มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คนเป็นกะเทยได้อย่างไร (ตอนที่๑๓)




คนเป็นกะเทยได้อย่างไร

โดย. ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร



ตอนที่ (๑๒) อ่านที่นี่

รูป คืออะไร


รูปคืออะไร รูปเป็นปรมัตถธรรมข้อที่ ๓ ในจำนวนทั้งหมด รูปในพระพุทธศาสนาก็ได้แก่สสารและพลังงานในวิชาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง

รูปมีแสดงอยู่ในพระอภิธรรมปิฎกอย่างละเอียดพิสดารอย่างยิ่ง และมากมีเดียวที่วิชาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ และไม่ได้แม้แต่จะย่างกรายเข้าไปใกล้ และเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของชีวิตจิตใจที่เกี่ยวกับรูป ผมบรรยายก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "รูปชีวิต" ซึ่งมิได้มีผู้ใดจะศึกษาค้นคว้าเข้ามาให้ถึงได้ และเรื่องอื่นๆ มากมายสำหรับจะได้ให้ผู้ศึกษาค้นคว้าต่อไปเท่านั้น ก็จะต้องใช้เวลาบรรยายนานไม่ต่ำกว่า ๑ ปี โดยบรรยายครั้งละ ๒ ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง

ผู้ที่ไม่เคยได้ศึกษาพระอภิธรรมมักจะมีความเข้าใจผิด แล้วคิดว่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเรื่อง "รูป" หรือบรรยายคำว่า"รูป"เอาไว้ เป็นรูปที่ใช้เป็นอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นต้นนั้น เป็นรูป คือร่างกาย แต่เพียงเท่านั้น ความจริงรูปมีถึง ๒๘ ประเภทด้วยกัน ผมเห็นเป็นการสมควรที่จะแสดงเรื่องรูปเอาไว้ย่อๆ พอให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า รูปเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คือสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:38:44 น.] ( IP = 58.9.136.234 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่อผมบรรยายพระอภิธรรม ได้แสดงถึงเรื่องของคำว่า "ปรมาณู" เพราะจำเป็นต้องพูดพาดพิงเข้าไปถึง อาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้ทักท้องว่า ไม่อยากให้แสดงธรรมะโดยใช้คำว่า ปรมาณู เพราะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ ถ้าในอนาคตวิชาวิทยาศาสตร์มีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป พระพุทธศาสนาก็จะเสียหาย ท่านทักท้วงขึ้นมาด้วยความปรารถนาดี

แม้จริงคำว่า "ปรมาณู" แม้คำว่า "อณู" ก็เหมือนกัน เป็นภาษาบาลีต่างหาก แล้วนักวิทยาศาสตร์ได้เอามาใช้ในวิชาวิทยาศาสตร์ ผู้เอาคำว่าปรมาณูมาใช้ก็ไม่ได้เข้าใจพระพุทธศาสนา จึงได้กำหนดกฏเกณฑ์แตกต่างกับในพระพุทธศาสนา เมื่อเวลาบรรยายก็เกิดปะปนกันไป ผู้ฟังทั้งหลายก็พากันเข้าใจว่าเป็นปรมาณูในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้บังเกิดความยุ่งยากอย่างเหลือเกิน เพราะจะต้องคอยบอกว่าเป็นปรมาณูในพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ เพราะนักศึกษามิได้เข้ามานั่งในชั้นเรียนพร้อมกัน เพราะศึกษาต่อๆ กันไปโดยตลอด มีคนใหม่เข้ามาศึกษาอยู่เรื่อยๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:41:25 น.] ( IP = 58.9.135.99 : : )


  สลักธรรม 2

พระพุทธศาสนาแสดงเรื่องปรมาณูมากว่า ๒๕๐๐ ปี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงอะไรแล้ว ก็ไม่ได้ขอให้ใครเชื่อเฉยๆ หากแต่ได้วางบทพิสูจน์เอาไว้ให้ด้วย ทั้งทฤาฎีและปฏิบัติ แม้ในเรื่องการเกิดเป็นผีสางเทวดาก็เช่นเดียวกัน

เรื่องผีสางเทวดาที่บรรยายอยู่ในชั้นเรียน บรรยายครั้งละ ๒ ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำหว่า ๑ ปี นั่นเป็นเพียงพื้นฐานรองรับ เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องที่ละเอียดพิสดารต่อไปเท่านั้น เรื่องผีสางเทวดาก็จะต้องนำให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจ คำว่าอณูและปรมาณูในพระพุทธศาสนเสียก่อน

