มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น (ตอนที่ ๗)






วิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น (ตอนที่ ๗)
คำบรรยายในโครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
ณ ศาลาธรรมสภา สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย
วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๙ เวลา ๑๓.๐๐ น.



ตอนที่ผ่านมา

คำถาม จะถามอาจารย์ว่าในขณะที่เราทานข้าวแล้วเราทุกข์ ก็กำหนดทุกข์นะคะ ทุกข์จนแบบน้ำตาร่วงแล้วก็เลยมาคิดว่า แล้วอย่างนี้จะกินข้าวต่อไปได้อย่างไร ก็มันทุกข์อยู่อย่างนี้ อวิชชาก็เข้าว่า ก็อย่าดูมันเลย กินของอร่อยๆ ดีกว่า จะได้หยุดร้องไห้ จึงคิดว่ามันต้องมีวิธีที่ดีกว่านั้น เพราะถ้าเรากำหนดใหม่มันก็ทุกข์ใมห่อีก แล้วก็ร้องไห้อีก ก็เลยไม่กำหนดแล้วก็ไปกินของอร่อยๆ จึงขอให้อาจารย์ช่วยแก้ให้หน่อยค่ะ

คำตอบ ตั้งคำถามมาว่า ทานอาหารแล้วก็เกิดความเศร้าร้องไห้เพราะเห็นทุกข์ ก็เลยถอนใจว่าอย่าไปดูมันเลย ไปหาอะไรอร่อยๆ ทานดีกว่า เพื่อจะได้ไม่ทุกข์แต่แล้วก็กลับมาคิดได้ว่า อย่าเลยน่า ...ใช่ไหมคะ

ต้องบอกว่าในชีวิตไม่เคยประสบอย่างนั้นเลย จึงต้องทำความเข้าใจถึงทุกข์ก่อนว่ามีหลายชนิด ทุกข์นั้นมันมีทุกขเวทนา สภาวทุกข์ ทุกขลักษณะ ทุกขสัจจะ เป็นทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์อยู่ อย่างผู้ที่ถามมานี้ใช้เวลาเข้าปฏิบัติติดต่อกันมาสามสี่เดือนแล้ว ทำอะไรมันก็ปรากฏทุกข์จนกระทั่งมีอำนาจผลักดันมาแม้กระทั่งทานข้าว ก็มีความรู้สึกคือต้องตัก ต้องเคี้ยว ต้องกลืน และความอร่อยมันไม่มี มันแห้งใจ อย่าไปบอกว่าเศร้าใจ เพราะมันเป็นความซ้ำซาก

ที่ถามมาว่า อย่าไปดูมันแลย มาทานให้อร่อยดีกว่า อันนั้นเป็นการกระทำที่ผิด เพราะว่าเหมือนของดีกำลังมีมา แต่เราปฏิเสธเสียไม่เอาเสีย คุณเองน่ะแหละจะไม่ได้ ฉะนั้น อาหารที่มีนี้แม้จะเหือดแห้งใจอย่างไร ต้องดูว่าถ้าหากร่างกายมันต้องการ เหมือนคนง่วงจัดน่ะ แม้จะไม่อยากนอนอย่างไรมันก็หลับ แต่ถ้าหากร่างกายมันเต็มอิ่มมาแล้ว อยากจะนอนอย่างไรมันก็ไม่หลับ ฉะนั้น อาหารที่เราทานนี้เพียงแต่คอยสังเกตว่าใจของเรามีอะไรเกิดขึ้น ต้องดูจิตอันนี้ จิตมีราคะก็รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ

โดย ศาลาธรรม [14 เม.ย. 2549 , 07:21:30 น.] ( IP = 58.136.206.211 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

คำถาม พอฟังคำอธิบายแล้วก็นึกได้ค่ะว่า ตอนนี้คิดว่าอย่างนี้ต้องดูจิตในจิตแน่เลย ก็เลยเกิดความคิดว่า จะรอมาถามอาจารย์ และก็เพิ่งคิดออกตอนนี้แหละค่ะ

คำตอบ คือดูความรู้สึก สังเกตใจของเรา เมื่อใจของเรามีความรู้สึกอย่างไร อยากทาน ไม่อยากทาน หรือมีทุกข์ หรือมีความเร่าร้อน เราก็รู้สึกเลยว่ามันเป็นหมวดเวทนาแล้ว ไม่ใช่หมวดจิตแล้ว คือไม่สบายใจที่จะต้องแก้ไขทุกข์ ให้สังเกตไปเถอะทำไปเถอะ แต่ถ้าหากมันจะทานไม่ไหว กินไม่เข้า ตักไม่ลง ก็วางอย่าไปฝืน อย่าไปย้ายว่าอร่อยแล้วไปกิน ไม่อยากทานก็ไม่ต้องทาน ทางโลกเขาบอกว่า อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย ในทางธรรมให้คิดว่าอย่าไปกินมันเพราะมันเป็น"กิเลส" แม้จะต้องตายเพราะอดกิเลสพระพุทธเจ้ายังยอมตายเลย อย่าไปย้ายหาอารมณ์กิเลสที่ถูกใจ

โดย ศาลาธรรม [14 เม.ย. 2549 , 07:22:01 น.] ( IP = 58.136.206.211 : : )


  สลักธรรม 2

คำถาม ในกรณีที่เรากินแล้วเราทุกข์นิดนึง แต่ไม่ได้กำหนดอะไรดักมันทัน และก็กินด้วยความเฉยๆ กินไปอย่างนั้นเอง แต่ไม่แน่ใจว่าเฉยอย่างนี้เฉยเพราะโมหะหรือเปล่า

คำตอบ เฉยต่อรสชาติก็มี เฉยต่อความอยากก็มี เฉยเพราะปัญญาเฉยก็มี เพียงสักแต่ว่ากินให้อิ่ม เพื่อดูแลขันธ์ก็มี


คำถาม เราจะมีหลักสังเกตไหมคะว่า ถ้าเฉยด้วยปัญญาจะเป็นอย่างไรคะ? เพราะไม่แน่ใจว่ามันเฉยเพราะอะไร

คำตอบ ก็ให้ทำต่อไป คือเราไม่ต้องไปหาคำตอบเลย ต้องบอกก่อนว่า รูปนามนี้เป็นตัวกรรมฐาน โยคาวจรคือ อาตาปี สติมา สัมปชาโณ เป็นตัวทำงาน ส่วนปัญญา(วิปัสสนาญาณ)เป็นผลของการงาน ฉะนั้นเราไม่ต้องไปหวังผลเลย เพียงแค่เราทำการงานให้ถูก ปัญญาจะเกิดขึ้นมาเอง และเมื่อปัญญาได้ระดับก็จะมีอำนาจมาตัดกิเลส

เราไม่ได้ต้องการให้ปัญญามารู้ว่าเฉยเพราะอะไร เต่เราต้องให้การมีปัญญานั้นมีอำนาจมาตัดกิเลสให้เด็ดขาด

โดย ศาลาธรรม [14 เม.ย. 2549 , 07:22:16 น.] ( IP = 58.136.206.211 : : )


  สลักธรรม 3

คำถาม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกต้องในตอนนั้นก็คือการกำหนดรูปนามใหม่ทันที เพราะในขณะนั้นมีรูปนามใหม่ๆๆๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด ใช่ไหมคะ?

คำตอบ ใช่ค่ะ เพราะความรู้สึกนั้นมีอยู่ข้างหน้าตลอด สำหรับความรู้ศึกเฉยนี้ ก็รู้ว่า "นามรู้" สมมุติว่าตักข้าวขึ้นมานี่แล้วรู้สึก "เฉย" ถามว่าใครรู้สึกล่ะ "นาม" เป็นผู้รู้หรือรู้สึก ก็ทานต่อ เคี้ยวไป อยู่กับหน้าที่คือต้องเคี้ยว ก็ต้องใส่ใจกับการเคี้ยว เกิดไปกระทบอะไรเข้าก็รู้สึกกระทบนั้น แล้วก็กลืน เมื่อมันจะทานไม่ไหวก็พอ เลิกทาน อย่าไปฝืน แล้วก็ปฏิบัติของเราต่อไป ปิดปิ่นโตแล้วก็ปฏิบัติของเราต่อไป เรามีหน้าที่รดน้ำให้อาหารปัญญา แล้วปัญญาท่านจะจัดการกับกิเลสเอง เราไม่มีหน้าที่จัดการ

คำถาม เพราะฉะนั้น เมื่อมีอะไรที่ทุกข์เกินไปแล้ว แก้มันเลยใช่ไหมคะ?

คำตอบ แก้ไปเลยค่ะ อย่าไปเก็บเอาไว้ เพราะมีหน้าที่ว่ารู้แล้วทำ แต่ทุกวันนี้เราไม่รู้ เราจึงต้องไปมีหน้าที่รู้อย่างเดียว

โดย ศาลาธรรม [14 เม.ย. 2549 , 07:22:33 น.] ( IP = 58.136.206.211 : : )


  สลักธรรม 4

คำถาม ที่การกำหนดนี้ รูปและนามจะกำหนดอย่างไร กำหนดรูปอยู่แล้วจะกำหนดนามอย่างไร?

คำตอบ ขอให้สังเกตว่าขณะที่รูปอยู่ในอิริยาบถนั่งนี้ ภายใต้รูปนั่งนี้มีความรู้สึกอย่างไร ซึ่งขอสาธิตกับตัวท่านผู้ถามเลยนะคะ ต่อไปนี้ถ้ารู้สึกหรือมีอะไรเกิดขึ้นให้กำหนดตามไปเลยนะคะ

(ผู้ถามถูกตีที่ขาซ้าย ขวา สลับกัน ..มีการใช้หนังสือพัดให้ทั้งด้านซ้ายและขวาสลับกัน ) ถามว่า ที่ถูกกระทบแต่ละอย่างรู้สึกต่างกันไหมคะ ..ต่างกัน มันรู้สึกคนละที่แม้จะไม่ต้องมองดู รู้ด้วยใจซึ่งไม่ต้องไปมองเลยว่า อยู่ด้านไหน เป็นความระลึกรู้สึกตัว และสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในอิริยาบถนั้นด้วยใจ

เจ็บตรงขาด้ายซ้าย กับเจ็บที่ขาด้านขวาต่างกันไหมคะ ..ต่างกัน คนละที่กันไหมคะ ..คนละที่กัน ใจรู้ใช่ไหมคะว่า คนละที่ ..รู้ เวลาที่พัดให้นั้นเย็นต่างที่กันไหมคะ ..ต่างกัน

นั่นแหละค่ะการงานของจิต จิตนั้นถึงจะรู้ว่าเป็นรูปเป็นนาม แต่นามคนละอย่างกัน ความรู้มันคนละที่กัน ถึงถูกตีเหมือนกัน แต่ความรู้สึกมันรับได้คนละที่ กายปสาทต่างที่กัน ถ้าตีข้างขวาแล้วตีข้างซ้ายด้วย แต่ตอบว่ารู้สึกแค่ตีข้างขวา อย่างนี้ไม่ต้องไปเรียนแล้ว ต้องไปโรงพยาบาลก่อนเพราะอาจเป็นอัมพาต ..กายปสาทไม่รับรู้สึก

โดย ศาลาธรรม [14 เม.ย. 2549 , 07:22:51 น.] ( IP = 58.136.206.211 : : )


  สลักธรรม 5

ในระหว่างที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ให้ดูอิริยาบถไป แล้วคอยสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะในโลกนี้มีแต่กายกับใจเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ใจก็มากำหนดรูปนั่ง เมื่อนิดเมื่อยหน่อยก็สังเกต

แต่ถ้าหากเรารู้สึกว่ามันจะนิ่งสงบไปเป็นสมาธิหรือจะง่วงนี่ ถ้ารู้สึกได้เราก็กำหนดว่า "นามรู้" สมมุติว่าตอนนี้มันนิ่งจนรู้สึกว่านิ่งมากไปแล้ว เราก็ต้องรู้ใช่ไหมคะ ก็กำหนดนามรู้ แล้วก็ขยับเพื่อแก้ไขทุกข์ที่เกิดจากความรู้สึกว่านิ่งนั้นสักนิดนึงก็ได้ แล้วก็กำหนดอิริยาบถใหม่ คือท่านั่งใหม่หลังจากการขยับแล้วนั่นเอง

เพราะเรารู้ว่าสงบเกินไปแล้ว จนรู้ว่าไม่มีอะไรจะดูแล้ว และนิ่งเกินไปจนจะเป็นสมาธิแล้ว ก็ให้เปลี่ยนโดยกำหนด"นามรู้" คือรู้ว่าสงบเกินไป

โดย ศาลาธรรม [14 เม.ย. 2549 , 07:23:08 น.] ( IP = 58.136.206.211 : : )


  สลักธรรม 6

คำถาม ขณะที่กำหนดดูรูปนามอยู่ต่อเนื่องในขณะนั้น และก็มีสติระลึกรู้จนรู้สึกสงบ อย่างนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนไหมคะ และสติกับความสงบนี่มันน่าจะคล้ายๆกันไหมคะ?

คำตอบ ไม่ใช่ค่ะ ถ้าเป็นเรื่องของสตินั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนะคะ แต่ถ้าเป็นความนิ่งของอีกท่านเมื่อสักครู่นั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนค่ะ เพราะนั่นเป็นสมาธิ คงต้องบอกว่าต้องอาศัยการทำบ่อยๆ นะคะ จากตรงนี้ไปถ้าท่านอยู่บ้านก็ต้องฝึกหัดไปเรื่อยๆ อย่าเพียงแต่มาฝึกหัดเมื่อเข้ามาที่นี่

เหมือนกับเราหัดเขียน ก.ไก่ จน ก.ไก่ สวยน่ะ ฉะนั้น การเขียนเพื่อให้ ก.ไก่ สวย นั้นเราจะไปเขียน ข.ไข่ ได้ไหมคะ ..ไม่ได้ ต้องหัดเขียนตัว ก.ไก่ เท่านั้น เช่นเดียวกันค่ะที่เราต้องฝึกที่รูปนั่ง รูปเดิน รูปยืน รูปนอน ทั้งสี่อิริยาบถนี้แหละค่ะ มันจึงจะได้ดีตรงนั้น

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นอยากจะบอกว่า อยากจะให้รู้อย่างหนึ่งเนี่ยแล้วปฏิญาณใจเลยว่า เราไม่ได้ทำเพื่ออะไรทั้งสิ้น แต่เราทำเพื่อไถ่ถอนความเป็น"เรา" เอาละค่ะ ขอให้ทุกคนยืนขึ้น ..ยืนหรือยังคะ รู้สึกว่ายืนหรือยังคะ ..รู้สึกแล้ว กำหนดความรู้สึกที่ยืนเนี่ยเป็นรูปเสีย อาการนี้เรียกว่า "รูป" อาการนี้ความจริงคือ "รูปยืน"

แล้วสังเกตดูว่าหลังจากการยืนนี้แหละ มันก็อาจจะมี"คิด" มี"ได้ยิน" มี"นึก" จะคิด จะได้ยิน จะนึก ล้วนเป็นเรื่องของนามทั้งสิ้น ถ้าหากใครไม่มีนึกคิดก็ให้สังเกตอาการที่ยืน ..เอาละค่ะ หัดไปนะคะ เมื่อรู้สึกรูปยืนขึ้นแล้ว มันมีต่อ

ฉะนั้น ตอนนี้ก็ได้เวลาพักแล้ว ขออนุโมทนากับทุกท่านนะคะ


จบการบรรยายเรื่องวิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น


โดย ศาลาธรรม [14 เม.ย. 2549 , 07:23:24 น.] ( IP = 58.136.206.211 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาและขอบคุณมากค่ะ..
ที่นำได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติมาฝากค่ะ

โดย เซิ่น [14 เม.ย. 2549 , 22:46:10 น.] ( IP = 58.8.47.112 : : )


  สลักธรรม 8

ตามอ่านเรื่องราวที่น่ารู้ เพื่อประโยชน์ตนเองในการดูชีวิตต่อครับผม

ขอบพระคุณมากๆที่นำเรื่องดีมีค่ามาให้อ่านนะครับผม

โดย พี่เณร [15 เม.ย. 2549 , 11:37:18 น.] ( IP = 58.9.141.176 : : )


  สลักธรรม 9

...อนุโมทนาค่ะ...
ที่นำความรู้เกี่ยวกับหลักการและ เหตุ-ผล การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตมากฝากค่ะ

โดย น้องฟู [15 เม.ย. 2549 , 13:06:36 น.] ( IP = 58.9.141.176 : : )


  สลักธรรม 10

อย่างน้อยก็ได้รู้ไว้เป็นพื้นฐาน แม้จะไม่ได้ลงมือปฏิบัติเอง นับว่ามีคุณค่าแก่ชีวิตมาก
ขอบคุณมากๆครับ

โดย เม้าตาอิน [16 เม.ย. 2549 , 17:23:06 น.] ( IP = 58.9.125.202 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org