม่มีแล้ว ขันธ์ ๕ ที่กำลังเกิดก็มีไม่ได้ อุปมาเหมือนมีคนพูดว่า เราไม่เคยเห็นเลือดที่ในตัวปู และต่อไปข้างหน้าก็จะแลไม่เห็นเช่นเดียวกัน การพูดเช่นนี้ก็หมายความว่า ในปัจจุบันนี้เขาไม่แลเห็นนั้นเอง
ขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบันนี้แหละ เป็นอดีตของขันธ์ ๕ ที่ล่วงไปแล้ว และจะเป็นอนาคตของขันธ์ ๕ ที่จะเกิดต่อไปข้างหน้าอีก ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องแสดงการก้าวล่วงจากปัจจุบันขันธ์โดยเฉพาะ และเป็นที่รู้ได้ว่าพระนิพพานนี้ เป็นธรรมที่พ้นจากกาลทั้ง ๓ เรียกว่า กาลวิมุตติ และเป็นธรรมที่พ้นจากขันธ์ ๕ เรียกว่า ขันธวิมุตติ
คำว่า อสงฺขตํ แปลว่า ธรรมที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่พระนิพพาน หมายความว่า พระนิพพานนี้เป็นธรรมที่ไม่ใช่จิต เจตสิก รูป เพราะธรรมดา จิต เจตสิก รูปเหล่านี้ เกิดขึ้นได้ก็โดยมีปัจจัย ๔ คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ๒-๓-๔ เป็นผู้แต่ง เรียกว่า สังขตธรรม
เมื่อพูดโดยสามัญแล้วคำว่า อสังขตธรรม ก็ได้แก่ บัญญัติด้วยเหมือนกัน แต่สำหรับในที่นี้แสดงแต่เฉพาะปรมัตถ์ ซึ่งเป็นธรรมที่มีจริง ๆ ฉะนั้น อสังขตธรรมในที่นี้จึงหมายเอาพระนิพพานเท่านั้นโดย T [30 มี.ค. 2549 , 13:36:14 น.] ( IP = 58.8.37.210 : : )
สลักธรรม 2
คำว่า อนุตฺตรํ แปลว่า เป็นธรรมที่ประเสริฐ ได้แก่ พระนิพพาน หมายความว่า ธรรมอื่น ๆ ที่ประเสริฐกว่าพระนิพพานนั้นไม่มีเลย
เมื่อว่าโดยส่วนรวมแล้ว อนุตฺตรธรรม ก็ได้แก่ โลกุตตรจิตและเจตสิก ๓๖ ดวง แต่สำหรับในที่นี้หมายเอาพระนิพพานอย่างเดียว ก็เพราะคาถาที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น แสดงถึงเรื่องพระนิพพาน อย่างเดียว แสดงวจนัตถะ และอธิบายในคำว่า นิพพาน
คำว่า นิพพาน เมื่อแยกออกแล้วมี ๓ บท นิ+วาน. นิ แปลว่า พ้น, วาน แปลว่า ธรรมที่เป็นเครื่องเกี่ยวโยง หมายถึง พ้นจากตัณหา ดังมีพระวจนัตถะแสดงว่า
วินติ สํสิพพตีติ วานํ ธรรมชาติใด ย่อมเป็นผู้เกี่ยวไว้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วาน ได้แก่ ตณฺหา วานโต นิกฺขนฺตนฺติ นิพฺพานํ ธรรมชาติย่อมพ้นจากเครื่องเกี่ยวโยง คือ ตัณหา ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า นิพพาน
ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในโลกนี้ ความเกิด และความตาย ในคนหนึ่ง ๆ ที่ผ่านมาแล้วนั้นมากมายจนไม่สามารถจะคำนวณได้ว่า เคยเกิดตายมาแล้วเท่าไร และต่อไปข้างหน้าความเกิดความตายก็จะมีต่อไปเรื่อย ๆ กำหนดไม่ได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอาศัยตัณหา คือ ความพอใจ ติดใจ ต้องการในอารมณ์ต่าง ๆ นั้นเอง เป็นผู้เกี่ยวกับสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดพ้นจากความเกิดและความตายไปได้ เหมือนหนึ่งช่างเย็บผ้าที่เอาผ้าหลาย ๆ ชิ้น มาเย็บให้ติดกันฉันใด ตัณหาก็เปรียบได้กับช่างเย็บผ้า คือเกี่ยวกับสัตว์ในภพเก่าให้ติดต่อกันกับภพใหม่เรื่อย ๆ ไป ด้วยเหตุนี้แหละตัณหาจึงได้ชื่อว่า วานโดย ธีรวัส [30 มี.ค. 2549 , 13:37:40 น.] ( IP = 58.8.36.16 : : )
สลักธรรม 3
สำหรับพระนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่า นิ+วาน คำว่า วาน เป็นชื่อของธรรมที่ไม่ดี แต่เมื่อมีคำว่า นิ ประกอบอยู่ข้างหน้าแล้วก็กลายเป็นชื่อของธรรมที่ดีสุดไป เช่นเดียวกับผู้ที่ได้ชื่อว่า พระขีณาสพ " คำว่า ขีณาสพ นี้เมื่อแยกออกแล้วได้ ๒ บท คือ ขีณ+อาสว, ขีณ -หมด อาสว - ธรรมที่ไหลไปได้ใน ๓๑ ภูมิ ได้แก่ โลภะ ทิฏฐิ โมหะ ชื่ออาสวะเป็นชื่อที่ไม่ดี แต่เมื่อเอาคำว่า ขีณะ เติมลงข้างหน้า กลายเป็นสิ่งที่ดีไป ว่าโดย บุคคล ได้แก่ พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น
แสดงประเภทของนิพพาน
นิพพาน มี ๑ คือ สันติลักขณะ
พระนิพพาน เมื่อโดยสภาวลักขณะแล้วมีอย่างเดียว คือ สันติลักขณะ หมายถึง สงบจากกิเลสและขันธ์ ๕ ทั้งหลายที่กล่าวว่า พระนิพพานว่าโดยสภาวลักขณะของตนแล้ว มีอยู่อย่างเดียวนั้น ไม่เหมือนกับวัตถุสิ่งของที่มีสิ่งเดียว แต่มีเจ้าของหลาย ๆ คน ฉะนั้น จะใช้สิ่งของนั้นพร้อม ๆ กันไม่ได้ จำเป็นต้องผลัดกันใช้ทีละคน ส่วนพระนิพพานหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อปรินิพพานแล้วย่อมได้เข้าถึงสันติสุขด้วยกันทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่า นิพพาน" คือ สภาพสันติสุข
นิพพาน มี ๒ คือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพาน
๒. อนุปาทิเสสนิพพาน
๑. สอุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕ คือ วิบาก และ กัมมชรูป ที่เหลือจากกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ นิพพานของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ หมายความว่า วิบากและกัมมชรูป ที่วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารเหล่านี้ ย่อมเกิดเกี่ยวเนื่องกันกับกิเลสอยู่เสมอโดย ธีรวัส [30 มี.ค. 2549 , 13:38:43 น.] ( IP = 58.8.37.210 : : )
สลักธรรม 4
ครั้นเมื่อพระอรหัตตมรรคประหารกิเลสทั้งหลายหมดสิ้นไปโดยไม่มีเหลือแล้วแต่วิบากและกัมมชรูป ซึ่งเป็นผลของกิเลสเหล่านั้นยังเหลืออยู่ ฉะนั้นวิบากและกัมมชรูปนี้แหละ จึงได้ชื่อว่า อุปาทิเสส เมื่อว่าโดยบุคลาธิษฐานแล้ว ก็ได้แก่ร่างกายของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเอง ในข้อที่ว่า นิพพานที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยวิบากและกัมมชรูปนั้น ไม่เหมือนกับที่เกิดพร้อมด้วย เจตสิกมุ่งหมายว่า วิบากและกัมมชรูปที่ยังเหลืออยู่เป็นให้รู้ถึงพระนิพพาน
๒. อนุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า นิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ คือ วิบากและกัมมชรูปเหลืออยู่ ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ที่ปรินิพพานแล้ว ดังแสดงวจนัตถะว่า
นตฺถิ อุปาทิเสโส ยสฺสาติ อนุปาทิเสโส
ขันธ์ ๕ คือ วิบากและกัมมชรูปที่เหลือไม่มีนิพพานใด ฉะนั้นนิพพานนั้นชื่อว่า อนุปาทิเสส เมื่อว่าโดยปริยายแห่งเหตุแล้ว นิพพานมี ๒ อย่างนั้น หมายความว่า วิบากและกัมมชรูป ยังคงเหลืออยู่และไม่เหลือ ทั้ง ๒ นี้ เป็นเหตุให้รู้ถึงสภาวะของพระนิพพาน ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงแสดงว่า พระนิพพานมี ๒ ตามเหตุดังกล่าวนั้น แต่ก็เป็นการแสดงโดยปริยายไม่ใช่โดยตรงทีเดียว
