มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แนะนำการปฏิบัติวิปัสสนาเบื้องต้น(เพิ่มเติม)




ต้องไปรู้รูปรู้นามเพราะอะไร?

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร


วันนี้เราก็จะมาพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพิ่มเติมกันสักหน่อยก่อน เพราะก่อนการเข้าปฏิบัตินั้นจะต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งได้รับคำถามในเช้าวันนี้จากผู้สนใจท่านหนึ่ง ซึ่งก็ได้ตอบไปแล้ว แต่มีอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้ฟังก็ต้องการที่จะทราบด้วย

ซึ่งคงต้องบอกตามตรงว่า คำถามในการปฏิบัตินั้น หากมิใช่เจ้าตัวที่เป็นผู้มีปัญหาและตั้งคำถามมาเองแล้ว ผู้ที่ร่วมรับฟังและได้ฟังอยู่บ่อยๆ นั้นก็อาจจะเกิดผลเสียด้วยการจำคำตอบเหล่านี้ไปปฏิบัติ จึงควรเป็นการซักถามเฉพาะตนเองที่จะให้ประโยชน์ได้อย่างเฉพาะจุด เช่น ที่ตนเองปฏิบัติอย่างนี้ถูกต้องไหม?

ฉะนั้น ในเรื่องของการปฏิบัติต้องขอพูดก่อนว่า เราต้องมีความเข้าใจ เพื่อที่จะได้มนสิการได้ถูกต้อง เราต้องทราบว่าวิปัสสนาปฏิบัติเพื่ออะไร คือ เพื่อพ้นทุกข์ แต่ที่ยังไม่พ้นทุกข์ก็เพราะยังมีตัณหาเป็นตัวเชื่อวัฏฏะ และมีกรรมเป็นลูกโซ่ส่งผลให้ไปเกิดตามภพภูมิต่างๆ

ในการปฏิบัติจึงขอให้เข้าใจเพียงนิดเดียวว่า เรามีหน้าที่ไปกำหนดรู้เท่านั้นเอง รู้ที่รูปรู้ที่นามในเบื้องต้น สำหรับผู้ที่บอกว่ารู้ทุกข์นั้น อาจจะรู้ผิดในบางท่าน และรู้ถูกในบางท่าน

เพราะถ้าหากท่านนั้นได้สัมมสนญาณแล้ว การรู้ทุกข์เช่นนั้นก็นับว่ารู้ได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้ายังไม่ได้สัมมสนญาณปัญญาใดๆแล้วบอกว่า รู้ทุกข์ อันนั้นเป็นการรู้ข้ามขั้นจนเกินไป ก็ต้องบอกว่ารู้ผิด

โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2549 , 08:28:55 น.] ( IP = 58.136.205.3 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถามว่าทำไมไปรู้รูปรู้นามเพราะอะไร?


เพราะเหตุผลต้องมี เหมือนกับเราป้อนเหตุผลให้ตนเองตลอดเวลาโดยป้อนให้กับปัญญา เมื่อป้อนให้กับปัญญามากๆ การงานก็จะเป็นไปได้ด้วยดี

เหมือนกับเด็กนักเรียนที่เราสอนข้อมูลที่ถูกต้องเข้าไปว่า นี่เป็นรูป นี่เป็นนาม ความแคล่วคล่องก็จะเกิดขึ้นจนถึงญาณปัญญา

เพราะฉะนั้น หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจึงมีแค่การกำหนดรูปกำหนดนามเท่านั้น ดูรูปดูนามเท่านั้นเอง และไม่มีรูปไม่มีนามไม่ได้ เพราะว่ารูปนามเป็นสภาวธรรมเป็นปรมัตถธรรมเป็นของจริงที่มีอยู่

เพราะเราก็เรียนแล้วว่า ธรรมะ คือ นิสสตฺต นิชฺชีวะ สภาวา ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล เช่น กุสลา ธมฺมา หมายถึงธรรมที่เป็นกุศล คือ กุศลจิต ๒๑ และเจตสิกที่ประกอบ ๓๘

ฉะนั้นเมื่อเรากระจายอย่างนี้แล้วเราก็รู้อยู่ในใจแล้วว่าไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล และเราก็เรียนรู้ว่าชีวิตเรามีสามัญลักษณะหรือลวดลายของชีวิตคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เราทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรู้เหล่านี้เรารู้แบบสัญญารู้

ฉะนั้น เวลาที่พูดคุยกับผู้ปฏิบัติจึงทราบได้ว่าเขารู้จริงหรือไม่จริง เพราะคำตอบของเขาจะเป็นแบบปริยัติตอบหรือแบบปฏิบัติที่ประจักษ์ตอบนั่นเอง

ฉะนั้น ในการปฏิบัติ "นั่ง" เป็นรูป (หมายถึงอาการนั่ง) ปรากฏว่าทุกข์เกิดขึ้นที่รูป ความทุกข์นี้เป็นนาม จึงต้องกำหนด"นามทุกข์" หรือ "นามรู้" คือรู้ทุกข์ที่เกิดขึ้น

ฉะนั้นผู้ปฏิบัติจึงมีหน้าที่ดูรูปนาม และก็ปล่อยรูปนามไม่ได้เด็ดขาด เพราะรูปนามมีอยู่ตลอดเวลา และรูปนามนี้ก็มีสภาวะของเขาอยู่ในนั้น

ถ้าหากเราทิ้งรูปนามก็เท่ากับเราเปิดโอกาสให้ทุกข์ต่างๆ สามัญลักษณะคืออนิจจังเป็นต้น ผ่านไปแล้ว แล้วเราจะไปเห็นความจริงได้อย่างไร

โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2549 , 08:36:29 น.] ( IP = 58.136.205.3 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อใดจึงจะรู้ทุกข์?


หากมีคำถามมาว่าแล้วเมื่อใดเราจะรู้ทุกข์? คำตอบก็คือก็ต่อเมื่อเราเท่าทันความเกิดและความดับของสภาวธรรมทั้งหลายนั่นแหละ ตรงที่เกิดที่ดับนั่นแหละท่านเรียกว่าทุกข์ เรียกว่าอนิจจัง เรียกว่าอนัตตา

ฉะนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้นามรูปปริจเฉทญาณจะเลยทะลุไปถึงทุกข์จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนเราเดินขึ้นตึกชั้นที่สามโดยไม่ผ่านชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองไม่ได้ เราจึงมีหน้าที่ไปกำหนดรู้เพียงเท่านั้น

ขอให้ทุกคนนึกถึงเบ้าขนมครก แล้วนึกถึงการหยอดขนมครก ผู้หยอดขนมครกก็จะมีกาสำหรับใส่นำผสมแป้งและกะทิ ถ้าหากเราไปทำใหม่ๆ เราก็ต้องตั้งใจหยอด และน้ำแป้งที่หยอดลงไปก็ต้องหยอดลงตามเบ้าต่างๆ ไปทีละเบ้า

ฉะนั้นผู้ปฏิบัติก็ต้องคอยตามความจริงต่างๆ เพราะรูปนามนั้นเหมือนเบ้าขนมครกที่มีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็ต้องดูไปให้ครบไปเรื่อยๆ ความไวก็จะเกิดขึ้น สติที่ระลึกรู้ได้ในรูปในนามก็เกิดขึ้น

แต่ขอให้ทำความเข้าใจนะว่า ระหว่างเบ้าขนมครกแต่ละเบ้านั้นมันมีขอบเขต เหมือนกับขณะที่เราปฏิบัติเช่น จากรูปนั่ง ไปเป็นนามรู้สึก นามทุกข์ นามรู้

สิ่งเหล่านี้ก็คือเบ้าต่างๆของขนมครก เราจึงมีหน้าที่หยอดไปเรื่อยๆ แต่ขอให้ระวังว่าอย่าหยอดน้อยเกินไป อย่าหยอดมากเกินไป

น้อยเกินไปก็คือ ยังไม่ทันมีอะไรปรากฏขึ้นก็เบื่อแล้ว เช่น นั่งอยู่ยังไม่ทันเมื่อยเลยพอมีอาการเกิดขึ้นนิดนึงก็เปลี่ยนท่าแล้ว เกิดความรู้สึกตัวทุกข์แล้ว แต่ปกติแล้วจะนั่งได้นานเลย อย่างนี้เรียกว่าน้อยไป หรือไม่ก็ทนอยู่จนล้นเลย จึงขอให้พอดีๆ กับความเป็นจริง นี่คืออย่างหนึ่งที่ต้องระวัง

โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2549 , 08:41:58 น.] ( IP = 58.136.205.3 : : )


  สลักธรรม 3

การทำงานของโยคาวจร


และอย่างที่บอกไปเมื่อสักครู่ว่า ระหว่างเบ้าขนมครกนั้นมันมีขอบเขต มีช่อง ปัจจุบันนี้เรายังไม่เห็นช่องว่างเพราะยังสังเกตไม่ทัน มันจึงเป็นพืดติดกันเป็นแผ่นใหญ่

ฉะนั้นใหม่ๆ ที่เรากำหนดทุกข์ได้นั้นก็เพียงแค่กำหนดรู้ทุกขเวทนาเท่านั้น ส่วนสภาวะทุกข์ ทุกขลักษณะ ทุกขสัจจะ เป็นทุกข์ที่ละเอียดรู้ได้ยาก และทุกขเวทนาเป็นทุกข์ที่หยาบรู้ได้ง่าย

แต่ในขณะที่เรากำหนดอยู่นี้มีทุกข์ต่างๆไหม ตอบว่ามี ฉะนั้น ตรงนี้แหละที่ปัญญาจะเข้าไปรู้ ไม่ใช่ใครจะเข้าไปรู้แล้ว แต่เป็นหน้าที่ของปัญญาที่เกิดขึ้นจากการรู้รูปรู้นาม การฝึกปรือบ่อยๆ เสนอเหตุผลให้ปัญญาตลอดเวลา

เมื่อปัญญาทำงานมากขึ้นก็จะมีกำลังจนสามารถรื้อสันตติได้ เราจึงไปคิดเองไม่ได้แต่เป็นหน้าที่ของปัญญาญาณที่จะเข้าไปรู้

คือรู้ว่า รูปนั้นก็ไม่ใช่รูปนี้ นามนั้นก็ไม่ใช่นามนี้ รูป นาม รูป รูป นาม นาม ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นคนละอย่างไม่ใช่อย่างเดียวกัน เหมือนเห็นเบ้าขนมครกปรากฏชัดไม่ติดกันเป็นพืด

เพราะฉะนั้น ตรงนี้เมื่อปฏิบัติไป ปฏิบัติไป ความสืบต่อของปัจจุบันก็มีมากขึ้น ในความสืบต่อของปัจจุบันนั้น สติมา สัมปชาโณ อาตาปี ทำงานมากขึ้นมีกำลังแก่กล้ามากขึ้น นั่นแหละคือการทำงานของโยคาวจร ไม่ใช่คนไม่ใช่เราหรือใคร

ตัวโยคาวรจรคือ สติมา สัมปชาโณ อาตาปี จะไปรู้เอง จะไปประจักษ์แจ้งเองว่า จากนามนั้นไปนามนี้ มีการเดินทาง มีการงานระหว่างกัน คือความเปลี่ยนแปลง

ในความเปลี่ยนแปลงนั้นเรียกว่า อนิจจังก็ได้ เรียกทุกขังก็ได้ เรียกอนัตตาก็ได้

และเราไม่ต้องกลัวว่าบารมีเราเป็นชนิดไหนสำเร็จโดยลักษณะใด ตรงนั้นไม่จำเป็นต้องไปรู้ แต่เรามีหน้าที่หยอดให้ตรงเบ้าอย่ามากไปอย่าน้อยไป หรืออย่าข้ามเบ้าไม่หยอด ไม่ได้ ต้องทำงานให้เต็มที่ เต็มวันของเราไปจนกว่าจะหลับ

โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2549 , 08:47:04 น.] ( IP = 58.136.205.3 : : )


  สลักธรรม 4

ฉะนั้น เมื่อตรงนี้โยคาวจรก็จะเข้าไปรู้สภาวทุกข์ ไปรู้ทุกขลักษณะของเขาเอง เพราะปัญญาจะเป็นผู้คุ้มครองเราเอง คือสภาพธรรมนั้นปรากฏแก่ปัญญา

นามรูปปริจเฉทญาณเมื่อเกิดขึ้นก็รู้ว่านี่รูปนี่นาม ในรูปในนามเองก็มีการดับ ทั้งรูปก็ดับนามก็ดับ และในรูปในนามนี้ก็ยังเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดขึ้นด้วยเหตุและก็ดับไปเมื่อหมดเหตุ นามนั้นรูปนั้นจึงมีการเกิดดับ ปัจจัยที่ส่งมาให้ก็เกิดดับความเกิดดับที่มากขึ้นๆ ต่อเนื่อง ความรู้ทันสภาวธรรมเหล่านั้นก็เกิดขึ้น

เมื่อรู้ทุกข์มากๆ ขึ้น ตัณหาก็ถูกละ

เพราะสภาพธรรมของตัณหาคือความอยาก แต่สภาพของทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ

ฉะนั้นเมื่อประจักษ์ทุกข์มากขึ้นๆๆ ตัณหาก็ถูกละมากขึ้นๆๆ สภาพของทุกข์ก็มีความดับๆ สภาพของตัณหาก็มีความดับๆ

เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นทุกข์มากขึ้นตัณหาก็ถูกละมากขึ้นจนตัณหาดับเมื่อตัณหาดับลงเมื่อใด นิโรธก็ปรากฏขึ้น

จึงจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนแบบนี้ ซึ่งเราไปสร้างไม่ได้ ให้เรามีมนสิการเพียงพอ คือเรียนให้รู้ว่าเรามีหน้าที่อะไรแล้วทำหน้าที่หยอดเบ้าขนมครกอย่างเดียว ส่วนขนมครกจะสุกนั้นหน้าที่เราหรือเปล่า? ไม่ใช่ แต่เป็นหน้าที่ของความร้อน

จึงอย่าไปอยากอะไรเลย มีหน้าที่ทำงานและมีรูปมีนามเป็นตัวรองรับ

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2549 , 08:52:54 น.] ( IP = 58.136.205.3 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบคุณมากเลยครับ ที่นำความรู้มาเพิ่มเติมให้อีก เพราะเป็นสาระประโยชน์ทั้งนั้นเลยครับ

เพราะถ้าขาดความเข้าใจว่าตนเองจะทำเช่นนั้นไปทำไม? และทำไมจึงต้องกำหนดเช่นนี้? ถ้าไม่เข้าใจแล้ว ผลที่จะเกิดขึ้นจากการเจริญสติปัฏฐานย่อมมีไม่ได้เลยนะครับ เพราะฐานแห่งความเข้าใจไม่มี ความดีจริงจึงไม่ปรากฏกนั่นเองนะครับผม

ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์ครับผม


โดย พี่เณร [16 เม.ย. 2549 , 09:00:59 น.] ( IP = 58.9.138.197 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณมากค่ะ..
ที่นำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติวิปัสสนามาฝากค่ะ

โดย เซิ่น [17 เม.ย. 2549 , 23:26:20 น.] ( IP = 58.8.47.87 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org