| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น (ตอนที่ ๔)
![]()
วิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น (ตอนที่ ๔)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
เมื่อยแล้วทำอย่างไร? ก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถโดยจะต้องรู้เหตุและกำหนดให้ถูกต้องว่า "นามเมื่อย" หรือ "นามทุกข์" พอกำหนดแล้วก็เปลี่ยนอิริยาบถของเราไปเท่าที่สังเกตุดูก็เห็นหลายๆ ท่านที่พอกำหนดแล้วก็เปลี่ยนอิริยบถกันอย่างผิดปกติเหมือนพยายามสร้างขึ้น
ท่านลองนึกถึงโต๊ะทำงานของท่านนะคะ ท่านมีโต๊ะประจำตำแหน่งเป็นพนักงาน เป็นนายคน เป็นครู ท่านนั่งอยู่ในชีวิตประจำวันท่านเมื่อยกันไหมคะ ..เมื่อย เช่น กำลังตรวจข้อสอบอยู่ แล้วถ้าบอกว่านามเมื่อยจะมีโยนิโสมนสิการไปรู้ว่า เมื่อยนั้นเป็นทุกข์ ใครทุกข์? นามทุกข์ ใครรู้? นามรู้ แล้วก็แก้ไข โดยพลิกขาหรือขยับท่าทางนิดหน่อยก็หายเมื่อย
ไม่ใช่ทำอิริยาบถให้ผิดปกติหรือแก้ไขแบบเกินความจำเป็น เช่น พอเมื่อยปุ๊บ กำหนดแล้วก็ลุกขึ้นเดินปั๊บเลย แต่ให้เปลี่ยนไปเท่าที่จำเป็น เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ดูอาการในอิริยาบถใหม่นั้นต่อไป เช่น เปลี่ยนท่าทางมาเป็นท่านอนแล้วนอนทับมือ เมื่อดูอาการต่อไปแล้วก็รู้สึกว่ามือชาเพราะถูกกดทับ ก็กำหนด"นามทุกข์ " แล้วก็เปลี่ยนท่าให้คลายจากทุกข์นั้น เช่นเอามือขยับออกมา แต่ก็ยังคงอยู่ในท่านอนนั้นได้ ไม่ต้องถึงขนาดเปลี่ยนแปลงอิริยาบถจากท่านอนเป็นท่านั่งเลยก็ได้ เปลี่ยนแปลงเพียงแค่ความจำเป็นเท่านั้น และอย่าทำอาการลุกลี้ลุกลนในขณะที่เปลี่ยนอิริยาบถ
เพราะความที่จิตนั้นจับอารมณ์สืบต่อตามดูอาการก็จะขาดไป เพราะต้องไปเริ่มต้นในอิริยาบถใหญ่อันใหม่นั้น เป็นการไม่ต่อเนื่องในการดูด้วยสติ เมื่อความต่อเนื่องในการดูไม่มี เพราะเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ เมื่อไหร่จะถึงปลายทางเสียที
โดย ศาลาธรรม [11 เม.ย. 2549 , 09:09:20 น.] ( IP = 203.172.117.117 : : )
สลักธรรม 1
ทุกท่านลองนึกนะคะ เราทั้งหมดนี้จะขึ้นภูกระดึง แล้วก็มีคำสั่งบอกให้เราขึ้นภูกระดึง ใครที่เมื่อยก็ให้พักได้ แต่ละคนก็ปีนกันใหญ่เลย แต่บางคนพอเมื่อยปุ๊บก็เดินกลับมาข้างล่าง แล้วก็เริ่มต้นปีนใหม่ พอเมื่อยปุ๊บก็กลับลงมา แล้วก็เริ่มต้นปีนใหม่ ทำอยู่อย่างนี้ถามว่า จะไปถึงยอดภูกระดึงไหม?..ไม่ถึง
ฉันใดก็ฉันนั้น เราแก้ไขให้พอดีในท่านั่งนั้นแหละ แต่บางคนมีถามอีกนะคะว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้ว และเมื่อไหร่จะได้เดินหรือจะถึงเวลาเดินได้เสียที ตอบไม่ได้ค่ะ เพราะแต่ละคนมีวิบากที่ไม่เหมือนกัน เช่นบางคนนั่งอยู่เนี่ยแล้วมีแดดร้อนๆ ส่องเข้ามา จนกระทั่งความร้อนนี้เป็นปฏิปักษ์อย่างแรงแล้วเนี่ย เราก็มีมนสิการลงไปว่า นามทุกข์ แล้วถามว่านามทุกข์นั้นเรารู้ไหมว่าทุกข์เพราะอะไร?..รู้
เปรียบเสมือนเราดูหนังเรื่องแดจังกึม เราตั้งใจดูหน้าแดจังกึมอย่างเดียวว่าแดจังกึมจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม แต่ภาพข้างๆที่มินจุงโฮกำลังพูดด้วยเนี่ย เราก็เห็นว่ามินจุงโฮกำลังพูดกับแดจังกึม แต่เรากำลังจ้องดูที่หน้าแดจังกึมว่าจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม ทั้งหมดในภาพใหญ่รวมๆ เนี่ยเราจดจ่ออยู่กับหน้าแดจังกึมก็จริงแต่จิตของเรานั้นก็รับรู้ได้ทั่ว
ฉะนั้นการที่เรากำหนดอิริยาบถนั่ง แล้วก็กำหนดรูปร้อน เมื่อมีความร้อนมากระทบกับผิวกาย และก็รู้ว่าร้อนนี้ไม่ใช่ร้อนเพราะอากาศร้อน แต่ร้อนเพราะแสงแดด เราก็ไม่ต้องดันทุรังนั่งอยู่กลางแดดนั้น เช่นเปลี่ยนท่านั่งหันหลังให้แดด อย่างนี้ก็เกินไป เป็นการทนฝืนอยู่จนเกินไป เพราะถ้ามีปฏิปักษ์เข้ามาแล้วก็กำหนดเพื่อแก้ไข แล้วก็ดูอิริยาบถใหม่ไป ตรงนี้นี่แหละที่เราต้องคอยสังเกตนะคะ โดย ศาลาธรรม [11 เม.ย. 2549 , 09:09:48 น.] ( IP = 203.172.117.117 : : )
สลักธรรม 2
หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงต่างกันกับสมาธิ เพราะสมาธินั้นขอให้ท่องเป็น ท่องบ่อยๆ ก็ทำได้ แต่วิปัสสนากรรมฐานนั้นท่านให้มีความเพียรสี่อย่าง คือ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา
เพียรละบาปเก่าๆ เพียรระวังบาปที่เคยเกิดขึ้นแล้วอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพียรสร้างบุญที่ยังไม่เคยสร้างให้เกิดขึ้น และเพียรรักษาบุญนั้นไม่ให้เสื่อมไป คือสัมมัปปธานสี่นั่นเอง
เพียรละบาปเก่าๆ ไม่ใช่เพียรล้างบาปนะคะ บาปไหนล่ะบาปเก่าๆ ? ใครไม่ทราบบ้างคะ ไม่ต้องอายค่ะ เพราะสิ่งที่เราควรจะอายคืออายชั่วกลัวบาป ส่วนอย่างอื่นไม่ควรอายเลย ยิ่งความไม่รู้นี่ยิ่งไม่ควรอาย ให้บอกไปเลยว่าฉันไม่รู้ เพื่อจะได้มีความรู้มากขึ้นได้
เพียรละบาปเก่าๆ ก็คือ ต้องมีกายสุจิต วจีสุจริต และมโนสุจริต การที่เรามาแล้วเราได้อยู่คนเดียวนี้ วาจาเราก็สุจริตที่เราเคยเพ้อเจ้อก็ไม่เกิดขึ้น การคุยนั้นเป็นการทำบาปเก่าๆ เพราะเวลาที่คุยนั้นคุยกันเรื่องอะไร คุยเรื่องเขาเรื่องเราทั้งนั้นเลย เช่น เขาทำอะไรล่ะ เคยเห็นเขาไหม เขาเป็นอะไรไป อาหารเป็นอย่างนี้จะกินได้ไหม เป็นเรื่องของกิเลสทั้งเลย ฉะนั้นจึงบอกว่าไม่จำเป็นไม่ต้องพูด ไม่จำเป็นไม่ต้องทำ มีข้อวิรัติกับตนเอง จึงต้องพยายามอย่าให้บาปเกิดขึ้นที่กาย วาจา และใจเรานั่นเอง โดย ศาลาธรรม [11 เม.ย. 2549 , 09:10:08 น.] ( IP = 203.172.117.117 : : )
สลักธรรม 3
เพียรระวังบาปที่เคยเกิดขึ้นแล้วอย่าให้เกิดขึ้นอีก นั่นก็คือ ความเห็นผิด ว่าเป็นตัวเรา ว่าเราเดิน เรายืน เรานั่ง เรานอน จึงต้องมากำหนดว่า รูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน จึงไม่ให้ตกไปจากนามรูป เพราะเมื่อตกจากนามรูปเมื่อใด บาปเก่าๆก็จะเกิดขึ้น เช่น สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นต้นเหล่านี้เกิดขึ้นมา สังสารวัฏก็จะเกิดขึ้นมาอย่างยาวเหยียดเลย
เมื่อนั่งอยู่แล้วหลงว่าเรานั่ง ก็จะต้องรู้ว่าอย่านะ เพราะเป็นรูปนั่ง หรือหลงผิดว่าเราเห็น แท้จริงจริงมี"เรา" หรือไม่ ไม่มี เพราะเป็นการประชุมของเหตุใหญ่ๆ สี่อย่าง แล้วมีเราเข้าไปอยู่ตรงไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยแล้วเหตุปัจจัยเป็นคนไหม? ไม่ใช่ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น แต่จิตนั้นเป็นผู้รู้ รับรูปารมณ์นั้น จึงต้องกำหนดว่า"นามเห็น"
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอย่าให้จิตตกไปจากนามรูปนะ เพราะจะเสียวิปัสสนา คือไม่มีปัญญาและนอกจากไม่มีปัญญาแล้ว โมหะยังเข้ามาครอบครองอีกด้วยว่าเป็นเรา ฉะนั้นในข้อที่สองนี้ เพียรระวังบาปที่เคยเกิดขึ้นแล้ว อย่าให้เกิดขึ้นอีกด้วยการสังวรระวังตั้งชีวิตอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ มีอะไรขึ้นมาก็เป็นรูป เป็นนาม แสงเป็นรูป รู้เป็นนาม เสียงเป็นรูป รู้เป็นนาม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งในรูปในนามนี้ เราต้องรู้ว่าอารมณ์นั้นเราต้องกำหนดอันไหนจึงจะถูกต้อง โดย ศาลาธรรม [11 เม.ย. 2549 , 09:10:27 น.] ( IP = 203.172.117.117 : : )
สลักธรรม 4
เช่นทางตา คลื่นแสงที่สะท้อนเข้ามาเป็นรูป การรู้คลื่นแสงนั้นเป็นนาม จึงต้องกำหนด "นามเห็น" ถามว่า ทำไมต้องกำหนด "นามเห็น" ? เพราะเราเข้าใจผิดว่า "เราเห็น" โง่อยู่ตรงที่เข้าใจว่าเป็น"เรา" จึงต้องผลักโง่ออกแล้วกำหนดว่า "นามเห็น"
เสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม เสียงไม่มีอิทธิพล แต่เราหลงผิดว่า "เรา"ได้ยิน เราจึงชอบ เราจึงชัง แท้ที่จริง "จิต"เป็นผู้ได้ยิน จึงต้องกำหนด"นามได้ยิน"
เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เป็ด จืด เป็นรูป รู้รสเป็นนาม ต้องกำหนด"รูปรส" "รูปหวาน" "รูปเปรี้ยว" คราวนี้ต้องกำหนดรูปก็เพราะว่า เราเข้าใจผิดว่า รสเปรี้ยวน่ะเป็นเรา ที่จริงแล้วเปรี้ยวเป็นมะนาว เอามะนาวมาบีบใส่ปากเรา เราก็เปรี้ยว เอาไปบีบใส่ปากคนอื่นเขาก็เปรี้ยว แต่เราหลงว่า"เราเปรี้ยว" เราจึงชอบ เราจึงชัง แท้ที่จริง "รูปรส" หรือ"รูปเปรี้ยว" ฉะนั้นรสชาติต่างๆ จึงกำหนดว่าเป็น"รูป" อย่างนี้เป็นต้น
ฉะนั้น จึงจะต้องมีหลักการว่าอะไรคือรูปอะไรคือนาม ซึ่งเป็นความจริงนี้มาระลึกอยู่เสมอ การระลึกอยู่เสมอนี่แหละเป็นการละบาปเก่าๆที่เคยเกิดมาแล้วม่ให้เกิดขึ้นอีก และในขณะละบาปเก่าๆ นี้บาปใหม่ๆ ก็ไม่เกิดขึ้นด้วย และการเพียรสร้างบุญใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นคือ วิปัสสนาปัญญาก็จะเกิดขึ้นได้ และการที่เราพยายามทำอยู่ไม่ให้ตกไปจากนามรูป ก็คือการเพียรรักษาบุญนั้นไว้ใม่ให้เสื่อมไป จะเห็นว่าเพียรอย่างเดียวสำเร็จได้ทั้งสี่ประการ
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย ศาลาธรรม [11 เม.ย. 2549 , 09:10:45 น.] ( IP = 203.172.117.117 : : )
สลักธรรม 5ขอบคุณครับ ที่นำมาลงต่อเนื่องให้ได้อ่านกัน
โดย เม้าตาอิน [11 เม.ย. 2549 , 16:26:52 น.] ( IP = 58.9.127.32 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณค่ะ ที่นำประโยชน์มาฝาก
โดย น้องอุ๊ [11 เม.ย. 2549 , 21:48:00 น.] ( IP = 61.47.115.140 : : )
สลักธรรม 7ขอบคุณมากค่ะ.. เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ปฏิบัติมากๆค่ะ
โดย เซิ่น [11 เม.ย. 2549 , 23:12:47 น.] ( IP = 58.8.45.231 : : )
สลักธรรม 8ขอบพระคุณมากค่ะ ที่นำสิ่งดีๆมีประโยชน์เช่นนี้มาให้อ่านค่ะ
รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสอ่านการบรรยายธรรมะของท่านอาจารย์บุษกร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฎิบัติไม่เพียงสำหรับผู้เริ่มต้น แม้ผู้ที่เคยปฎิบัติมาบ้างก็ยิ่งเพิ่มพูนความรู้ความศรัทธาให้ยิ่งขึ้นไปค่ะ
โดยเฉพาะคำอธิบาย สัมมัปปธาน๔ เกี่ยวกับการปฎิบัติวิปัสสนา ได้ความละเอียดลึกซึ้งสว่างมากค่ะโดย ธัญธร [16 เม.ย. 2549 , 16:49:14 น.] ( IP = 203.172.122.32 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |