มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แนะนำการปฏิบัติวิปัสสนาเบื้องต้น(เพิ่มเติม) ๒






ตอนที่ผ่านมา


เห็นความเกิดดับได้ที่ไหน?


ความเกิดดับในความเป็นจริงนั้น ให้ดูที่สภาพธรรมของตัวเราเองเพราะทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป และทุกข์ในที่นี้ท่านให้ดูที่ขันธ์เพราะเรากำลังจะชำระขันธ์ ไม่ได้ไปชำระอย่างอื่น

ฉะนั้นการเห็นความเกิดดับจึงไม่ได้เห็นที่อื่น เห็นที่รูปที่นาม จะไปเห็นที่ประตู หน้าต่าง โต๊ะ หลังคาไม่ได้ ทำไมจึงไม่ได้? มาลองพิสูจน์กันก่อน อย่าเพิ่งเชื่อ และผู้ที่หลับตาอยู่กรุณาลืมตาด้วยค่ะจะได้เห็นการยกตัวอย่าง

จะหยิบของสิ่งหนึ่งมาวางลงไป เอาละวางลงตรงนี้ (อาจารย์บุษกรนำขันน้ำใบเล็กมาวางที่พื้นหน้าห้องเรียน และตั้งถามนักศึกษาหลายท่าน)

คำถาม : แม่ชี เห็นไหมคะ?
คำตอบ : เห็น

คำถาม : เห็นอะไรคะ
คำตอบ : เห็นขันน้ำ

คำถาม : คุณผู้ชายเห็นอะไรคะ
คำตอบ : เห็นภาพของขัน

อาจารย์บุษกร : คำตอบนี้ต้องขอบอกว่านึกเอา เพราะคนปกตินั้นจะเห็นขันน้ำ นอกจากคนนั้นจะเป็นคนต่างชาติจึงไม่เข้าใจคำว่า "ขันน้ำ"

(อาจารย์บุษกรได้หยิบแก้วน้ำสีม่วงมีฝาปิดออกมาตั้งหน้าห้องเรียน)


คำถาม : เห็นแก้วไหมคะ
คำตอบ : เห็น
อาจารย์บุษกร : บางคนอาจจะเห็นเลยไปเป็นสีม่วงด้วยซ้ำ เพราะเรามีสัญญาคือความจำได้กันทุกคน

โดย ศาลาธรรม [17 เม.ย. 2549 , 09:40:22 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ฉะนั้น เมื่อนำมาตั้งคู่กันเรารู้ไหมว่าเป็นขันน้ำกับแก้วน้ำ เราต้องยอมรับตอนนี้ก่อนว่า ชีวิตที่เราใช้อยู่ประจำนั้นเป็นแบบนี้ ตอนที่เราเกิดมาปุ๊บตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเป็นแก้วเป็นขัน เพราะเราไม่รู้บัญญัติ แต่เมื่อโตขึ้นถูกป้อนเข้าไปมีปัญญัติแล้ว เราจะไม่มีบัญญัติในความทรงจำเลยจึงเป็นไปไม่ได้ นั่นเป็นความรู้สึกสกัดกั้นความจริงแล้ว

เพราะถ้าหากเราไม่เปิดเผยตัวเองออกมาว่าเรารู้อย่างไร เราก็ไม่มีข้อมูลไปเสนอปัญญาได้ถูก ปัญญาก็จะรับเรื่องไปไม่ถูก เพราะถ้าหากไม่ยอมรู้ว่าเราโง่แล้วเราจะหายโง่ไหม

เราไม่รู้ว่า "เราไม่รู้" แล้วเราจะมีโอกาสรู้ไหมว่า "เราไม่รู้" ฉะนั้นเมื่อเราเห็นเป็นขันน้ำ ก็ถูกต้อง แต่ไม่ถูกจริง เพราะว่าในโลกนี้ไม่ว่าคนไทย จีน แขก ฝรั่ง ก็เห็นขันน้ำไม่ได้ แก้วก็เห็นไม่ได้ เพราะขันน้ำเป็นคำสมมุติ แก้วเป็นคำสมมุติ

ฉะนั้น กว่าจะเห็นก็คือ รูปารมณ์กระทบมากมายหลายขณะ แล้วก็ขึ้นสู่วิถีจิตต่างๆ จึงกว่าจะมารู้ว่าเห็นแก้ว หรือ ขันน้ำ

ผู้ปฏิบัติจึงปฏิบัติเพื่อรื้อสัญญา เมื่อรื้อสัญญาได้ก็ละสังโยชน์ได้ แต่ถ้าเราไม่ไปรื้อสัญญาก็จะละสังโยชน์ไม่ได้

การรื้อก็คือ หมั่นพยายามระลึกตามในขั้นแรกๆ ว่านามเห็น นามเห็น นามรู้ เพื่อเอาปัญญาที่เราเรียนคือสุตมยปัญญาเข้าไปปฏิเสธบัญญัติ หรือแม้จะตามไปปฏิเสธภายหลังก็ยังดีกว่าไม่ได้ปฏิเสธเลย ไม่ใช่สืบบัญญัติต่อไปเรื่อยๆ เมื่อความพยายามคืออาตาปี สัมปชาโณ และสติมาเกิดขึ้นมาปฏิเสธบัญญัติอยู่เรื่อยๆ ก็จะตั้งอยู่กับปัจจุบันแทนที่บัญญัติ แต่ถ้าเราไม่ทำแบบนี้เราก็ไม่มีทางพบปรมัตถ์

โดย ศาลาธรรม [17 เม.ย. 2549 , 09:48:58 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อสติมา สัมปชาโณ อาตาปี ตั้งอยู่เรื่อยๆ จนมีกำลัง บัญญัติก็จะหมดอำนาจ เพราะสติมา สัมปชาโณ อาตาปีที่ทำงานอยู่ที่ปัจจุบันที่มีทุกขลักษณะ อนิจจลักษณะ และอนัตตลักษณะ เมื่อจิตเราไม่ปฏิเสธและมีอำนาจก็จะพบลักษณะประการใดประการหนึ่งที่ชัดเจนซึ่งเป็นลวดลายของรูปนาม ฉะนั้น เมื่อตัณหาถูกละไปก็เพราะทุกข์ปรากฏขึ้น

จึงอย่าลืมว่า ในเบื้องต้นนี้เรามีหน้าที่ทำอะไร คือหน้าที่หยอดขนมครกลงตามเบ้าให้ทั่ว ให้ถี่ถ้วน อย่าไปอยากได้อะไร และไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยมีหลักปฏิบัติ ๑๕ ข้อเข้ามาควบคุม

และเมื่อเราหยอดไปๆ ความไวของสติที่ควบคู่การทำงานไม่ขาดสายของมนสิการที่มีอยู่ มาประจวบเหมาะกำลังดี ปรากฏการณ์เฉพาะหน้าจึงเห็นความขาด เห็นความดับเกิดขึ้น ผู้ที่เห็นก็คือปัญญาญาณ

ปัญญาญาณก็จะเป็นผู้เห็นว่า จากเบ้านี้ไปเบ้านั้น ก็มีความเปลี่ยนแปลง จากเบ้านี้มันเต็มแล้วทนอยู่ในสภาพเบ้าเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปเบ้านู้น แต่ระหว่างเต็มนั้นเรารู้แค่ว่าเต็มแล้ว

แต่อีกหน่อยปัญญาก็จะรู้ว่าเมื่อต็มตรงนี้แล้ว ยังต้องมีไปตรงนั้นอีก สภาพความเปลี่ยนแปลงที่ไปตรงนั้นก็ปรากฏเฉพาะหน้า เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ เป็นมีสภาพของไตรลักษณ์เด่นชัด

ตรงนี้คือผู้ปฏิบัติจะเห็นประจักษ์ความทุกข์ เมื่อทุกข์ปรากฏขึ้นมากๆ ความรู้สึกของผู้ประจักษ์ทุกข์อยู่นี้จะไม่มีความสดชื่น จะมีความรันทดใจ เหี่ยวแห้งใจในสภาพธรรมที่ปรากฏนั้น

เพราะมันเกิดอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ปฏิบัติ ความสดชื่นในขณะนั้นแทบไม่เหลือเลย ความยินดีจะไม่เกิดขึ้นเลย

ความแห้งใจจากความรู้สึกที่เห็นความเกี่ยวพันของรูปของนามก็จะมีอยู่ เพราะจะรู้ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็ต้องดับลงอีก จึงไม่มีจิตที่จะรับรู้สดชื่นอะไรเลย ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาชัดมาก

สภาพทุกข์ก็จะพาผู้นั้นให้เห็นความจริงอย่างนี้ ประจักษ์อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่า สบายขึ้น ดีขึ้น อันนั้นผิด เพราะเป็นวิปลาสธรรม เป็นการเห็นตรงกันข้ามกับพระสัพพัญญุตตญาณ แต่ผู้ที่สดชื่นก็มีคือผู้ที่หมดกิเลสตัณหา มีกิริยาจิตเกิดขึ้นตลอดเวลา

โดย ศาลาธรรม [17 เม.ย. 2549 , 09:55:34 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

แต่สำหรับเรานั้นยังไม่เป็นเช่นนั้น แต่จะแห้งใจ เพราะจะเปลี่ยนไปรูปใดจิตก็ไม่ก้าวล่วงไปในความยินดี เพราะจะมีทุกข์เก่า ทุกข์ใหม่ ทุกข์เก่า ทุกข์ใหม่ สลับกันอย่างนี้ เพราะทุกข์เท่านั้นที่ปรากฏ

แต่ทุกวันนี้พอเราเปลี่ยนอิริยาบถก็รู้สึกสบาย แต่ในวิปัสสนาจะไม่มีความสบายในอาการใดๆ ทั้งเก่าและใหม่ จึงบอกว่าแห้งใจแห้งผาก

การกำหนดจึงบอกว่า อย่าไปอยากรู้ทุกข์ แต่ทำให้ถูกก็เท่านั้นเอง

คำถาม : เมื่อเรารู้สึกเมื่อย แล้วเราจะเปลี่ยนท่า เราจำเป็นต้องรู้ว่า"นี่เราทุกข์" หรือว่ารู้แล้วเราเปลี่ยนเลยโดยไม่ต้องกำหนดก็ได้

คำตอบ : ไม่กำหนดไม่ได้ ต้องมีเหตุผลเสนอให้ปัญญาตลอดเวลา นั่งอยู่นี่ "อาการรูปนั่ง" เป็นอาการ แต่บางคน "อาการ" ยังไม่รู้จักเลยก็เบื่อแล้ว แล้วจะไปเห็นทุกข์ได้อย่างไร

สมมุตินะคะว่าตอนนี้คุณป้าเมื่อย ความเมื่อยเกิดขึ้นมาก็สกัดทันคือรู้ระลึกตามหรือระลึกทันว่าเป็นสภาวะของอะไร เช่น นามรู้ หรือนามทุกข์ ก็ได้ แต่ต้องเป็นสภาพรู้ของนาม

พอรู้แล้วก็เปลี่ยนไม่ต้องไปท่องว่า "พอรู้แล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยน" นี่เป็นวิปัสสนึก เพราะไม่ต้องไปบอกเลย ความจำเป็นนั้นเปลี่ยนเอง แต่ขอให้"รู้"ก่อน

เพราะว่าเมื่อก่อนเราไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้ให้เรารู้ตัวก็พอแล้ว และก็เอาบัญญัติทิ้งให้หมดเหลือเพียงรูปนาม แล้ว "อาการ" นี่มันก็ไม่ใช่บัญญัติด้วย เอาละขอเชิญทุกคนออกไปนอกห้อง ไปที่กลางแสงแดด

โดย ศาลาธรรม [17 เม.ย. 2549 , 09:59:32 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4

จะเห็นว่า เรามีเงาเพราะมีแสงแดด เงาที่ปรากฏขึ้นนี้ก็คือ"อาการของรูป" ถามว่า เงากับร่างกายนี้ท่าเดียวกันไหม? ท่าเดียวกัน ในเงามีแขนมีขาไหม? มี แต่เราไม่จำเป็นต้องไปรู้ว่าตำแหน่งไหนเป็นหูเป็นตาเป็นปาก แต่ให้มองภาพรวมว่าโครงร่างทั้งหมดนี้คืออาการของร่างกาย

และเมื่อเราอยู่ในร่มเราก็มีแสงธรรมที่จะส่องให้เห็นเงานี้ว่าเป็นอาการของรูป จึงขอให้เราเข้าใจเท่านั้นเอง และให้อยู่กับธรรมชาติโดยมีหน้าที่รู้

ฉะนั้นอาการที่นั่ง จึงเป็นทั้งหมดไม่ใช่อยู่ที่ใดที่หนึ่งความรู้สึกทั้งหมดเหมือนโครงร่างที่ปรากฏที่เงา

เพราะฉะนั้นถ้าหากเรามีเงาใจที่เข้าไปรู้ในอาการ ก็จะรู้ว่ารูปนี้ไม่ใช่รูปนั้น ก็ดูไปว่าคนละรูปกัน นั่นแหละหน้าที่เรามีเท่านี้จริงๆ

และความปรากฏของญาณปัญญาก็จะเป็นเรื่องที่เราต้องได้เองถ้ามนสิการได้ถูกต้อง ท่านก็จะเห็นเหมือนท่านอื่นๆ ที่เคยเห็น เพราะเป็นธรรมชาติที่มีอยู่แท้จริง

ขอให้ไปกำหนดรู้ที่รูปที่นาม ว่าทุกข์เกิดขึ้นที่รูปหรือที่นาม สร้างระเบียบในเรือนใจโดยเรียกชื่อให้ถูกต้องว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม กำหนดไปเรื่อยๆก็จะรู้เอง

ความรู้สึกตัวที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรมัตถ์ อาศัยความรู้สึก อาศัยรูปนามนี้เปิดทางให้ปัญญาสร้างกำลังขึ้นมา เมื่อปัญญามีแล้วความรู้ทั่วก็จะเกิดขึ้น ตัณหาไม่เกิดขึ้น นิโรธก็เกิดขึ้น เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นพวกท่านก็จะเป็นพระโสดาบัน

จะเห็นว่านิพพานไม่ยาก วิปัสสนาง่ายกว่าสมาธิหลายร้อยเท่า แต่ที่นิพพานยากนั้นเพราะอะไร เพราะกว่าจะข้ามออกจากความยึดติดนั้นมันยาก คือ อุปาทานนั่นเอง

จึงต้องวางหัวรถจักรให้ถูก โดยแรกๆ ไปฝึกปฏิเสธ เพราะเราปฏิเสธไม่เป็น แต่พอเราฝึกบ่อยๆ ไปสร้างความชำนาญ เราก็จะทำได้ปฏิเสธ

เราจึงมีหน้าที่ไปหาความชำนาญในปรมัตถ์เท่านั้นเอง โดยทำงานให้เต็มที่ ถ้าเราทำงานไม่เต็มที่เราก็จะไม่เห็นสิ่งดีในงานนั้น

โดย ศาลาธรรม [17 เม.ย. 2549 , 10:04:17 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

เข้ามาอ่านหาความรู้ในรายละเอียดของธรรมชาติ ที่เราจะต้องเข้าใจให้ถูกก่อนที่จะนำไปฝึกฝนจิตใจให้เกิดปัญญานะครับ

เพราะความรู้เห็นเด่นชัดนั้นจะต้องอาศัยพื้นฐานความเข้าใจที่ดีมากทีเดียวนะครับ มิเช่นนั้นการวางใจ (โยนิโสมนสิการ) ก็เกิดได้ยากถ้าขาดความเห็นถูก

ยิ่งคำว่า... ความรู้สึกตัวที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรมัตถธรรมแล้ว การที่จะกำหนดได้ถึงปรมัตถธรรมโยไม่เลยไปที่บัญญัตินั้นยากจริงๆ ต้องอาศัยการฝึกฝนนะครับ

ขอบพระคุณมากๆเลยนะครับ ที่นำความรู้และข้อชี้แนะมาฝากให้อ่าน เพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจตนเอง ว่าบัดนี้เรารู้แค่ไหนถูกหรือยังนะครับ

โดย พี่เณร [17 เม.ย. 2549 , 14:26:07 น.] ( IP = 58.9.145.124 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณมากค่ะ..
ที่นำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติวิปัสสนามาฝากค่ะ

โดย เซิ่น [17 เม.ย. 2549 , 23:29:07 น.] ( IP = 58.8.47.87 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณมากค่ะ
ตามมาเก็บตกความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อค่ะ
คงต้องตามย้อนหลังอีกหลายๆประเด็นเลย

โดย น้องอุ๊ [18 เม.ย. 2549 , 18:44:45 น.] ( IP = 61.47.98.103 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org