| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คนเป็นกะเทยได้อย่างไร (ตอนที่๑๔)
คนเป็นกะเทยได้อย่างไร
โดย. ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ (๑๓) อ่านที่นี่
รูปปรมัตถ์
อภิธรรมมัตถะสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖ พระอนุรุทธาจารย์ได้ประพันธ์เป็นคาถาสังคหะไว้รวม ๑๔ คาถา แต่เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทย ก็ยากที่จะทำความเข้าใจได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาในตอนต้นๆ มาก่อน ยิ่งถ้าจะทำความเข้าใจในส่วนที่ละเอียดลออลึกซึ้งให้ได้ความเข้าใจดี และมีความกว้างขวางตามสภาวธรรมก็ยิ่งจะยุ่งยากขึ้นไปอีกกับผู้ศึกษายิ่งนัก ดังนั้นจึงต้องค้นหาคำอธิบายจากอรรถกถาและฏีกา เป็นต้นเข้ามาช่วย แต่ถึงกระนั้นก็ยากที่จะศึกษาด้วยตนเองได้ จึงจำเป็นต้องเอาวิชาการในทางโลก เฉพาะอย่างยิ่งวิชาวิทยาศาสตร์เข้ามาประกอบด้วย เพื่อหวังว่าจะให้ผู้ศึกษาเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ในเรื่องดังกล่าวนี้ ก็มักจะมีผู้ไม่เคยศึกษาพระพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งอภิธรรมปิฎกมาก่อนเลย กล่าวหาว่า เอาเรื่องทางโลก ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาปะปนกับธรรมะทำไม
แต่อย่างไรก็ดี ขอให้ลองดูตัวบาลีกับคำแปลในอภิธรรมมัตถสังคหะปริจเฉท ๖ มี ๑๔ คาถา ก็จะเห็นว่า ถ้าไม่มีวิชาวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายประกอบด้วยแล้ว จะศึกษาให้เข้าใจดีจริงๆ ได้อย่างไร เพียงแต่รู้บาลีและคำแปลเท่านั้นจะอธิบายได้หรือ แม้จะเอาวิชากรทางโลกทางวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายประกอบด้วยแล้วก็ยังไม่ใช่ง่ายๆ ยังหนีความอึดอัดใจไปไม่พ้น และขอให้สังเกตดูว่า หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่มขยายความจากคาถาสังคหะที่เป็นตัวบาลีไม่กี่คาถาเลย จากจำนวน ๑๔ คาถาด้วยกันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 09:27:45 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1คาถาสังคหะที่ ๑
เอตฺตาวตา วิภตฺหา หิ สปฺปเภทปฺปวตฺติกา
จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา รูปนฺทาหิ ปวุจฺจติฯ
แปลเป็นใจความว่า ธรรมทั้งหลาย คือจิตและเจตสิกเป็นไปโดยประเภทและปวัติกาล ได้จำแนกแล้วโดยปริจเฉททั้ง ๕ มีประมาณเพียงเท่านั้น บัดนี้จักแสดงถึงรูปต่อไป
ปรมัตถธรรมนั้นมี ๔ ประการ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ได้แสดงเรื่องจิตเจตสิกมาตั้งแต่ปริจเฉทที่ ๑, ๒, ๓, ๔ และ ๕ สำหรับในปริจเฉทที่ ๖ ซึ่งจะได้บรรยายต่อไปนี้เป็นเรื่อง "รูป" และเรื่อง "นิพพาน"ต่อไป
จากปรมัตถทีปนีฎีกาแสดงเอาไว้
รุปฺปตีติ รูปํ ธรรมชาติที่แตกดับหรือผันแปรไปนั้น เรียกว่า รูป
จากวิภาวนีฎีกาได้ขยายคำว่า รุปฺปน ไว้ดังนี้
รุปฺปนญฺเจตฺถ สีตาทิวิโรธิปจฺจยสมวาเย วิสทิสุปฺปติเยว
ลำดับรูปที่เกิดก่อนและเกิดทีหลัง ขณะมีปัจจัยอันเป็นข้าศึก คือความเย็น เป็นต้น ยังให้แตกดับนั้น ลำดับรูปนั้นชื่อว่า รุปฺปน (คำบาลีและแปลดังนี้ ถ้ามิได้มีคำอธิบายโดยพิสดารแล้วผู้ศึกษาจะมีความเข้าใจได้อย่างไร)
สรุปแล้วก็คือ รูป ก็ได้แก่ธรรมชาติที่ผันแปรแตกดับด้วยความเย็นหรือความร้อนนั่นเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 09:44:49 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 2สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าพื้นแผ่นดิน ภูเขา ต้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ร่างกาย ของคนหรือสัตว์เดรัจฉาน ตลอดไปจนถึงรูปที่มองเห็นไม่ได้ด้วยสายตา ล้วนแต่อยู่ในฐานะเดียวกันอย่างหนึ่งก็คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนต้องแตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ
ที่ว่ารูปแตกดับหรือผันแปรไปด้วยความเย็นหรือความร้อนนั้น หมายถึงรูปทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปจากรูปเดิม คือเปลี่ยนเป็นรูปใหม่เสมอไป แม้บางรูปจะเห็นมันเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าไม่ได้เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยๆ ก็จริง แต่มันก็จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
เพราะว่ารูปทั้งหลายถูกประชุมกันขึ้นมาจากรูปอันเป็นหน่วยเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า ปรมาณู และปรมาณูนั้นจะต้องมีความร้อน(เย็นคือร้อนน้อย) และความร้อนนี่เองที่ทำให้ปรมาณูมิได้อยู่นิ่งๆ ได้แม้แต่สักวินาทีหนึ่ง ดังนั้น รูปจึงได้ชื่อว่า แตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ
ในทางวิทยาศาสตร์ พลังงาน(energy) คือความสามารถที่จะทำงานได้ ในสมัยก่อนเราเรียนกันว่า พลังงานนั้นมิได้เป็นสสาร เพราะว่าพลังงานชั่งไม่ได้ ตวงไม่ได้ ไม่ต้องการที่อยู่ เช่น แสง เสียง ไฟฟ้า เป็นต้น
ปัจจุบันเราได้พบความจริงใหม่ เพราะแท้จริงนั้นมวล(mass) และพลังงานเป็นสิ่งเดียวกัน
Albert Einstein เป็นผู้ค้นพบในเรื่องมวลและพลังงานในการค้นพบครั้งนี้ถือกันว่า เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว ท่าน Einstein ได้แสดงว่า มวล ก็คือพลังงานที่ยึดกันอยู่เฉยๆ อย่างมั่นคง และในทางตรงกันข้าม พลังงานทั้งหลาย เช่นความร้อน ความเคลื่อนไหว ไฟฟ้าเหล่านี้ ซึ่งก็คือมวลนั่นเอง แต่เป็นมวลที่อยู่ในลักษณะที่สลายตัวแล้วเปรียบเหมือนน้ำแข็ง น้ำแข็งก็คือ น้ำที่หดตัวจนแข็ง และเมื่อละลายออกไป นั่นก็คือน้ำแข็งที่ละลายแล้วนั่นเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:09:50 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 3
พลังงานที่ยึดเอาอนุภาคต่างๆ (โปรตอน, นิวตรอน) ให้รวมอยู่ด้วยกันได้ในตัวของปรมาณูนั้น มีพลังงานมากมาย ทั้งนี้ก็ได้จากการพิสูจน์ เมื่อปรมาณูแตกตัว (Fission) เช่นตัวอย่าง พลังงานที่ออกมาจากระเบิดปรมาณู เป็นต้น
ทฤษฎีปรมาณูในทางวิทยาศาสตร์นั้นน่าอัศจรรย์ เพราะว่าพลังงานจากมวลสลายตัวเพียง ๑ กรัมเท่านั้น จะเท่ากับพลังงานที่โรงไฟฟ้าธรรมดาขนาดกลางทำงานเต็มที่ได้ถึง ๒๐๐ ชั่วโมง
ทฤษฎีของ Einstein ดังกล่าวมาแล้ว ได้รับการพิสูจน์ได้รับการยืนยันจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วๆไป แต่ไม่มีใครได้คาดคิดว่าสูตรอันวิเศษของเขานี้ จะได้รับการพิสูจน์จริงๆ ให้ปรากฏแก่สายตาโลกในลักษณะของระเบิดปรมาณู ที่อเมริกันทิ้งลงในญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีต่อจากนั้นมา
พลังงานของปรมาณูนั้นน่าพิศวงยิ่งนัก จึงอยู่ในความสนใจเป็นอันมากของบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย จากสูตรของ Einstein ทำให้สามารถคำนวณได้ว่าพลังงานที่อยู่ในตัวของปรมาณูเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็นมันนั้น มีกำลังอำนาจมหาศาลเพราะจากมวลหนักเพียง ๑ กรัม ถ้าเปลี่ยนมวล ๑ กรัมนี้เป็นพลังงาน ก็จะได้พลังงานถึง ๒๕ ล้านกิโลวัตต์ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:16:13 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 4ความน่าอัศจรรย์ที่ยิ่งกว่าคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แสดงเรื่องปรมาณูมานานกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว แต่ ๒๕๐๐ ปีแห่งความหลัง ซึ่งเราคิดกันว่าเป็นเวลายาวนานมากอย่างเหลือเกินนั่นก็คือ ได้เปิดช่องโอกาสล่วงหน้าให้อย่างกว้างขวางและยาวนานที่สุดแก่บรรดาชาวโลกทั้งหลายที่จะได้ค้นคว้าหาความจริงจากธรรมชาติเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปรมาณู แต่ในที่สุดก็มาลงในหลักการเดียวกันที่ว่ามวล(mass) และพลังงาน(energy) เป็นอันเดียวกัน โดยได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้เอง
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนมานานกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว ว่ามวลพลังงานนั้นเป็นอันเดียวกันโดยใช้คำว่า "เป็นรูป" เช่นแสงสว่างที่วิทยาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นพลังงาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็น "รูป" เป็นต้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:21:57 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 5นอกจากนั้นยังแสดงโดยพิสดารด้วยว่า แสงสว่างนั้นคืออะไร เกิดขึ้นมาจากอะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีความเป็นไปประการใดบ้าง เป็นต้น
นั่นก็คืออำนาจของสัพพัญญูแท้ๆ ซึ่งคนที่มิได้ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยละเอียด เข้าใจผิดคิดว่ารูปก็คือร่างกายและข้าวของต่างๆ เท่านั้น แล้วยังคิดเลยเถิดไปอีกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกไปสู่ป่าแล้วไปนั่งคิด นั่งค้น เหมือนๆ กันกับนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายลูบคลำวิชาการของตนอยู่บนโต๊ะ
สภาวะลักษณะของรูปทั้ง ๒๘ นั้น เป็นเรื่องกว้างขวางจะต้องเป็นหนังสือเล่มหนาๆ เล่มหนึ่ง
ดังนั้น ผมจึงขอยกรูปทั้ง ๒๘ ขึ้นมาเพื่อให้ท่านได้พิจารณาทั้งหมด แต่จะแสดงเพิ่มเติมเล็กน้อยสำหรับบางรูปที่เห็นว่าเป็นการสมควรจะให้ท่านได้ทราบเอาไว้
มหาภูตรูป ๔ หมายถึงรูปที่ปรากฏชัดเจนเป็นประธานของรูปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปของสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตามได้แก่ ปถวี อาโป เตโช วาโย คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม
ปถวีธาตุ คือธาตุดิน เมื่อเอาแต่ละหน่วยมารวมกันจนเป็นแท่งเป็นก้อน แล้วกระทบถูกร่างกาย ก็มีความแข็งและอ่อนเป็นลักษณะ และเป็นแม่ธาตุเพราะเป็นที่ตั้งอาศัยของธาตุอื่นๆ
อาโป ได้แก่ ธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่ดื่มหรือที่ซักผ้า ธาตุน้ำเป็นสุขุมรูป ละเอียดกว่าปรมาณูที่ได้กล่าวมาแล้วมากมองเห็นไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ ชั่ง ตวง หรือวัดก็ไม่ได้ทั้งนั้น เป็นตัวยึดโยงธาตุดินมิให้กระจัดกระจายออกไปจากกัน(รูปอื่นๆ ที่เหลือของดไม่บรรยาย)โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:27:39 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 6ปสาทรูป ๕ หมายถึงรูปอันเป็นที่ตั้งของจิต ก่อให้เกิดอารมณ์ทางปัญจทวาร ในที่นี้มิได้หมายถึงประสาทที่แพทย์อธิบายบางทีก็ดึงออกมาได้ หากแต่หมายถึงอำนาจของกรรมเป็นผู้ผลิตสร้าง นั่นก็คือเปลี่ยนแปลงจากรูปหนึ่งแล้วมาเป็นอีกรูปหนึ่ง จนรูปมีความสามารถรับสัมผัสคลื่นแสง คลื่นเสียง กลิ่น รส และเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ได้
ผู้ศึกษาจะทราบว่า ปสาทะทั้ง ๕ นี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตั้งอยู่ที่ไหน และมันทำงานกันอย่างไร เช่น รูปารมณ์ อันได้แก่คลื่นแสง และสัททารมณ์อันได้แก่คลื่นเสียงนั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เข้ากระทบกับปสาทะโดยตรงไม่ได้เพราะเป็นอสัมปัตตคาหกะรูปอย่างไร (เช่นเสียงจะต้องกระทบเยื่อหู-กระทบกระดูกรูปฆ้อนและต่อๆ ไปเป็นต้น) ในขณะที่กำลังเกิดอารมณ์เหล่านี้อยู่นั้น ทั้งรูป ทั้งจิต(นาม) มันทำงานกันอย่างไร
โคจรรูป ๔ หรือวิสัยรูป ๗ หมายถึงรูปที่เป็นอารมณ์ของจิต อันได้แก่การศึกษาถึงรูปารมณ์=คลื่นแสง สัททารมณ์=คลื่นเสียง คันธารมณ์=กลิ่น รสารมณ์=รส โผฏฐัพพารมณ์=ดิน ไฟ ลม ที่มากระทบกาย เพราะธาติน้ำเป็นสุขุมรูป ละเอียดมาก เป็นตัวยึดโยงธาตุดิน (ปรมัตถอาโป) กระทบกายไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ที่เราพูดกันว่าเราดื่มน้ำ ก็คือเราดื่มธาตุดิน เพราะกระทบน้ำแล้วรู้สึกอ่อน
ภาวรูป ๒ เมื่อเราตั้งคำถามว่า ความเป็นผู้หญิงผู้ชาย คำที่เราชอบพูดกันอยู่เสมอๆ นั้นอยู่ที่ตรงไหน คนส่วนใหญ่ก็ชี้ไปที่อวัยวะเพศ แต่ความจริงจะยึดเอามาเป็นหลักการนั้นไม่ได้ เพราะในพระพุทธศาสนาแสดงถึงคนเป็นกะเทยแบต่างๆ คนมีอวัยวะเพศทั้งสองเพศ คนมีอวัยวะเพศขาดตกบกพร่องและบางคนไม่มีอวัยวะเพสเลย มีแต่ช่องสำหรับถ่ายปัสสาวะเท่านั้น แล้วการชี้ลงไปที่อวัยวะเพศจะตัดสินว่าเป็นหญิงหรือเป็นชายได้อย่างไรกันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:30:41 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 7
ในพระอภิธรรมปิฎก แสดงเรื่องหญิงและชายเอาไว้ให้สังเกตหลายข้อ แล้วก็ไม่ได้ดูที่อวัยวะเพศอย่างเดียว เพราะเป็นผู้ใหญ่จะไปดูอวัยวะเพศของเขาได้อย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของรูปปรมาณูโดยพิสดาร แสดงเรื่องปรมาณูที่ถูกอำนาจของกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิเป็นจุดเล็กๆ ในครรภ์ของมารดา ด้วยเหตุนี้ รูปที่เป็นหญิงและรูปที่เป็นชายจึงอยู่ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายนอกหรือภายใน
หนังสือเล่มนี้มิได้เป็นหนังสือเพื่อการศึกษาโดยตรง ดังนั้นผมไม่อาจที่จะขยายความให้ละเอียดได้ เพราะมีเรื่องมากมาย และบางเรื่องขัดแย้งกับความเห็นของแพทย์บางท่านด้วย เช่น นายแพทย์ว่าเพศหญิงหรือชายเกิดขึ้นภายหลังเมื่อเด็กโตขึ้นมาแล้ว (ในครรภ์) แต่ในพระพุทธศาสนา ความเป็นหญิงหรือเป็นชายเริ่มตั้งแต่ กลละ คือขณะแรกเกิดขึ้น เป็นต้น
อิตถีภาวรูป หมายถึง รูปปรมาณูทั่วร่างกายทั้งภายนอกและภายในที่แสดงความเป็นเพศหญิง ปุริสภาวรูป หมายถึง รูปปรมาณูทั่วร่างกายทั้งภายนอกและภายในที่แสดงความเป็นเพศชาย
หทยรูป ๑ เป็นรูปอันเป็นที่ตั้งอาศัยของจิตใจ เป็นรูปปรมาณูที่ไม่อาจจะเห็นหรือสัมผัสได้ ซึ่งก็มีการแสดงอันยิ่งใหญ่ให้ผู้ศึกษาได้มองเห็นสติปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และผู้ศึกษาจะบังเกิดความโสมนัสยิ่งขึ้นเมื่อได้ศึกษาเรื่องการทำงานของจิต ณ หทยวัตถุนี้
ชีวิตรูป ๑ เป็นรูปอันเกิดจากอำนาจของกรรม เป็นตัวควบคุมยึดโยงให้รูปอันเกิดจากอำนาจกรรมทั้งหลายไม่ให้กระจัดกระจายหลุดออกไปจากกัน ไม่ว่ากรรมชรูปนั้นจะเป็นบาปหรือเป็นบุญก็ตาม ถ้าชีวิตรูปไม่มีก็เหมือนกับบ้านไม่มีน๊อต ไม่มีตะปู ไม่มีสลักไม้ บ้านก็คงพังทลายลงมา บ้านก็คงเป็นบ้านไม่ได้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:33:47 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 8อาหารชรูป ๑ มิได้เป็นตัวอาหารที่เรากินเข้าไปโดยตรง หากแต่เป็น โอชะ ในอาหารนั้น เพราะเมื่อปาจกเตโช ตัวการย่อยอาหารได้ย่อยแล้ว ก็จะมีตัวหนึ่งที่สามารถทำให้รูปอันเกิดจากอำนาจของกรรมเป็นต้นตั้งอยู่และเจริญไปได้ และรูปที่ว่านี้เองเมื่อมันเข้าไปทำความเจริญให้ดังกล่าวแล้ว เรียกว่า อาหารชรูป
ปริจเฉทรูป ๑ ได้กล่าวมาแล้วว่า รูปที่เห็นทั้งหลายไม่ว่าคนหรือสัตว์อะไรก็มาจากหน่วยเล็กๆ ที่มองเห็นไม่ได้ และในทางธรรมะเรียกว่า "ปรมาณู" แต่ปรมาณูทั้งหลายหาได้หยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ แล้วมันมิได้อยู่ติดกันเพราะมีช่องว่างคั่นอยู่ทั่วไป ช่องว่างดังกล่าวเหล่านี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า "ปริจเฉทรูป" อันเป็นช่องว่างระหว่างประมาณู
วิญญัติรูป ๒ ได้แก่พฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย มีการเคลื่อนไหวกาย เรียกว่ากายวิญญัติรูป พฤติกรรมที่แสดงออกทางวาจา เช่น การพูดเรียกว่าวจีวิญญัติรูป
วิการรูป ๓ เป็นรูปที่แสดงอาการพิเศษ มี ๓ รูป คือ ลหุตา=เบา มุทุตา=อ่อน และกัมมัญญตา=รูปที่พอดีโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:36:19 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 9ถ้าจะถามผู้ที่ศึกษาวิชาการในทางโลกทางวิทยาศาสตร์ว่า "ยืน เดิน นั่ง นอน ก้ม เงย" ได้อย่างไร ก็จะมีคำตอบที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผล หรือจะให้เข้าถึงเหตุผลข้อเท็จจริงไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะทางโลกทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีความเข้าใจในเรื่องจิต เจตสิก ไม่เข้าใจเรื่องกรรม ไม่เข้าใจเรื่องรูปอันเกิดจากกรรม เช่นที่ผมได้กล่าวถึง กรรมชรูป จิตตชรูป และอาหารชรูป
ผู้ที่ใช้เด็กออกไปใส่บาตร แล้วอธิบายให้เด็กฟังว่า ใส่บาตรได้บุญอย่างไรให้เด็กมีความเข้าใจจะได้มีความยินดี เด็กที่เดินออกไปใส่บาตรก็จะเดินไปด้วยกิริยาอาการที่นิ่มนวล ซึ่งจะแตกต่างกับเด็กอีกคนหนึ่งที่ถูกดุด่าว่ากล่าวแล้วเดินออกไป ย่อมจะเดินไปด้วยท่าทางที่แข็งกระด้าง ในขณะนั้น ร่างกายและจิตใจมันทำงานกันอย่างไร ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมจะตอบไม่ได้เลยเป็นอันขาด แต่ในพระอภิธรรมปิฎกแสดงเอาไว้อย่างละเอียดลออ เหตุที่ทำให้เดินได้อย่างย่อมี ๖ ประการ และมีอำนาจกรรม อำนาจจิต อำนาจอุตุ และอำนาจของอาหารเข้าร่วมกันอย่างไรบ้างโดยพิสดาร
ลักษณะรูป ๔ ได้แก่ รูปที่มีกาลเวลาเป็นเครื่องกำหนดวินิจฉัยได้มีอยู่ ๔ คือรูปที่เป็นเหตุแห่งการกำหนดวินิจฉัย สังขตธรรมนั้นย่อมได้แก่รูปที่แสดงกาลเวลา บอกอาการปรุงแต่งของสังขตธรรมนั้นมี ๔ อย่าง คือ อุปัจจยะ สันตติ ชรตา และอนิจจตา
อุปจยรูป ได้แก่รูปที่เกิดขึ้นมาจากกรรมชรูปในครั้งแรก
สันตติรูป รูปที่ถูกเปลี่ยนแปลงสืบต่อๆไป
ชรตารูป ได้แก่รูปที่เสื่อมโทรม
อนิจจตารูป ได้แก่รูปที่แตกสลาย คือเปลี่ยนสภาพไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 เม.ย. 2549 , 10:39:43 น.] ( IP = 58.9.141.222 : : )
สลักธรรม 10ติดตามมาศึกษาต่อด้วยความเคารพในพระธรรมค่ะ เรื่องรูปนี้ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ เลยนะคะ มีหลายอย่างและก็ทำหน้าที่ต่างๆ กันไป ดูลึกลับน่าสนใจมากโดยเฉพาะรูปที่เกิดจากอำนาจกรรม และจิต ...และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์บุญมีผู้เสียสละและเมตตา พากเพียรที่จะมอบปัญญาให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย และขอบพระคุณพี่เณรที่นำมาให้อ่านด้วยค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [17 เม.ย. 2549 , 12:33:34 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |