มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น (ตอนที่ ๕)






วิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น (ตอนที่ ๕)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร



ตอนที่ผ่านมา

คำถามขณะที่ได้ยินเสียงเพลงเกิดความวิปลาสเกิดขึ้นไหม?

คำตอบ ถ้าเราฟังไปด้วยแล้วรู้เนื้อหาความวิปลาสก็เกิดขึ้น แต่ถ้าเรากำหนด"นามได้ยิน"ก็ไม่วิปลาส แต่นั่นจะกำหนดได้ไหม เพราแค่เสียงคำเดียวก็ยังกำหนดไม่ได้เลย และถามว่าตอนไปเปิดเพลงเนี่ย สติปัญญาไปเปิดหรือโลภะไปเปิดล่ะ


คำถาม สมมุติมีผู้ป่วยเจ็บอยู่นี่และเป็นคนตาบอดแล้วเราจะแนะนำให้เขาปฏิบัติวิปัสสนาจะดีไหม?

คำตอบ ต้องเรียนให้ทราบว่าเจตนาของผู้ให้นั้นดีเลิศ แต่เครื่องรับกับเครื่องส่งต้องจูนตรงกัน เราเปิดเอฟ.เอ็ม. เขาต้องจูนที่เอฟ.เอ็ม จึงจะได้รับคลื่นเสียง เพราะฉะนั้นเจตนาเราหวังดีแล้ว แต่เขาจะได้รับหรือไม่ได้รับนั้นมันอยู่ที่เขา

นอกจากนี้ผู้ที่มีความทุพพลภาพสมมุติว่าเป็นมาตั้งแต่เกิดที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าคนผู้นั้นเกิดด้วยกุศลที่มีกำลังอ่อน เป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก เพราะอดีตชาติได้ทำการฆ่าสัตว์ไว้มากจึงเกิดมามีร่างกายทุพพลภาพ

แต่ถ้าเขามีร่างกายทุพพลภาพภายหลังการเกิดอันนี้ไม่ถือว่าเกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นการแนะนำให้เขาก็อาจจะทำได้เพราะวิปัสสนาเป็นงานทางใจ แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ความไม่สมประกอบนั้นจะให้เขารับสิ่งที่สมประกอบได้ทั้งหมดก็คงจะยาก อย่าหวังผลสำเร็จไว้จนสูงลิบ

แต่ควรจะทิ้งเขาเลยไหม ไม่ควรค่ะ เพราะเขาเพียงขาดด้านจักขุปสาทไปแต่ยังสามารถรับอารมณ์ได้ในปสาทที่เหลือ และการที่ให้เขาหมั่นระลึกทางใจให้ได้ก็จะเป็นการเติมบุญให้เขา ได้มีโอกาสสะสมเสบียงที่ดีเอาไว้ เพราะอาจจะไม่ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานในชาตินี้ จึงอย่าไปหวังอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราหวังที่จะให้ด้วยหัวใจร้อยเปอร์เซ็นต์ดีกว่านะคะ

โดย ศาลาธรรม [12 เม.ย. 2549 , 10:38:31 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คำถาม ในเรื่องอิริยาบถเดินนั้นจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเวลาเดินไปก็จะรู้สึกอยู่ตลอด แต่พอนั่งปั๊บก็จะมีความรู้สึกในขณะแรกที่นั่ง จากนั้นก็ล่องลอยแล้วก็ค่อยกลับมารู้สึกอีก เมื่อเช้าพระอาจารย์บอกว่าให้มีสติ ก็อยากจะทราบว่าจะมีเทคนิคอย่างไรที่จะให้มีสติยาวออกไปอีกนิดนึง ไม่ใช่พอนั่งปุ๊บแล้วก็หายไป?

คำตอบ ค่ะ จะปฏิบัติจริงๆ และอสศัยการปฏิบัติเพื่ออธิบายให้ฟังนะคะ จะนั่ง (รู้ว่า มีจิตคิดจะนั่ง แล้วก็ตั้งใจนั่งลง ..ตรงนี้ไม่มีรูปนั่ง มีแต่สติที่จะนั่งและเกิดความสำรวม) ตอนนี้กำหนด "รูปนั่ง" (มีความรู้สึกตัวทันทีว่ารูปนั่ง) ตอนนี้กำหนด "นามรู้สึก..อึดอัด" (ในความรู้สึกที่อึดอัดนี้รู้ด้วยว่าทำไมจึงอึดอัด เพราะกางเกงคับ แต่ไม่ต้องบอกออกมาเพียงแค่รู้สึก แต่ที่บอกนี้เพราะกำลังอธิบายความเป็นไปของจิตที่รู้อารมณ์ให้ท่านทราบ)

และในความรู้สึกอึดอัดนั้นมี"นามรู้"ว่าอึดอัดตรงพุง เมื่อรู้สึกอึดอัดแล้ว นามที่รู้ว่ามีทุกข์เกิดขึ้น จึงขยับสักนิดนึงเพื่อแก้ไข จากนั้นก็"นามรู้"(รู้ว่าหายใจลึก) "นามรู้"(รู้เหนื่อย) "นามรู้สึกเหนื่อย" "รู้สึกรูปนั่ง" (รู้สึกว่ารูปนั่งนี้มีรูปร้อนเกิดขึ้น และในรูปร้อนที่เกิดขึ้นนี้ ร้อนชัดตรงหน้าผาก) "นามรู้" (รู้ว่าเหงื่อไหล ในความรู้ว่าเหงื่อไหลนี้ รู้ว่าเป็นซีกซ้ายด้วย จึงจำเป็นต้องเช็ด มีสติในการเช็ด) "นามรู้" (รู้ว่าเช็ดเหงื่อแล้ว)

กำหนด "รูปนั่ง" (อาการนั่งนี้ไม่ใช่อาการนั่งเมื่อสักครู่) นี่คือการดูตามอาการทุกอิริยาบถ ขณะที่นิ่งๆอยู่นี้ ความรู้สึกรูปนั่งมีนิดนึง แต่มีจิตคอยสังเกตว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นในรูปนั่งนี้ "นามได้ยิน" (มีเสียงเกิดขึ้น) หลังจากนามได้ยินก็มี "นามรู้" (รู้ว่าเป็นเสียงฟ้าร้อง) "นามรู้สึก" (รู้สึกว่ามีเหงื่อไหลที่แผ่นหลัง แต่เวลากำหนดไม่ต้องบอกว่านามรู้สึกเหงื่อไหลที่หลังนะคะ )

ทุกอย่างปรากฏอยู่บนรูปนั่งนี้ จนกระทั่งปฏิบัติไปเกิดความรู้สึกว่านั่งนี้เมื่อย ก็กำหนด"นามทุกข์" จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ (ตอนเปลี่ยนเกิดความร้สึกคัน กำหนด"นามรู้สึก" แล้วแก้ไข) เห็นสภาพธรรมของทุกขเวทนาเมื่อทุกข์อื่นเเกิดขึ้นมา หลังจากนั่งเมื่อกี้ก็มีนามรู้สึกเกิดขึ้นอีกสองสามครั้ง จึงต้องกลืนน้ำลาย

จึงไม่เคยมีรูปนั่ง แล้วนิ่งโดยจิตไม่ไปที่ไหนเลย เพราะมีงานเกิดขึ้นบนรูปนั่งนี้มากมาย นี่คือการสังเกตและดูตามไปเรื่อยๆ

โดย ศาลาธรรม [12 เม.ย. 2549 , 10:39:16 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2

คำถาม เริ่มเข้าใจแล้วค่ะ คือทีแรกที่นั่งนี้นึกว่าให้พยายามรู้สึกแต่ว่า "นั่ง" อย่างเดียว ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า หลังจากที่รู้สึกนั่งแล้วก็ต้องสังเกต

คำตอบ ใช่ค่ะ ต้องคอยสังเกตว่า มีอะไรเกิดขึ้นบนรูปนั่งนี้บ้าง จะมีนามเกิดขึ้นก็รู้ที่นาม มีรูปเกิดขึ้นก็รู้ที่รูป รูปเย็นเข้ามาก็รู้ที่รูปเย็น เมื่อไม่มีอะไรปรากฏขึ้นก็รู้สึกในอาการนั้นต่อ แต่เมื่อมีอารมณ์เป็นอธิบดีอื่นเข้ามาก็ต้องไปดูหรือไปแก้ไขอารมณ์อธิบดีนั้น แต่เมื่ออารมณ์อธิบดีอื่นๆ ไม่มี เราก็กลับมาที่ฐานกายาคือมาดูรูป และรูปนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของอารมณ์อย่างอื่นต่อไป เช่นในการนั่งบางครั้งเราเมื่อยมากแล้ว จำเป็นแล้วก็ขยับเปลี่ยนท่า คอยดูสิ่งที่เกิดขึ้นบนรูปนี้ต่อไป

ฉะนั้น จิตจะมีรูปและนามเป็นตัวกรรมฐานตลอดไปเลย เมื่อเรามีงานทำมากๆ เหมือนคนไม่ว่างจากงานเนี่ย ความง่วงเหงาหาวนอน(ถีนะมิทธะ) ก็เข้าไม่ได้ ความฟุ้งก็เข้ายาก จิตก็จะมีระเบียบ ฉะนั้น รูปนามจึงเป็นเสมือนตัวหนังสือให้เราอ่านไม่ใช่ให้เราไปดูเฉยๆ รูปนามนี้เป็นตัวหนังสือที่มีอยู่ และตัวหนังสือก็มีต่อเนื่องมากมาย ให้เราศึกษาอ่านไปเรื่อยๆ ว่าเป็นลักษณะอย่างไร มีอะไร รูปนามจึงเป็นตัวหนังสือให้ปัญญามาศึกษา แล้วลองสังเกตอย่างนี้ไปนะคะ

โดย ศาลาธรรม [12 เม.ย. 2549 , 10:39:39 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

คำถาม ในขณะที่เราดูรูปนั่งอยู่นี้นะคะ นามก็น้อมไปรู้อารมณ์ไปเรื่อยๆ ในรายละเอียดที่เกิดขึ้นในระหว่างนั่ง ทีนี้เราเริ่มรู้ทุกข์และว่ามีทุกข์เกิดขึ้นที่รูปของเรา แต่เราไม่เอาจิตไปจับส่วนที่เป็นความทุกข์ เช่นในขณะนั่งมันจะทุกข์ในส่วนที่เรากดทับ ใจก็น้อมไปรู้ทุกข์ตรงนั้น ซึ่งโดยกำหนดรู้ตัวทั่วพร้อม เแต่เราไม่เอาใจน้อมไปดูทุกข์นั้น จนกระทั่งเราทนไม่ได้จึงกำหนดความจำเป็น(แก้ไข) ถูกต้องไหมคะ?

คำตอบ ไม่ถูกต้องค่ะ เพราะเมื่อเรารู้แล้วว่าทุกข์ แต่ไม่ไปดูหรือจับจ้องในส่วนนั้น แต่ยังทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ จนกระทั่งรู้สึกว่าทุกข์มากขึ้น ตอนนี้ไม่ไหวแล้วจึงโยนิโสมนสิการลงไปว่าต้องเปลี่ยน อย่างนี้ไม่ถูกต้องเพราะถ้าถามว่า เมื่อทุกข์แล้ว จะทนไปทำไมต้องให้เหตุผลได้ ที่คิดว่าทุกข์ยังเบาบางไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยๆ แล้วก็ทนอยู่เพื่อจะได้เห็นทุกข์ที่ชัดขึ้น นั่นก็คืออยากได้ทุกข์ ถามว่าอยากได้ทุกข์เป็นความต้องการผิดหรือต้องการถูก ..ผิด

ทุกข์มีสองชนิด คือ เป็นทุกข์ที่มีอยู่จริง กับทุกข์ที่สร้างขึ้น ฉะนั้นทุกข์ที่สร้างขึ้นก็เหมือนกับการประดิษฐ์ท่านั่ง เช่น พอบอกว่าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานปุ๊บ ท่าปฏิบัติก็มาแล้ว หรือนั่งทำตัวตรงเป็นพระพุทธรูปเลย ท่าเหล่านั้นคือการกระทำ เป็นการสร้างท่าขึ้นมา ซึ่งมันไม่ใช่ท่าปกติ เพราะทุกข์นั้นก็มีอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ที่ถามว่าทนไปทำไม ก็จะได้คำตอบออกมาว่า เพราะเราอยากจะเห็นทุกข์ชัดขึ้น พระพุทธองค์ตรัสว่า ทุกข์เป็นของที่มีอยู่แท้จริง ให้กำหนดรู้ ไม่ใช้ให้ทน

ให้รู้ว่านี่มันคือทุกข์ รู้ว่าต้องทำ ให้รู้ว่าสุขที่มีอยู่นั้นป็นสุขวิปลาส ซึ่งทุกข์เป็นของมีอยู่แต่เราไม่รู้จัก เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่มากำหนดรู้ว่า นี่แหละเรียกว่าทุกข์ ความปรากฏขึ้นนี้คือทุกข์ เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

โดย ศาลาธรรม [12 เม.ย. 2549 , 10:40:04 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4

คำถาม พอนั่งนิดนึงมันก็ทุกข์แล้ว แต่คิดว่าการเปลี่ยนบ่อยๆ มันก็ดูลุกลี้ลุกลนเกินไป

คำตอบ ไม่จำเป็นต้องคิดอย่างนั้นค่ะ เพราะเวลาที่เราอยู่บ้าน อารมณืนิดเดียวเรายังทนอยู่ไม่ได้เลย ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข แต่นี่เป็นเพราะว่ามีตัณหาหนุนหลังปรารถนาที่อยากจะเห็นทุกข์ ทุกข์เป็นของไม่น่าเห็นแต่น่ารู้ เราอย่าไปอยากได้ทุกข์ แต่มีหน้าที่ให้ดูเฉยๆ แค่นั้นเอง แล้วก็เปลี่ยนไป

ขอให้เรามีโยนิโสรู้ว่า เปลี่ยนเพราะทุกข์ ไม่ได้เปลี่ยนเพราะอยาก จะเปลี่ยนร้อยครั้งพันครั้งก็เพราะทุกข์เป็นตัวผลักดันให้เราเปลี่ยน นี่คือสภาพความเป็นจริงที่ผู้ปฏิบีติต้องเห็นอันนี้ค่ะ

อย่าไปทน เพราะนั่นเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกข์มากๆ พอทุกข์มากแล้วเปลี่ยนเสียทีนึงอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ความสำคัญอยู่ที่ตรงโยนิโสว่า เปลี่ยนเพราะอะไร ไม่ใช่เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนเพราะ "อยาก"

และพอกลับบ้านเราเนี่ย เราก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ ฉะนั้นพอทุกข์แล้วก็เปลี่ยนให้พอเหมาะ ไม่ใช่ลุกขึ้นเดินทันที เพราะแค่ขยับตาตุ่มที่ถูกกดอยู่นี้ทุกข์ก็หายไปแล้ว แค่เปลี่ยนตรงนี้ไม่ต้องลุกลี้ลุกลนอะไรเลยค่ะ

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม [12 เม.ย. 2549 , 10:41:15 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบคุณมากค่ะ..ที่นำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาฝาก

โดยเฉพาะคำถาม-คำตอบ ในสลักธรรมที่ 1ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติมีความรู้ความเข้าใจวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [12 เม.ย. 2549 , 18:19:54 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 6

ดีจริงๆครับ ง่ายแก่การที่จะทำความเข้าใจ
ขอบคุณครับ

โดย เม้าตาอิน [12 เม.ย. 2549 , 19:56:53 น.] ( IP = 58.9.125.244 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณมากค่ะ
ติดตามอ่านทุกตอนค่ะ

โดย เจี๊ยบ [12 เม.ย. 2549 , 23:35:16 น.] ( IP = 203.113.77.100 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนาค่ะ
ที่ได้นำความรู้และเพิ่มความเข้าใจในเหตุ-ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานค่ะ

โดย น้องฟู [15 เม.ย. 2549 , 12:57:01 น.] ( IP = 58.9.141.176 : : )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาค่ะ
และตามมาติดตามต่อค่ะ

โดย น้องอุ๊ [16 เม.ย. 2549 , 21:33:41 น.] ( IP = 221.128.114.93 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณมากค่ะ
ได้ความเข้าใจมากขึ้นค่ะ จากการอธิบายการปฎิบัติจริงของท่านอาจารย์
จะได้นำไปพิจารณาแก้ไขการปฎิบัติต่อไปค่ะ
ที่กำหนดผ่านมา ไม่ค่อยมีนามรู้ นามรู้สึก จะกำหนดนามทุกข์เสียส่วนมาก เช่นพอรู้สึกคันก็กำหนดนามทุกข์ แล้วแก้ไข อย่างนี้กำหนดผิดไหมคะท่านอาจารย์
และอย่างถ้าเราได้ยินเสียงนกร้อง กำหนดนามได้ยิน แล้วก็นามรู้ เพราะรู้ว่าเป็นเสียงนก อย่างนี้ถูกต้องใช่มั้ยคะอาจารย์

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

โดย ธัญธร [18 เม.ย. 2549 , 10:49:52 น.] ( IP = 203.113.71.166 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org