อนึ่ง สอุปาทิเสสนิพพาน จะเรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพาน ก็ได้เพราะอรหันต์ทั้งหลายผู้เข้าไปรู้แจ้งพระนิพพานนั้น ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้นิพพาน
อนุปาทิเสสนิพพาน จะเรียกว่า สัมปรายิกนิพพานก็ได้ เพราะพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อปรินิพพานแล้ว จึงเข้าถึงนิพพานนั้น
นิพพาน มี ๓ คือ
๑. สุญญตนิพพาน
๒. อนิมิตตนิพพาน
๓. อัปปณิหิตนิพพาน
๑. สุญญตนิพพาน หมายความว่า ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้นสูญสิ้นจากกิเลสและขันธ์ ๕ ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว ฉะนั้น จึงเรียกว่า สุญญตนิพพาน
๒.อนิมิตตนิพพาน หมายความว่า ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้นไม่มีเครื่องหมาย รูปร่างสัณฐาน สีสันวรรณะอย่างใดเลยโดย ธีรวัส [30 มี.ค. 2549 , 13:39:58 น.] ( IP = 58.8.37.210 : : )
สลักธรรม 5
ธรรมดารูปขันธ์นั้น ย่อมมีรูปกายเกิดร่วมกันอยู่ ฉะนั้น รูปร่างสัณฐาน สีสันวรรณะ จึงปรากฏได้ ส่วนนามขันธ์ ๔ แม้ว่า รูปร่างสัณฐาน สีสันวรรณะ ปรากฏไม่ได้เหมือนรูปขันธ์ก็จริง แต่ความเกิดสืบต่อกันของนามขันธ์ทั้ง ๔ นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและปรจิตตาวิชานอภิญญาลาภีบุคคลทั้งหลาย ย่อมเห็นได้ด้วยปัญญา คล้ายกันว่า นามขันธ์ ๔ เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐาน ฉะนั้น จึงมีนิมิตเครื่องหมาย ส่วนความเป็นอยู่ของพระนิพพานไม่เป็นเช่นนั้นแต่ประการใดเลย ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า อนิมิตตนิพพาน
๓. อัปปณิหิตนิพพาน หมายความว่า ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น ไม่มีอารมณ์ที่น่าปรารถนาด้วยโลภะ และไม่มีตัณหา ที่เป็นตัวต้องการอยู่ในนิพพานนั้น อธิบายว่า สังขตธรรมทั้งหลายที่เป็นรูปก็ตาม นามก็ตาม ต้องมีสภาพปณิหิตตะ คือ มีอารมณ์ที่น่าปรารถนาด้วยโลภะหรือตัณหา ทั้ง ๒ อย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง ๒ อย่าง แม้ว่า โลกุตตรจิตเจตสิกเหล่านี้ จะไม่มีอารมณ์ที่น่าปรารถนาด้วยโลภะและไม่มีตัวตัณหาก็จริง แต่ก็ยังไม่พ้นจากความเป็นปณิหิตธรรม เพราะต้องเกิดอยู่กับบุคคล ส่วนนิพพานนั้นไม่ได้เกิดอยู่ภายใน เป็นธรรมภายนอกโดยส่วนเดียว ฉะนั้น จึงชื่อว่า อัปปณิหิตตะ
ความเข้าใจนิพพานที่ถูกต้อง
เรื่องนิพพาน คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลที่เบื่อโลกเท่านั้น ส่วนคนที่ยังต้องการสนุกสนานอยู่ในโลก เรื่องนิพพานไม่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดว่า คนเราจะบรรลุถึงนิพพานก็ต่อเมื่อตายไปแล้วเท่านั้น และบางคนเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนิพพานก็ทำให้เขานึกว่า การบรรลุถึงนิพพานก็คือ การไม่เกิด หรือการบรรลุถึงความดับสูญไม่มีอะไร ซึ่งทำให้รู้สึกว่า นิพพานไม่เห็นน่าจะสนใจอย่างไร การมีชีวิตอยู่ แม้จะต้องประสบกับความยุ่งยากลำบากต่าง ๆ ก็ยังดีกว่าการบรรลุถึงนิพพาน ความเข้าใจผิดทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเหตุให้คนส่วนมากไม่สนใจเรื่องนิพพาน ซึ่งโดยที่แท้ นิพพานเป็นเรื่องที่จำเป็นแก่ชีวิตทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าคนที่สมัครจะอยู่ในโลก หรือคนที่เบื่อโลกแล้ว
การศึกษาเรื่องนิพพานต้องศึกษาจากข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ การบรรลุถึงนิพพาน ก็คือ การเข้าถึง ความสงบ ความสว่าง และความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ มีขึ้นตามสติปัญญาภูมิธรรมของผู้ปฏิบัติธรรม การรู้แจ้งเห็นจริงตามกฎของธรรมชาติอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกคนเพราะนิพพานมีหลายระดับ คือตั้งแต่ปุถุชนธรรมดาจนถึงอริยชนระดับต่างๆการยึดมั่นถือมั่นมากก็ทุกข์มาก ยึดมั่นถือมั่นน้อยก็ทุกข์น้อยโดย ธีรวัส [30 มี.ค. 2549 , 13:45:57 น.] ( IP = 58.8.37.210 : : )
สลักธรรม 6
พึงเข้าใจว่าการบรรลุนิพพานนั้นมีหลายชั้นปุถชนธรรมดาก็นำมาใช้ได้เมื่อดับกิเลสความทุกข์อย่างหยาบได้ แต่โดยทั่วไปมุ่งหมายเอาเฉพาะพระอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ได้ชื่อว่าบรรลุถึงนิพพานแล้ว แต่ผู้เข้าถึงโดยสมบูรณ์ คือพระอรหันต์เท่านั้น
นิพพานเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง สังขาร แปลว่า สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ในที่นี้สังขาร หมายถึง นามรูป วิญญาณในเมื่อได้พบกับความสงบอันประณีตนี้แล้ว อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน เริ่มคลายออก จนกระทั่งไม่มีเหลือ และปฏิสนธิวิญญาณในชาติต่อไปก็ไม่มี
นิพพานเป็นที่สละคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง คำว่า อุปธิ หมายถึง กิเลสก็มี และหมายถึง เบญจขันธ์ก็มี แปล่า สิ่งที่เข้าไปทรงไว้ เข้าไปครองที่ หมายถึงปัญจขันธ์ สิ่งที่เป็นรากฐานแห่งการเกิด โดยเฉพาะหมายถึงอุปาทาน คือการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราของเราอันเป็นเหตุให้มีการเกิดขึ้นอีก ฉะนั้น จึงหมายถึง เป็นที่สละคืนซึ่งอุปาทานทั้งหลาย
นิพพานคือวิราคธรรม ซึ่งแปลว่า ธรรมอันเป็นที่คลายออกซึ่งกิเลส คือหมายความว่า ใจของใครก็ตามเมื่อมาพบกับวิราคธรรมเข้าแล้ว กิเลสทั้งหลาย ย่อมจะคลายตัวออกจากใจ จนกระทั่งในที่สุดไม่มีเหลือ และคำว่าวิราคธรรมในที่นี้ ก็หมายถึง ความสงบอันประณีตนั่นเอง
นิพพานเป็นอสังขตธรรม คือเป็นเครื่องหมายที่ทำให้กำหนดรู้ หรือเครื่องกำหนดหมายให้รู้ว่าเป็นอสังขตะ (ว่ามิใช่สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันทำขึ้นแต่งขึ้น) ของ อสังขตธรรมมี ๓ อย่างคือ
๑. ไม่ปรากฎความเกิด
๒. ไม่ปรากฎความสลาย
๓. เมื่อดำรงอยู่ ไม่ปรากฎความผันแปร
รวมความว่า อสังขตธรรมหรือวิสังขาร คือ นิพพาน พ้นจากภาวะไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ แต่ก็เป็นอนัตตาไร้ตัวตน ส่วนธรรมอื่นนอกจากนั้น คือ สังขารหรือสังขตธรรมทั้งหมด ทั้งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ดังในคัมภีร์แห่งพระวินัยปิฎกว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาโดย ธีรวัส [30 มี.ค. 2549 , 13:48:39 น.] ( IP = 58.8.37.210 : : )
สลักธรรม 7
ขอบคุณมากครับ
โดย พี่เณร [30 มี.ค. 2549 , 20:11:43 น.] ( IP = 58.9.144.237 : : )
สลักธรรม 8อนุโมทนาค่ะ โดย พี่ดา [31 มี.ค. 2549 , 08:58:46 น.] ( IP = 124.121.173.105 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |