| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คนเป็นกะเทยได้อย่างไร (ตอนที่๑๕)
คนเป็นกะเทยได้อย่างไร
โดย. ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ (๑๔) อ่านที่นี่
อำนาจกรรม
เมื่อผู้ใดตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัส เมื่อผู้ใดมีความสุขความสบายอย่างล้นเหลือ เมื่อผู้ใดได้รับเคราะห์กรรมอย่างร้ายแรงขึ้นมาในปัจจุบัน เมื่อผู้ใดมีลาภผลขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และเมื่อผู้ใดรับเคราะห์ร้ายอย่างมหันต์ในทันที ก็มักจะมีผู้พูดกันโดยทั่วไปว่า กรรม ของเขาไม่ดีจึงได้รับเคราะห์ร้ายหนัก และกรรมของเขาดีจึงมีโชคลาภมหาศาล
มีผู้พูดเรื่องของกรรมกันอยู่ทั่วไปในประเทศไทย แต่มีผู้ที่จะเข้าใจเรื่องของกรรมได้ดีจริงๆ นั้นมีน้อย ทั้งนี้ก็เพราะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมปิฎก ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงมีมากท่านเหมือนกันที่กล่าวมา คนทำชั่วทำไมจึงได้ดี แต่คนทำดีเหตุใดจึงได้รับผลร้าย
เคยมีผู้ถามผมว่า ถ้ากรรมที่ได้กระทำไปให้ผลได้จริงๆ แล้ว ทำไมมันจึงไม่ลงโทษผู้กระทำชั่วให้ชักดิ้นชักงอ ลงไปได้ต่อหน้า ท่านผู้พูดอยากจะให้เห็นผลทันตา แล้วคนที่ชอบประพฤติตัวชั่วช้าจะได้ไม่กล้ากระทำชั่ว เมื่อผลของกรรมไม่ปรากฏเห็นทันตา ฉะนั้น จึงกระทำอะไรๆ ก็ได้ทุกอย่าง ขอให้ได้ผลตามที่ต้องการก็แล้วกันโดยระวังมือของกฎหมาย และมิให้ใครได้รู้ได้เห็นเท่านั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:04:53 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 1
ท่านเพียรพยายามที่จะให้เด็กเล็กๆ อ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ ซึ่งเป็นเหตุ แล้วจะให้บังเกิดผลทันใจ คืออ่านหนังสือออกได้ภายในวันเดียว
ท่านเพียรพยายามที่จะทำเหตุ คือปลูกต้นมะม่วงวันนี้ แล้วจะให้มันออกผลในวันพรุ่งนี้ โดยไม่ต้องคอยเป็นปีจะได้หรือแม้จะรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยวันละร้อยครั้งก็ตาม
เรื่องกรรมนั้นมีขั้นตอนการให้ผล และเป็นไปด้วยอำนาจของเหตุผลที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะมิได้อยู่ในอำนาจของเหตุผลที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะมิได้อยู่ในอำนาจดลบันดาลของผู้ใด ผู้ศึกษามีความเข้าใจแล้วก็จะหายสงสัย แล้วจะมีความสุขกาย สุขใจเพิ่มขึ้น เพราะทราบดีว่าเมื่อกระทำกรรมลงไปแล้วมันจะต้องให้ผลอย่างแน่นอนโดยขอเวลาให้มันเท่านั้น
เรื่องของกรรมนั้นเป็นเรื่องใหญ่ในพระพุทธศาสนา แต่แม้จะยิ่งใหญ่หรือจะลึกซึ้งประการใด พระสัมมาสัมพพุทธเจ้า ก็สามารถที่จะแสดงได้ และมีบทพิสูจน์อยู่ทั่วไปทั้งในภาคทฤษฎี และในภาคปฏิบัติ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้เกรงผู้ใดที่จะเข้ามาค้นคว้าศึกษาหาความจริงแล้วไม่พบความจริง แต่พระองค์ก็เกรงอยู่บุคคลหนึ่งเหมือนกัน คือผู้ที่ช่างพูดช่างเจรจา แต่ไม่ยอมศึกษาหาความรู้จริงจัง แม้ในครั้งพุทธกาล พระองค์ตรัสว่า พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ ก็ยังมีบุคคลแลบลิ้นให้ เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงไปได้อย่างไร แน่นอนทีเดียว พระอภิธรรมปิฎกนั้น ผู้ไม่ตั้งใจศึกษาหรือมิได้วางตำราทางโลกเอาไว้ก่อนเฝ้าแต่คิด เฝ้าแต่คัดค้าน ทั้งๆ ที่ยังศึกษาไปได้ไม่ถึงไหนแล้วจะให้เข้าใจถึงความลึกซึ้งได้อย่างไรโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:10:21 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 2ธรรมชาติของจิตนั้น ย่อมเห็น ย่อมได้ยิน ย่อมสั่งสมบาปและบุญต่างๆ เอาไว้ แต่บาปและบุญที่เก็บสะสมเอาไว้เหล่านั้น เมื่อได้โอกาส ได้เหตุ ได้ปัจจัยมันก็แสดงออกมาได้ และแสดงออกมาอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ศึกษาและพิจารณาด้วยดีก็จะพิสูจน์ได้
คำว่า "กรรม" ได้แก่การกระทำ หรือพฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย ทางวาจา และทางใจ หรือการกระทำคือ เห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, ได้ลิ้มรส, ได้สัมผัสทางกาย และได้คิดนึก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ซึ่งแปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนา ก็คือกรรม
เจตนา ก็ได้แก่เจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตตามอารมณ์ต่างๆ โดยมากก็แปลความตั้งใจ หรือความจงใจ
เจตนานั้นเกิดกับจิตทุกประเภท แต่จิตที่เกิดขึ้นมาทุกประเภทหาได้เป็นกรรมไปทั้งหมดไม่ คือจิตที่เป็นบาปได้แก่โลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒ จิตที่เป็นบุญได้แก่มหากุศลจิต ๘ มีการบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จิตที่ทำสมาธิโดยเพ่งรูปได้ตั้งแต่ฌานที่ ๑ ขึ้นไปถึงฌานที่ ๕ และจิตที่ทำสมาธิโดยไม่เพ่งรูป แต่เพ่งความว่าง เช่นเพ่งอากาศเป็นอารมณ์เป็นต้น อีก ๔ รวมเป็น ๒๙ ประเภท
เจตนาเกิดในจิตทุกประเภท แต่เจตนาในจิตทั้ง ๒๙ นี่เองที่ได้ชื่อว่า เป็นกรรม คือการกระทำ ที่เหลือนอกนั้นก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นมาเป็นผลของกรรมบ้าง เป็นกิริยาบ้าง เป็นจิตที่ปราศจากกิเลส คือจิตของพระอรหันต์บ้าง
รายละเอียดเรื่องของกรรมทั้ง ๒๙ นั้นเป็นเรื่องใหญ่ ต้องศึกษากันนาน จะอธิบายโดยใช้หนังสือเล่มนี้คงจะไม่ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:15:36 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 3
เมื่อกรรมคือการกระทำ หรือเจตนา ได้เกิดขึ้นมา หรือจะพูดง่ายๆ ว่า อารมณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาก็จะเก็บสะสมเอาไว้ในจิตใจ เมื่อได้โอกาสเมื่อใด อำนาจของกรรมที่เก็บเอาไว้นั้นก็ย่อมจะแสดงออกมาได้เสมอ ขอให้มีกำลังอำนาจและมีเวลาเพียงพอเท่านั้น
เมื่อเราเหวี่ยงก้อนเดินขึ้นไปบนอาหาศ ก้อนดินก็จะลอยสูงขึ้นไปตามแต่กำลังอำนาจคือแรงเหวี่ยงของเรามากหรือน้อย ถ้าแรงเหวี่ยงมากก้อนดินก็ลอยขึ้นไปสูง ถ้าแรงเหวี่ยงน้อยก้อนดินก็ลอยขึ้นไปไม่สูง
ขอได้โปรดพิจารณาว่า ในขณะที่เราเหวี่ยงก้อนดินขึ้นไปบนอากาศนั้น เป็นตอนที่เราออกแรง แต่เมื่อดินหลุดจากมือของเราไปแล้ว เหตุไฉนก้อนดินจึงได้ลอยขึ้นและลอยขึ้นไปอยู่อีกเรื่อยๆ ไปเล่า ทั้งๆ ที่เราปล่อยก้อนดินให้หลุดออกจากมือไปแล้ว เมื่อมันลอยขึ้นไปจนถึงที่สุดจนหมดแรงเหวี่ยงแล้วมันจึงตกลงมา
แน่นอนทีเดียว มันจะต้องมีแรงที่เราเหวี่ยงในครั้งแรกช่วยผลักดันให้มันลอยขึ้นไปได้ แม้ความดึงดูดของโลกก็ยังยับยั้งมันไม่ไหว แต่ถ้าหมดแรงดันส่งเมื่อใดมันจึงจะตกลงมาได้เมื่อนั้น
แต่เรามองเห็นแรงที่ส่งมันขึ้นไปหรือ เรามองไม่เห็นแรงที่ส่งก้อนดินขึ้นไปเลยแม้แต่น้อย ถึงกระนั้นเราก็ตัดสินใจได้ว่า แรงส่งครั้งแรกเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดอำนาจจะผลักดันกันต่อไปจนถึงที่สุด ตามอำนาจกำลังแรงของมือที่เหวี่ยง ดังนั้น การดูหมิ่นอะไร ๆ ที่เรามองไม่เห็นตัวเป็นการสมควรหรือโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:19:15 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 4
ท่านสาธุชนที่เคารพ แล้วความรักเล่า มันมีตัวมีตนหรือ ความรักรูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร เราก็อธิบายไม่ได้ แต่ความรักมันก็มีอำนาจมากอย่างเหลือเกิน มันสามารถทำให้โลกหวั่นไหวสั่นคลอนได้ และแม้จะทำให้โลกทลายลงไปเป็นพัทธุลีก็ตาม
ถ้าชายหนุ่มไปผูกสมัครรักใคร่หญิงสาวสวยจริงๆ แล้ว อำนาจของความรักที่มองไม่เห็นตัวนั้น มันก็จะแสดงบทบาทของมันทันที มันจะบังคับเจ้าหนุ่มให้เดินผ่านหน้าบ้านหญิงสาวที่ตนรักบ่อยๆ มันจะบังคับให้ตามไปโรงเรียน ตามไปที่ทำงานและพยายามสร้างคำหวานหรือสรรค์หาหนทางที่จะทำให้พูดคุยกับคนที่ตนรักให้ได้ ถ้าไปถึงบ้านคนที่แสนรักได้ก็ต้องไป แม้ตะพดอันใหญ่ๆ ของพ่อตาในอนาคตก็ไม่มีความหวั่นไหว ถ้ามีเจ้าหนุ่มหน้าใหม่เข้ามาขวาง ดีไม่ดี ก็อาจจะฆ่ากันตายก็ได้
ความรักที่มองไม่เห็นตัว แต่มีอำนาจมากนี้ ได้ฝังมั่นอยู่ในจิตใจ แล้วอำนาจของความรัก มันจึงบงการหรือชี้นิ้วให้กระทำและให้กระทำทุกอย่างตามที่มันปรารถนา คนโบราณเขาจึงได้กล่าวว่า แม้ขอบฟ้ามาป้องป่าไม้มาบัง ก็ยังจะฟันฝ่าไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:22:01 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 5แต่ละคนเมื่อเติบโตขึ้นมาก็มีความรัก "เงิน" เป็นชีวิตจิตใจ ทุ่มโถมตัวเองลงไปทุกๆ ทางที่จะหาเงินมาใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างชนิดที่พูดกันว่า ยอมเป็นยอมตาย
เมื่อแต่ละคนต่างก็มีความปรารถนาเหมือนๆ กัน จึงยื้อแย่งแข่งดีและช่วงชิงผลประโยชน์กันอย่างหนักหน่วงรุนแรง ทั้งโดยทางตรง ทางอ้อม ทางซื่อ หรือทางคด กล้าที่จะทำได้ทั้งนั้น จึงก่อให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนกันไปทั้งประเทศ และบางทีก็ทั้งโลก เมื่อสงครามเศรษฐกิจเกิดกำเริบมากขึ้นจนระงับยับยั้งไม่ไหว สงครามมหาประลัย สงครามล้างโลกก็จะติดตามมา
ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงว่า ความโลภ ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ทั้ง ๖ ทวาร ความรักดังที่ได้ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนี้ก็เป็นความโลภ ในที่บางแห่งก็ใช้คำว่า ตัณหา แต่องค์ธรรมก็ได้แก่โลภเจตสิก
พระองค์ได้เน้นหนักในเรื่องของโลภะ ตัณหา นี้มาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ เพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดความวุ่นวายสารพัดอย่างเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดจนถึงสงครามมหาประลัย ที่จะทำให้โลกทลายเป็นตัวก่อทุกข์โทษภัยอย่างร้ายแรงให้แก่ชีวิตทุกๆ ชีวิต สุดที่จะพรรณนาได้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:24:37 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 6นอกจากนี้แล้ว มันจะเป็นตัวการก่อให้เกิดภพชาติหน้าและชาติหน้าเรื่อยๆ ไป มันเป็นตัวการทำให้เราต้องแก้ปัญหาไม่รู้จักจบสิ้นลงได้ชาติแล้วชาติเล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้แสดงว่า มันเป็นต้นเหตุของทุกข์ เป็นตัวสมุทัยเป็นสมุทยสัจจะ ความจริงที่สำคัญประการหนึ่งคือความทุกข์
เท่าที่ผมได้แสดงมาเล็กๆ น้อยๆ ก็เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายได้มองเห็นอำนาจของกรรม อำนาจของเจตนาที่เกิดขึ้นมาวันละนับไม่ไหว ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะประทับสั่งสมเอาไว้ในจิตใจ แล้วกรรมที่ได้เก็บเอาไว้เหล่านั้นก็แสดงตัวออกมาได้เพราะมันมีอำนาจอย่างไร
การที่เราทราบว่าเป็นสีแดงได้ ก็เพราะยกเอาของเก่าที่ฝังประทับอยู่ในจิตใจเอามาเปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจ การที่เราจำหน้าสามี ภรรยา บุตร ธิดา และจำบ้านที่อาศัยของตนเองได้ก็เพราะได้เก็บเอาสิ่งเหล่านั้นไว้ในจิตใจ แล้วเอาออกมาเปรียบเทียบตัดสิน และการที่เราสอบไล่ได้ ก็เพราะเราเอาวิชาเก่าๆ ที่เราเก็บเอาไว้ในใจออกมาตอบ แม้แต่ตัว ก.ไก่ ข.ไข่ เป็นอย่างไรเราก็เคยเก็บเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็กๆ แล้วเอาออกมาใช้บ่อยๆ
ถ้าดังนี้แล้ว ยังจะมีท่านผู้ใดอีกหรือ ที่เชื่อถืออย่างมั่นคงว่ากรรมที่ได้ทำลงไปแล้ว คือทั้งบุญและบาปเก็บเอาไว้ในจิตใจไม่ได้ แล้วแสดงออกมาไม่ได้ด้วย บางคนพูดล้อๆ ว่ากรรมมองไม่เห็นตัวทำแล้วก็แล้วกันไป บางคนก็ว่า กำมือ แบมือ
ถ้าเขาไม่เชื่อเรื่องกรรมที่ทำไปแล้วเก็บเอาไว้ และให้ผลได้ก็ขอให้เขาลองยกตัวอย่างขึ้นมาสักอารมณ์หนึ่งจะได้ไหม เพราะจิตเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสทางกาย และจิตที่คิดนึกจะเกิดขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีอดีตกรรมร่วมด้วยเสมอไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:28:15 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 7เมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นแล้ว ก็จะต้องมีเวทนาเจตสิก คือรู้ทุกข์ สุข หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข จะไม่มีเวทนาเลยจะได้หรือไม่ แล้วเวทนาเจตสิกนั้นมาจากไหน
เมื่อรับอารมณ์แล้วจะต้องเก็บอารมณ์เอาไว้เสมอไป เราจึงจำอะไรๆ ได้ ถ้ารับอารมณ์แล้วจำได้เช่นนี้ ไม่มีสัญญาเจตสิกแล้วจะจำได้อย่างไร แล้วสัญญาคืออะไร อธิบายได้ไหม
และเมื่อรับอารมณ์แล้วก็จะต้องเกิดยินดีติดใจอันเป็นโลภะ ไม่ชอบใจก็เป็นโทสะ และเฉยๆ ก็จะเป็นโมหะ อันเป็นฝ่ายอกุศล หรือจิตจะเป็นฝ่ายกุศลก็ได้ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ความโลภ โกรธ หลง และไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เล่านี้มาจากไหน พ่อแม่เคยสอนตั้งแต่อยู่ในท้องหรือจึงแสดงออกมาได้ ถ้ามันไม่ได้ติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ แล้วมันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ตั้งแต่ยังเด็กเล็กๆ ก็ชอบดนตรี ชอบช่างเขียน ช่างปั้น ชอบร้องรำทำเพลง ชอบการแสดงละเม็งละคร ตลอดจนสัญชาตญาณต่างๆ มีรู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักหลบหลีกภัย ถ้าไม่ใช่ความสันทัดจัดเจนที่เคยสั่งสมอบรมมาแต่ในชาติอดีตแล้ว มันจะเกิดขึ้นมาเองได้อย่างไร ผู้ใดเล่าเป็นคนสั่งสอน พ่อแม่สั่งสอนลูกในท้องได้หรือ หากจะแก้ว่าถ่ายทอดตามสายเลือด สายเลือดมันก็เป็นรูปเป็นสสารจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดได้อย่างไรโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:31:45 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 8การหมิ่นประมาท คนโบราณว่าเพ้อฝันในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และผีสางเทวดานั้นก็เป็นการหมิ่นประมาทความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
เพราะพระองค์ได้แสดงเอาไว้ในทั้ง ๓ ปิฎก และไม่ใช่ ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ เรื่อง และถ้าท่านผู้นี้เป็นพระในพระพุทธศาสนาก็จะเป็นพระในพุทธศาสนาไม่ได้
พระบางท่านพยายามอธิบายว่า เปรตก็คือพวกมนุษย์ที่อดๆ อยากๆ แล้วประพฤติไม่ดี และเทวดาก็ได้แก่พวกมนุษย์ที่ดี มีศีลธรรม เปรตและเทวดาจริงๆ ไม่มี พูดดังนี้ก็เพราะศึกษาเรื่องลึกซึ้งเข้าไปไม่ไหวนั่นเอง จึงตัดสินเอาง่ายๆ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า มีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกลับ ไม่มีผู้ใดมองเห็นได้นอกจากผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณทั้งหลายเท่านั้น ธรรมชาตินี้มันสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ถ้ามิได้มีเหตุปัจจัย คืออารมณ์มากระทบแล้วมันจะเกิดขึ้นมาเองหาได้ไม่
ธรรมชาติที่ว่านั้นเกิดขึ้นมาจากการกระทำ หรือการแสดงออกของสัตว์ทั้งหลายอันเกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วก็ฝังจมอยู่ยังก้นบึ้งของจิตใจ เมื่อมีเหตุอันสมควรจึงจะเกิดขึ้นมาได้ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า "อนุสัย"
อำนาจของกรรม นำผลให้บังเกิดขึ้นให้เห็น ได้ยิน ที่ดีๆ หรือไม่ดี เป็นสุข เป็นทุกข์ ร่ำรวย ยากจน อายุยืน อายุสั้น รูปสวย ขี้ริ้ว ขี้เหร่ ก็ได้ทุกอย่าง ผู้ศึกษามีความเข้าใจก็จะหายสงสัยได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ต้องขอเน้นความสำคัญของกรรมที่ทำแล้วในอดีตแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นให้ผลไม่ได้ และกรรมในปัจจุบันอย่างเดียวก็เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกันด้วยเหตุดังนี้เอง เมื่อเราแก้กรรมในอดีตไม่ได้ เราก็ต้องทำกรรมในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพราะว่าถ้าได้รับกรรมที่ดีก็จะได้ผลดีมากขึ้น แต่ถ้าได้รับผลร้ายก็จะได้ไม่ร้ายแรงจนเกินไป
อำนาจของกรรมเป็นตัวการที่จะทำให้รูปเกิดขึ้นมาได้และรูปที่เกิดขึ้นมาจากรรมนั้นมี ๑๘ ประเภท เรียกว่า กรรมชรูป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 เม.ย. 2549 , 07:38:13 น.] ( IP = 58.9.136.39 : : )
สลักธรรม 9...พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้เกรงผู้ใดที่จะเข้ามาค้นคว้าศึกษาหาความจริงแล้วไม่พบความจริง แต่พระองค์ก็เกรงอยู่บุคคลหนึ่งเหมือนกัน คือผู้ที่ช่างพูดช่างเจรจา แต่ไม่ยอมศึกษาหาความรู้จริงจัง ... ติดตามมาอ่านต่อด้วยความเคารพและระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์บุญมีผู้กรุณาถ่ายทอดความรู้ และขอบพระคุณพี่เณรด้วยค่ะที่กรุณานำมาให้อ่านและศึกษา
ผู้ที่ดีแต่พูดแต่วิจารณ์นี่ไม่น่าคบหาสมาคมด้วยเลยนะคะ ..เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความแตกร้าว
โดย น้องกิ๊ฟ [18 เม.ย. 2549 , 13:01:54 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |