มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คนเป็นกะเทยได้อย่างไร (ตอนที่๗)




คนเป็นกะเทยได้อย่างไร
โดย. ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร



ตอนที่ (๖) อ่านที่นี่

คนไทยส่วนใหญ่มีสำมะโนครัวเป็นชาวพุทธ แต่ศึกษาพุทธศาสนาจริงจังไม่มากเท่าใด ด้วยเหตุนี้ จึงแยกศาสนาพราหมณ์ออกจากศาสนาพุทธไม่ได้ แล้วคิดว่า ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาพุทธไป

เพราะพราหมณ์บางลัทธิยึดถือพระอิศวร และเทวดาในชั้นต่างๆ เอามาเป็นที่พึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะมีผู้ที่ทำสมาธิมาก จนมีความสามารถพิเศษอย่างที่ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า "อภิญญาจิต" ติดต่อกับบรรดาเทวดาชั้นต่างๆ ได้ ก็เลยถือ

พระอิศวรและบรรดาเทวดาชั้นต่างๆ เหล่านั้นผู้มีความสามารถพิเศษ เช่น ดลบันดาลให้ตนรอดและปลอดภัย หรือมีลาภผลใดๆ ตามที่ตนปรารถนา (ติดต่อกับผีสางเทวดาได้เท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องได้อภิญญาเสมอไป)

คนไทยมิใช่น้อยก็คิดดังนี้ จึงได้สู้อุตส่าห์เดินทางไปแม้ว่าจะไกลแสนไกล ต้องลำบากกายลำบากใจ และเสียเงินทองมากมาย เพื่อหวังจะได้บนบานศาลกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา และพระภูมิเจ้าที่ หรือต้นไม้ใหญ่ๆ ที่มีรุกขเทวดาประจำอยู่ หรือมีข่าวเล่าลือว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บอกเบอร์ล๊อตเตอรี่ได้ที่ไหน ก็จะพากันไปอย่างล้นหลามเป็นพันเป็นหมื่น เพื่อหวังจะได้ลาภ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:31:32 น.] ( IP = 58.9.137.53 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ผู้ศึกษาธรรมะในขั้นละเอียดลึกซึ้งก็จะทราบว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทวดานั้นมีจริง แต่ก็ไม่มีความสามารถที่จะดลบันดาลอะไรให้ใครได้ตามชอบใจ ถ้าดลบันดาลให้เพราะการคารวะกราบไหว้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วที่มีความยุ่งยากพิศดาร หรือพระพุทธศาสนาไม่ต้องมีก็ได้ เพราะต้องการอะไรก็ไปขอเทวาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาได้ง่ายๆ ก็แล้วกัน

อย่างไรก็ดี บรรดาเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวมานั้น เกิดมาได้ด้วยจิตเป็นกุศล ดังนั้น การคารวะกราบไหว้จึงเป็นมงคล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้กราบไหว้แต่มิได้สอนให้ขอลาภผลอะไร ถ้าจะว่าตามความจริงแล้ว เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น บางท่านก็มีอำนาจจิตสามารถสนับสนุน หรือส่งเสริมได้บ้างตามสมควร ตามอำนาจของกรรมที่ผู้นั้นได้ทำ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:33:37 น.] ( IP = 58.9.137.53 : : )


  สลักธรรม 2

เพราะสมาธิของผู้ที่ได้ฌานขั้นต่างๆ เหล่านั้น จะมีความสามารถมากมาย และสามารถมี"อภิญญาจิต"ได้ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าไปศึกษา คือ ท่านอาฬารดาบสกับอุทกดาบส ผู้ได้ถึงอากิญจัญญายตนฌาน และฌานขั้นสูงสุดคือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาอยู่ไม่เท่าใดก็เสด็จจากไป เพราะสมาธินั้น ถึงจะทำให้มากมายก่ายกองอย่างไร ก็ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ไม่ได้

บรรดาผู้ทำสมาธิจนได้ฌานขั้นสูงสุด ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ยังต้องแก้ปัญหาให้ชีวิตต่อๆ ไป เพราะกิเลสทั้งหลายได้แต่ถูกข่มเอาไว้ โผล่ขึ้นมาไม่ได้ด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น วันใดวันหนึ่งอำนาจสมาธิเสื่อมลง วันนั้นกิเลสทั้งหลายที่ข่มเอาไว้ก็จะเสนอตัวขึ้นมาใหม่อีก

อำนาจของสมาธิ มิได้ทำให้เกิดปัญญาทราบว่า สรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้แต่จิตใจก็คิดว่ามันเที่ยง มันเป็นอมตะไม่รู้จักดับ เพราะว่าจิตนั้นเกิดดับอยู่โดยรวดเร็วอย่างเหลือเกิน จนเกินกว่ากำลังของผู้มีแต่สมาธิจะทราบได้ ไม่มีปัญญาจึงไม่อาจทราบว่าจิตใจนั้นมีความเกิดดับอยู่ตลอดเวลา และเกิดดับอยู่อย่างรวดเร็วต่อๆ กันไปไม่ขาดสาย จนผู้ทำสมาธิเข้าใจผิดไปจึงเข้าใจว่าจิตเป็นอมตะ หรือเป็นสิ่งกายสิทธิ์ไป คนไทยบางท่านก็คิดดังนั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:34:57 น.] ( IP = 58.9.137.53 : : )


  สลักธรรม 3

เหมือนไฟฟ้า ที่ทำให้หลอดไฟสว่างอยู่ตลอดเวลา แท้จริงมันเกิดดับติดต่อกันไปไม่ขาดสายโดยรวดเร็ว แต่สายตาของเราจับความดับของมันไม่ทัน เพราะมันเกิดดับติดๆ กันไป หรือเหมือนกับไฟฟ้าที่เขาทำไว้โฆษณา มันเกิดดับต่อๆ กันไปโดยรวดเร็ว จนทำให้เราเข้าใจว่าไฟฟ้ามันวิ่งได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนเลยแม้แต่สิ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือเป็นนามก็ตาม ล้วนแต่มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาทุกๆ วินาที จิตก็โดยทำนองเดียวกันแม้แต่รูปที่เราเห็นว่ามันใหญ่โต หรือกว้างขวาง แท้จริงก็เป็นหน่วยเล็กๆ เรียกว่า "ปรมาณู" มารวมกัน (ปรมาณูในพระพุทธศาสนา)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:36:41 น.] ( IP = 58.9.137.53 : : )


  สลักธรรม 4

ในบทสวดมนต์จึงได้กำหนดเอาไว้ว่า....

สัพเพสังขารา อนิจจา = สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีการปรุงแต่งย่อมไม่เที่ยง ย่อมจะผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอตลอดเวลา สรรพสิ่งทั้งหลายก็ได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ประเภท

สัพเพสังขารา ทุกขา = สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีการปรุงแต่งย่อมจะเป็นทุกข์ (ทุกข์ไม่ใช่เจ็บป่วยไม่สบายอย่างเดียว) หมายถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ประเภท

สัพเพธัมมา อนัตตา = ธรรมชาติทั้งหมด ทั้งที่มีการปรุงแต่ง หรือมิได้ปรุงแต่ง ย่อมไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ หรือสิ่งของอะไร สักแต่ว่ามาประชุมกันชั่วคราวแล้วก็สลายตัวไปบังคับบัญชามันไม่ได้ ได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ สำหรับสัพเพธัมมานี้ หมายถึงธรรมชาติทั้งหมดรวมพระนิพพานด้วย แต่นิพพานมิได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย นิพพานเป็นนิจจังเป็นสุขขังแต่เป็นอนัตตา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:44:58 น.] ( IP = 58.9.138.214 : : )


  สลักธรรม 5

ตามที่แสดงมานี้ ก็จะเห็นได้ว่า พระธรรมทั้งหลายพูดเอาตามชอบใจไม่ได้ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ควบคุมเอาด้วยตัวเลขทั้งหมด เฉพาะที่แสดงนี้เป็นแม่บทเท่านั้น พระธรรมทั้งหมดผู้ศึกษาจะได้เห็นว่ามีตัวเลขกระจายอยู่ทั่วไป ผมนำมาเสนอให้ท่านได้เห็น เพื่อจะให้ท่านเข้าใจในพระธรรมว่า ถ้ามิได้มีตัวเลขควบคุมเอาไว้แล้ว ไม่นานนัก พระพุทธศาสนาก็ต้องล้มละลาย เพราะใครต่อใครจะตีความเอาเองก็ได้ตามชอบใจ เพราะคนที่ไม่ยอมศึกษาพุทธศาสนาที่ลึกซึ้ง คิดว่าพุทธศาสนานั้นตื้นๆ ชอบคิดชอบตีความอยู่แล้ว

สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่ารูปหรือนาม ก็ย่อมจะไม่มีสิ่งใดตั้งมั่นอยู่ได้ ผู้ไม่ได้ศึกษาให้มีความเข้าใจก็คิดเอาง่ายๆ ว่า จิตนั้นเป็นอมตะ เป็นสิ่งกายสิทธิ์ ทั้งล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ด้วย เมื่อเอาสรรพสิ่งทั้งหลายมาว่าไม่เที่ยงแล้ว จิตจะเป็นสิ่งกายสิทธิ์ และล่องลอยไปเกิดได้อย่างไร ก็เป็นการไม่ถูกต้องตามสภาวธรรม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:46:39 น.] ( IP = 58.9.138.214 : : )