ปรมาณู คืออะไร

ในทางโลกทางวิทยาศาสตร์ อธิบายว่า ส่วนที่เล็กที่สุดของธาตุใดๆ ก็ตาม ที่จะพึงมีอยู่ และยังรักษาลักษณะ คุณสมบัติของธาตุนั้นไว้ เราเรียกว่า ปรมาณูของธาตุนั้น ปรมาณูของธาตุต่างๆ เช่น hydrogen oxygen copper uranium เป็นต้น

ปรมาณูทั้งหลาย ประกอบด้วยแกนกลางที่แน่นทึบ และแกนกลางที่แน่นทึบนี้ เรียกว่า นิวเคลียส(neucles) มีอิเล็คตรอน (eletron) แวดล้อมนิวเคลียสอยู่

แกนกลางแน่นทึบที่เรียกว่านิวเคลียสนั้น ประกอบได้วยอนุภาค ๒ ชนิดด้วยกัน คือ โปรตอน (proton) และนิวตรอน(neutron) ซึ่งโปรตอนและนิวตรอนทั้ง ๒ ชนิดนี้ มีมวล(mass)เกือบเท่ากัน

สำหรับโปรตอนนั้นมีประจุไฟฟ้าบวก แต่ส่วนนิวตรอนนั้นเป็นกลาง มิได้มีประจุไฟฟ้า และรอบๆ นอกของนิวเคลียสมีอีเล็กตรอน ซึ่งเป็นประจุไฟฟ้าลบวิ่งวนอยู่เป็นวงๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:46:24 น.] ( IP = 58.9.135.99 : : )


  สลักธรรม 3

ลักษณะของปรมาณูนั้น ก็มิได้แตกต่างกันไปกับจักรวาลของดวงดาวพระเคราะห์ทั้งหลายที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ก็เปรียบเหมือนเป็นนิวเคลียส ดาวพระเคราะห์ทั้งหลายก็เปรียบเหมือนอีเล็กตรอนที่วิ่งวนอยู่รอบนิวเคลียส ที่วนอยู่ใหล้บ้าง ไกลบ้าง แต่อย่างไรก็ดี ดวงดาวทั้งหลายก็ไม่พ้นไปจากความดึงดูดของนิวเคลียส

สารวัตถุทั้งหลาย ประกอบขึ้นด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุดอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว อนุภาคที่เล็กที่สุดนี้เรียกว่า ปรมาณูและอนุภาคที่ว่าเล็กเหล่านี้ ก็สามารถแยกออกมาเป็นโปรตอน นิวตรอน และอีเล็กตรอน แต่อย่างไรก็ดี ปรมาณูทั้งหลายมิได้ตั้งอยู่ในฐานะที่มีเสถียรภาพ เพราะจะต้องเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา

ปรมาณูในพระพุทธศาสนา


คำว่า ปรมาณูนั้น เป็นภาษาบาลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสงมาแล้วก๋อน ๒๕๐๐ ปี แต่นักวิทยาศาสตร์นำเอาคำนี้ไปใช้ ฉะนั้น เมื่อผมพูดถึงคำว่าปรมาณู ท่านผู้ฟังส่วนมากจึงคิดว่า เป็นปรมาณูทางวิทยาศาสตร์ แม้คำว่า อณู ก็เหมือนกัน

ความมุ่งหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการแสดงเรื่องนี้ แตกต่างกับที่ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันค้นคว้ากันอยู่ เพราะมุ่งที่จะเอาปรมาณูมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในยามสันติ และในยามสงคราม แต่พระพุทธองค์ทรงปรารถนาที่จะให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจในเรื่องของชีวิตในส่วนที่เป็นรูป เพื่อให้เห็นความจริงของรูป ตั้งแต่เกิดไปจนกระทั่งถึงความตาย ทั้งรูปที่มองเห็นได้ด้วยตากับรูปที่มองเห็นไม่ได้ด้วยตา

เช่นรูปที่ปรากฏขึ้นมา ในขณะปฏิสนธิเป็นรูปมนุษย์ รูปเปรต รูปอสุรกาย และรูปเทวดา เป็นต้น กับทั้งเพื่อให้ผู้ศึกษาได้เห็นตามความเป็นจริงว่า คนหรือสัตว์ทั้งหลาย หรือไม่ว่าจะเป็นรูปอะไรๆ ที่เรามองเห็นกันได้อยู่ต่อหน้าต่อตาเป็นรูปหยาบๆ แล้วเห็นว่าสวยสดงดงามเกิดความพึงพอใจจนกลายเป็นความหลงใหลนั้น แท้จริงเป็นรูปของปรมาณูแต่ละหน่วยมาประชุมกัน แล้วปรมาณูเหล่านี้ไม่มีเสถียรภาพด้วย ทุกวินาทีที่ผ่านไป ย่อมจะตั้งมั่นไม่ได้ ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปลว่า ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา เพราะสักแต่ว่าเป็นรูปมาประชุมกันชั่วคราวหนึ่งๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:50:23 น.] ( IP = 58.9.135.29 : : )


  สลักธรรม 4

หาได้มีตัวตน คน สัตว์ หญิงหรือชายประกาดใดไม่ ทั้งบังคับบัญชาอย่างไรก็ไม่ได้ด้วย เมื่อศึกษาเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แอบแฝงอยู่อย่างเร้นลับของสรรพสิ่งต่างๆ และของตัวเองแล้ว ปัญญาก็จะได้เกิดขึ้นเห็นหนทางที่จะพ้นไปจากความทุกข์ คือหนทางที่จะทำให้การเวี่ยนว่ายตายเกิดสะดุดหยุดลง มฤตยูจะได้ไม่มาคอยเฝ้าถามหาอยู่ทุกชาติๆ อีกต่อไป

ปรมาณูในพระพุทธศาสนาแยกจากเมล็ดข้าวเปลือกให้เล็กๆปเรื่อยๆ จนถึงเป็นปรมาณู

ดังคาถาจาปลินิคัณฑุ (อภิธานนัปปทีปิกา) คาถาที่ ๑๙๔ และคาถาที่ ๑๙๕ ในภูมิกัณฑ์ว่า

ฉตฺตึส ปรมาณูน เมโก ณุจ ฉตึ เต
ตชฺชรี ตาปี ฉตฺตึส รถเรณูจฺ ฉตึส เต
ลิกฺขา ตา สตฺต อูกา ตา ธญฺญมาโสติ สตฺเต
๓๖ ปรมาณู เป็น ๑ อณู
๓๖ อณูเหล่านั้น เป็น ๑ ตัชชารี
๓๖ ตัชชารีเหล่านั้น เป็น ๑ รถเรณู
๓๖ รถเรณูเหล่านั้น เป็น ๑ ลิกขา
๗ ลิกขา เป็น ๑ อูกา
๗ อูกาเหล่านั้น เรียกว่า ธัญญามาส

ถ้าจะกลับเสียก็ได้ดังนี้
๑ เม็ดข้าวเปลือก = ๗ อูกา
๑ อูกา = ๗ ลิกขา
๑ ลิกขา = ๓๖ รถเรณู
๑ รถเรณู = ๓๖ ตัชชารี
๑ ตัชชารี = ๓๖ อณู
๑ อณู = ๓๖ ปรมาณู

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:52:55 น.] ( IP = 58.9.135.29 : : )


  สลักธรรม 5

ท่านสาธุชนทั้งหลาย ถ้าคูณตัวเลขเหล่านี้ดูแล้วก็จะได้ถึง ๘๒ ล้านส่วน กับเศษอีกหลายแสน ท่นนก็จะเห็นได้ว่าใน ๑ ปรมาณูนั้น มาจากเม็ดข้าว ๑ เม็ด ซึ่งแยกออกเรื่อยๆ ไป แต่รูปปรมาณูทั้งหมดเหล่านี้ แม้เราจะเห็นหรือสัมผัสถูกต้องไม่ได้แล้ว ก็ยังจัดว่าเป็นรูปหยาบอยู่มาก เพราะยังมีรูปที่ละเอียดยิ่งกว่านี้อีกต่างหาก

รูปทั้งหมดมีอยู่ ๒๘ รูป เป็นรูปปรมาณู แต่เป็นรูปหยาบเสีย ๑๒ รูป เหลืออีก ๑๒ รูป เป็นรูปละเอียดประณีตยิ่งกว่าปรมาณูดังได้แสดงมาแล้ว

ทุกๆ ปรมาณู แม้จะเห็นไม่ได้ และสัมผัสทางกายไม่ได้ก็ดี แต่ประกอบไปด้วยปฐวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ โอชะ คือธาตุดิน น้ำ ไป ลม สี กลิ่น รส และโอชะ เรียกชื่อปรมาณูนี้ว่า อวินิพโภครูป ๘

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:54:39 น.] ( IP = 58.9.135.29 : : )


  สลักธรรม 6

อาโป = ธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่เราดื่มกัน วาโย=ธาตุลม ก็ไม่ใช่ลมที่พัดมา และโอชะ=ก็ไม่ใช่แปลว่า อร่อย ผู้ศึกษามีความเข้าใจแล้ว จะเห็นความพิสดารเป็นอันมาก

ปรมาณูทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า อวินิพโภครูป และอวินิพโภครูปนี้จะต้องมีธาตุทั้ง ๘ เสมอไป จะไม่มีปรมาณูหนึ่งปรมาณูใดที่มีธาตุเกินกว่า ๘ หรือน้อยกว่า ๘ อย่างแน่นอน คือจะแยกอย่างไรก็จะต้องมี ๘ เสมอ เพราะธาตุทั้ง ๘ นี้แยกออกจากกันไม่ได้

แม้ว่า ปรมาณูนั้นจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยเพียงใดก็ตามแม้ว่าประมาณูนั้นจะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ก็ตาม แต่ถึงกระนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังแสดงว่า ทุกปรมาณูนั้นมิได้ติดกัน หากแต่มีช่องว่างระหว่างปรมาณู เรียกในภาษาธรรมะว่า ปริจเฉทรูป ซึ่งเป็นชื่อของรูปอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุที่มีปรมาณูขึ้นมาแล้ว มันจะต้องมีช่องว่างระหว่างปรมาณูเสมอไป

แม้ว่า ปรมาณูนั้นจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยเพียงใดก็ตามแม้ว่าประมาณูนั้จะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังแสดงว่า ทุกๆ ปรมาณูจะได้หยุดนิ่งเฉยๆ มิได้ เคลื่อนไหวอยู่เสมอตลอดเวลาไม่หยุดพักเลยด้วยอำนาจของอุณหเตโช ธาตุไฟ คือ ความร้อน (สีตเตโช-เย็น ก็คิอ ร้อนน้อย)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:58:00 น.] ( IP = 58.9.135.29 : : )


  สลักธรรม 7

แม้ว่าปรมาณูนั้นจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยเพียงไรก็ตาม แม้ว่าปรมาณูนั้นจะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อมันมารวมกันเป็นรูปต่างๆ เข้าแล้ว มันก็จะประจักษ์ต่อสายตาของบุคคลได้ เมื่อเหมาะสมก็สามารถรับการสัมผัสได้ มันจึงได้กลายเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย หรือเป็นบ้าน เป็นเรือน เป็นต้นไม้ใบหญ้า ไปตามสามัญสำนึกของบุคคลทั้งหลายที่ได้สมมุติขึ้น แล้วบุคคลทั้งหลายต่างก็พากันหลงใหลในรูปปรมาณูที่มีช่องโปร่งอยู่ทั่วไป หลงเตลิดเพลิดเพลินไปกับปรมาณูที่ขาดเสถียรภาพเอาเป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนสภาพอยู่ร่ำไป ดังนั้น ปรมาณูทั้งหลายย่อมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ทุกขังหมายถึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้)

ไม่ใช่คนเกิด แก่ ตาย ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานแต่เพียงเท่านั้น หากแต่เป็นไปอยู่ทุกวินาที คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา คือ เกิดขึ้น สืบต่อ สลายตัว และเปลี่ยนสภาพไปไม่เหมือนเดิม แล้วก็เกิดขึ้นทดแทนใหม่ต่อไปภายใน ๑ วินาทีตั้งมากมาย

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2549 , 05:59:57 น.] ( IP = 58.9.135.29 : : )


  สลักธรรม 8

มาศึกษาต่อด้วยความเคารพในพระธรรมค่ะ เมื่อก่อนก็ไม่ทราบว่าปรมาณูที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ทางโลกนี้เป็นคำที่ยืมมาจากคำในพระพุทธศาสนา เมื่อมาศึกษาพระธรรมและได้เปรียบเทียบกับของจริงที่เราเรียนรู้ในทางโลกก็ยิ่งพบว่าลึกซึ้งของพระปัญญาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ ...และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์บุญมีผู้เสียสละและเมตตา พากเพียรที่จะมอบปัญญาให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย และขอบพระคุณพี่เณรที่นำมาให้อ่านด้วยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [16 เม.ย. 2549 , 09:25:15 น.] ( IP = 58.136.205.3 : : )


  สลักธรรม 9

มาติดตามต่อครับ ขอบพระคุณพี่เณรเช่นกันครับผม

โดย Kitti [16 เม.ย. 2549 , 19:28:24 น.] ( IP = 68.64.152.15 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [17 เม.ย. 2549 , 23:08:59 น.] ( IP = 58.8.47.87 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org