  สลักธรรม 6

นอกจากนี้แล้วยังชอบพูดว่า จิตดวงเดียวชอบท่องเที่ยวไป นี่แสดงว่าจิตไม่มีความดับ ซึ่งผิดกับหลักของธรรมชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางเอาไว้ เพราะในโลกนี้หรือโลกไหนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนแม้แต่สักวินาทีหนึ่ง แท้จริงเวลาจิตเกิดนั้น มีเหตุประชุมกันมากมายทั้งรูปทั้งนาม แต่จิตนั้นเป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นผู้นำให้ท่องเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ แต่หาได้เกิดขึ้นมาแต่จิตอย่างเดียวโดดเดี่ยว และไม่มีการเกิด-ดับ ซึ่งผิดสภาวะได้ไม่

จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่มีความเกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย ไม่ว่าเวลาหลับ เวลาตื่น ไม่ว่าตอนเกิดหรือตอนตาย เพราะเป็นอนันตรปัจจัย ซึ่งท่านผู้ใดศึกษามีความเข้าใจแล้วก็จะได้เหตุผลข้อเท็จจริงพร้อมด้วยบทพิสูจน์ทุกประการว่า ทำไมมันจึงดับ แล้วทำไมมันจึงเกิดใหม่ไม่ขาดสาย

เปรียบเหมือน"เซลล์" ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย มันแยกตัวเองแล้วก็ขาดออกจาก ๑ เป็น ๒ จาก ๒ เป็น ๔ จาก ๔ ก็เป็น ๘ และเรื่อยๆ ไป ข้อสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ เมื่อ "เซลล์" แยกตัวออกเป็น ๒ เป็น ๔ แล้ว เซลล์ทั้งหมดก็ได้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยจากเซลล์ตัวเดิมมาทั้งหมด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:49:40 น.] ( IP = 58.9.138.214 : : )


  สลักธรรม 7

จิตก็ทำนองนี้ เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์แล้วก็เก็บอารมณ์ต่างๆ เอาไว้ในจิตใจ เราจึงจำสีเขียว สีแดง จำ ก.ไก่ ข.ไข่ได้ ตลอดจนจำภรรยา สามี หรือเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ แม้การสอบไล่ของนักศึกษา ก็เอาของเก่าที่เคยศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว เก็บเอาไว้ในจิตใจออกมาตอบในข้อสอบ ส่วนคิดนึกไม่ออกนั้นก็เพราะ กำลังแรงของอารมณ์ไม่พอ หรือมีความสันทัดจัดเจนน้อยไป หรือไม่ได้คิดนึกบ่อยๆ ด้วยไม่ได้มีความสนใจ

เมื่อจิตเกิดดับสืบต่อกันไปแล้ว การสืบทอดทุกอย่างก็ติดตามไปเหมือนกับเซลล์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ความสันทัดจัดเจนต่างๆ ก็ติดตามไปด้วยทุกอย่าง ตลอดจนเรื่องของบุญ ของบาป เรื่องอุปนิสัยใจคอก็สืบต่อไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ คงจะก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่ท่านทั้งหลายอยู่บ้าง ถ้าท่านค่อยๆ ศึกษาต่อๆไปแล้วก็จะเห็นว่า ในพระอภิธรรมปิฎกนั้นมีคำอธิบายอยู่พร้อมบริบูรณ์

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2549 , 06:52:07 น.] ( IP = 58.9.138.214 : : )


  สลักธรรม 8

จริงๆด้วยนะคะ ถ้าดลบันดาลได้จริงแล้ว เรื่องกรรมก็คงไม่มีความหมาย ไม่ต้องทำความดีกันให้มาก ร้องขอบนบานกันอย่างเดียวก้พอแล้ว อ่านด้วยความเคารพบูชาพระอภิธรรมปิฎก และระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ผู้เสียสละและเมตตา พากเพียรที่จะมอบปัญญาให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย

กราบบูชาพระคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพค่ะ และขอบพระคุณพี่เณรที่นำมาให้อ่านด้วยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 เม.ย. 2549 , 12:43:37 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [11 เม.ย. 2549 , 12:38:50 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

โดย น้องอุ๊ [11 เม.ย. 2549 , 21:53:11 น.] ( IP = 61.47.115.140 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org